โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“กรวีร์”โต้บิดเบือน พ.ร.บ.นิรโทษ ยันไม่เกี่ยวคดีฮั้ว สว.

INN News

อัพเดต 9 กรกฎาคม 2569 เวลา 19.01 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • INN News

“กรวีร์” โต้บิดเบือน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ยันไม่เกี่ยวคดีฮั้ว สว. ชี้คดี ม.112 ไม่ถูกรวม พร้อมเผย กมธ.งบฯ 70 ห่วงรายได้รัฐจากภาษีบุหรี่-บุหรี่เถื่อน และจี้เร่งใช้ที่ราชพัสดุให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ชี้แจงกรณีที่มีข้อกังวลและกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ว่า มีการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจนทำให้ประชาชนเข้าใจผิด โดยยืนยันว่าการที่วุฒิสภาส่งร่างกฎหมายกลับมายังสภาผู้แทนราษฎรนั้น เป็นเพียงการปรับลำดับบัญชีแนบท้ายของกฎหมายเท่านั้น ไม่ได้มีการแก้ไขหลักการหรือสาระสำคัญของร่างกฎหมายแต่อย่างใด โดยประเด็นที่หลายฝ่ายกล่าวอ้างว่าร่างกฎหมายนิรโทษกรรมจะครอบคลุมถึงคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

เนื่องจากกฎหมายเลือกตั้งที่ถูกระบุไว้ในบัญชีแนบท้าย เป็นการนิรโทษกรรมให้กับผู้ที่ร่วมการชุมนุมและกระทำความผิดจากเหตุการณ์ทางการเมืองในอดีต เช่น การปิดล้อมหน่วยเลือกตั้ง การชุมนุมของกลุ่มเสื้อเหลือง กลุ่มเสื้อแดง กปปส. การปิดสนามบิน และการปิดการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นคดีที่มีมูลเหตุจากการชุมนุมทางการเมือง ไม่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือก สว. แต่อย่างใด พร้อมย้ำว่า จุดยืนของพรรคร่วมรัฐบาลยังคงเดิมอย่างชัดเจนว่า ความผิด 3 ประเภทจะไม่ถูกรวมอยู่ในร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ได้แก่ คดีทุจริตคอร์รัปชัน คดีที่มีการใช้ความรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิต และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

นายกรวีร์กล่าวว่า หลักการดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นแนวทางที่สภาผู้แทนราษฎรเคยเห็นชอบไว้ตั้งแต่สมัยประชุมที่ผ่านมา และวุฒิสภาไม่ได้แก้ไขสาระสำคัญในประเด็นนี้แต่อย่างใด สำหรับข้อเสนอให้ช่วยเหลือเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 นายกรวีร์ ระบุว่า พรรคภูมิใจไทยได้หารือเรื่องนี้มาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา และเห็นว่าผู้ที่เป็นเยาวชนยังสามารถใช้สิทธิในกระบวนการยุติธรรมที่กฎหมายมีรองรับอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องนำความผิดตามมาตรา 112 มารวมไว้ในกฎหมายนิรโทษกรรม เพราะอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งรอบใหม่ในสังคม

นายกรวีร์ ยังอ้างถึงบทเรียนจากร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมในอดีตที่สร้างความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง จึงเห็นว่าควรผลักดันเฉพาะประเด็นที่สังคมมีฉันทามติร่วมกันก่อน โดยประเมินว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่า 6,000 คน และเกี่ยวข้องกับคดีที่ค้างอยู่กว่า 2 ล้านคดี ส่วนกรณีที่พรรคประชาชนเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับร่างกฎหมายนิรโทษกรรมจนเกิดความเข้าใจผิด นายกรวีร์กล่าวว่า ตนรู้สึกตกใจ เพราะมีการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนข้อเท็จจริง แม้ภายหลังจะมีการลบหรือแก้ไขข้อความบางส่วนแล้วก็ตาม พร้อมเรียกร้องให้พรรคประชาชนออกมารับผิดชอบต่อการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว หากต้องการยกระดับมาตรฐานการเมือง ก็ต้องทำการเมืองด้วยมาตรฐานที่สูง ไม่ใช่ลดมาตรฐานของตัวเองจนต่ำเตี้ยเรี่ยดิน และเมื่อรู้ว่าๅข้อมูลผิด ก็ควรรับผิดชอบต่อประชาชน

