ท่ามกลางโลโก้สีรุ้ง และ Rainbow Washing ของนายทุน ผลสำรวจล่าสุดพบว่า LGBTQ+ กว่า 37% มองว่า Pride Month กลายเป็น “อีเวนต์เชิงพาณิชย์ที่สูญเสียความหมายที่แท้จริงไป” เมื่อยังมีคนถูกกีดกัน และไม่รู้สึกถึงการถูก ‘รับฟัง’ และ ‘เข้าใจ’
เสียงของเหล่าเพื่อนพ้อง LGBTQ+ นั้นสำคัญ ไม่ใช่แค่ใน Pride Month ทุกเดือนมิถุนายนของทุกปี แต่ควรจะถูกรับฟังในทุกๆ เดือน ตลอดทุกปีต่างหาก และนั่นทำให้ LGBTQ+ บางส่วนยังรู้สึก “ไม่เป็นส่วนหนึ่ง” กับ Pride Month ในยุคที่มีองค์กรหรือแบรนด์เข้ามาฉกฉวยโอกาสทางการตลาดตลอดทั้งเดือน ไม่ว่าจะในขบวนพาเหรดหรือการทำคอนเทนต์ มากกว่า ‘รับฟัง’ หรือ ‘เข้าใจ’ พวกเขาจริงๆ
ผลสำรวจล่าสุดโดย Taimi แอปพลิเคชันเดตสำหรับกลุ่มเควียร์โดยเฉพาะ ที่ในปี 2026 นี้มียอดรวมเกือบ 37 ล้านผู้ใช้งาน ซึ่งได้สอบถาม LGBTQ+ จำนวน 1,100 คน เกี่ยวกับมุมมองต่อ Pride Month พบว่า 37% ให้ความหมาย Pride Month ยุคปัจจุบันในมุมมองส่วนตัวว่า เป็นอีเวนต์เชิงพาณิชย์ที่สูญเสียความหมายที่แท้จริงของงานไป ขณะที่อีก 33% ให้ความหมายว่า เป็นสิ่งที่ฉันเฉลิมฉลองมันได้ในพื้นที่ส่วนตัวแทนที่สาธารณะ และอีก 32% ให้ความหมายว่า เป็นการเฉลิมฉลองที่ฉันรู้สึกสนุกและมีส่วนร่วมไปกับมันจริงๆ
ผู้ตอบแบบสอบถามคนหนึ่งกล่าวว่า “มันเหมือนถูกทำให้เป็นสินค้าไปแล้ว กอบโกยเงินโดยฉวยโอกาส ซึ่งอะไรแบบนี้มันไร้ความหมาย” ส่วนอีกคนก็พูดอย่างเจ็บแสบว่า “ฉันรู้สึกเหมือนเป็นลิงที่แสดงในคณะละครสัตว์เลย” และเมื่อถูกถามถึงการออกแบบ Pride Month แบบที่ต้องการจริงๆ กว่า 37% บอกว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับ ‘พื้นที่ปลอดภัยที่ปลอดภัยมากขึ้น’ และ 28% ต้องการให้พื้นที่ขององค์กรที่เป็นสปอนเซอร์น้อยลง
เมื่อองค์กรต่างๆ เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เจ้าของอัตลักษณ์กลับรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ถูกฉายภาพตัวแทนหรือเข้าใจประสบการณ์ของพวกเขาขนาดนั้น เพราะแม้ 59% จะรู้สึกว่า ‘ประสบการณ์จริงของ LGBTQ+’ ถูกนำเสนอผ่านอีเวนต์ แคมเปญ หรือสื่อ ได้อย่างดีแล้ว ในช่วง Pride Month แต่อีก 40% กลับไม่ได้รู้สึกแบบนั้นอย่างที่ควรจะเป็น (แบ่งออกเป็น 17% ไม่เคยรู้สึกว่าถูกฉายภาพจริงๆ จากงาน Pride กระแสหลัก, 14% ไม่รู้สึกว่าถูกฉายภาพดีนัก (Not very well) และ 9% ไม่ได้ถูกฉายภาพเลย) ซึ่งนี่อาจกำลังสะท้อนถึงการทำการตลาดสีรุ้งโดยขาดการทำความเข้าใจมาอย่าง ‘ดีมากพอ’
นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถาม 25% คิดว่างาน ‘Pride กระแสหลัก’ มัน inclusive แล้ว แต่อีกจำนวนหนึ่งยังมองเห็นปัญหาการฉายภาพตัวแทนที่น้อยเกินไป (Underrepresented) และ รู้สึกถูกกีดกัน (Excluded) โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีอัตลักษณ์ทับซ้อน แบ่งเป็น 29% ที่รู้สึกว่ากลุ่ม LGBTQ+ ที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ยังมีภาพตัวแทนน้อย และ รู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่ง, 27% รู้สึกแบบเดียวกันสำหรับกลุ่ม ไบเซ็กชวลและแพนเซ็กชวล, 25% รู้สึกแบบเดียวกันสำหรับกลุ่ม LGBTQ+ ผิวสี และ 25% รู้สึกแบบเดียวกันสำหรับกลุ่มทรานส์และนอนไบนารี เพราะในแต่ละอัตลักษณ์นั้นมีความแตกต่างกัน การให้ความสำคัญกับแต่ละตัวอักษรของ LGBTQ+ และครอบคลุมความหลากหลายให้ได้มากที่สุดอาจเป็นเรื่องดีกว่า การพูดรวมๆ ถึง LGBTQ+ แต่ไม่ได้ลงไปในรายละเอียดว่าแต่ละเพศในแต่ละพื้นที่ ซึ่งไม่ใช่แค่เมืองหลัก ว่าเขาต้องการอะไร มีประสบการณ์อะไร หรือกำลัง struggle กับอะไร การขาดความละเอียดอ่อนนี้อาจทำให้เสียงของพวกเขาไม่ได้ถูกรับฟังจริงๆ
ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อถามถึงความรู้สึกที่แบรนด์หรือองค์กรมาเข้าร่วมในช่วง Pride มี 23% ที่กล่าวว่าพวกเขารู้สึกไม่ไว้วางใจแบรนด์หรือองค์กรที่จัดแคมเปญ ขณะที่ 19% กล่าวว่ามันให้ความรู้สึกเหมือนสร้างภาพ (Performative) และ 9% กล่าวว่าพวกเขาจะหลีกเลี่ยงแบรนด์เหล่านั้น มีเพียง 16% ที่รู้สึกว่าสบายใจและช่วยให้ถูกมองเห็นมากขึ้น
จริงๆ Pride Month เป็นเดือนที่ย้ำเตือนถึงประวัติศาสตร์การต่อสู้ของกลุ่ม LGBTQ+ ตั้งแต่อดีตยันปัจจุบัน เพราะกว่าจะได้รับสิทธิที่พึงมีในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง หลายคนผ่านการถูกเลือกปฏิบัติ ถูกกีดกัน และเผชิญความรุนแรงทางเพศ แม้ว่าปัจจุบันความหลากหลายทางเพศจะเบ่งบานมากขึ้นทั้งด้านการใช้ชีวิตและสิทธิทางกฎหมาย แต่ก็ยังไม่สามารถพูดได้ว่าครอบคลุมคนทุกกลุ่ม ทุกสิทธิความเป็นอยู่ ทุกประเทศ หรือทุกพื้นที่ได้จริงๆ แม้แต่ประเทศไทยเองก็ตาม เพราะปัจจุบันยังไม่ใช่ LGBTQ+ ทุกคนที่ได้ใช้ชีวิตปกติสุข โดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องเพศอะไรเลย
จึงไม่แปลกที่ทำไมหลายคนถึงตั้งคำถามถึงท่าทีของบรรยากาศใน Pride Month ช่วงหลังๆ เมื่อหลายแบรนด์ หลายองค์กร เข้ามามีบทบาทในเดือนนี้ ซึ่งแน่นอนว่าแบรนด์ที่มีความจริงใจ และสนับสนุนสิทธิ LGBTQ+ จริงๆ มาโดยตลอด นั้นมีให้เห็น และหลายๆ คนก็พร้อมตรวจสอบว่าพวกเขาคิดจริง ทำจริง ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งคือการเกิดขึ้นของ ‘การตลาดสีรุ้ง’ หรือ Rainbow Washing จำนวนมาก ที่หลายแบรนด์ หลายองค์กร พยายามขึ้นโลโก้สีรุ้ง หรือทำคอนเทนต์เพื่อใช้โอกาสนี้ “ทำเงิน” และแสร้งบอกว่า “ฉันสนับสนุน” แต่ความตลกร้ายคือ เมื่อจบเดือนนี้ไป บางองค์กรกลับไม่ได้ผลักดันสิทธิ LGBTQ+ อะไรเลย หรืออาจจะไม่ได้มีนโยบายสนับสนุนพนักงาน LGBTQ+ เลยก็ได้
ฉะนั