ขณะเดียวกัน นายกรวีร์ ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2570 นายกรวีร์ เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะกรรมาธิการใช้เวลาพิจารณางบประมาณแล้ว 5 วัน รวมกว่า 39 ชั่วโมง พิจารณาไปแล้ว 37 หน่วยงาน 5 กองทุน และหนึ่งในประเด็นสำคัญ คือ งบประมาณของกรมสรรพสามิต วงเงินกว่า 5,554 ล้านบาท โดยกรรมาธิการหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า การจัดเก็บภาษีบุหรี่แบบ 2 อัตรา ส่งผลให้รายได้ของรัฐลดลงอย่างต่อเนื่อง และมีการประเมินว่ารัฐสูญเสียรายได้ปีละประมาณ 10,000-20,000 ล้านบาท

ผู้แทนกรมสรรพสามิต ชี้แจงว่า ระบบภาษีปัจจุบันทำให้ผู้บริโภคหันไปซื้อสินค้าที่เสียภาษีน้อยกว่า ประกอบกับปัญหาการลักลอบนำเข้าบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นสินค้าต้องห้าม ทำให้ไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ให้เป็นอัตราเดียว และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน

นอกจากนี้ กรรมาธิการยังสอบถามถึงมาตรการป้องกันสินค้าหนีภาษี โดยกรมสรรพสามิตชี้แจงว่า ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับกรมศุลกากรและหน่วยงานด้านความมั่นคง ทั้งการสกัดกั้นตามแนวชายแดน การตรวจสอบแหล่งกระจายสินค้า และการสืบสวนเครือข่ายลักลอบนำเข้า รวมถึงรณรงค์สร้างความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับความเสี่ยงของการใช้บุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งนี้ การพิจารณางบประมาณไม่ได้ดูเพียงตัวเลข แต่ยังพิจารณาถึงประสิทธิภาพการใช้เงินภาษีของประชาชน พร้อมส่งข้อเสนอแนะและข้อสังเกตกลับไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงการทำงาน

ด้าน น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะโฆษกกรรมาธิการฯ เปิดเผยผลการพิจารณางบประมาณของกรมธนารักษ์ วงเงินกว่า 6,443 ล้านบาท ว่า กรรมาธิการหลายคนเสนอให้เร่งทบทวนการใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุ โดยเฉพาะพื้นที่ที่หน่วยงานราชการขอใช้ไว้แต่ไม่ได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ ควรนำกลับมาบริหารจัดการใหม่ เปิดโอกาสให้ประชาชนหรือภาคเอกชนเช่าใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม

กรมธนารักษ์ ชี้แจงว่า ได้ดำเนินโครงการ “ธนารักษ์เพื่อราษฎร์” มาตั้งแต่ปี 2562 เพื่อจัดระเบียบการใช้ที่ราชพัสดุของประชาชน มีผู้เข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 119,800 ราย ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการอีกประมาณ 15,000 ราย โดยผู้ได้รับสิทธิสามารถทำสัญญาเช่า ใช้เป็นหลักฐานขอทะเบียนบ้าน ขอไฟฟ้า น้ำประปา และยื่นขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินได้

นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 2570 กรมธนารักษ์ยังเตรียมปรับแนวทางบริหารจัดการที่ราชพัสดุที่เอกชนเช่ามาเป็นเวลานาน เปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้าถึงการเช่าพื้นที่ได้มากขึ้น เพื่อให้การจัดสรรทรัพย์สินของรัฐเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศ

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...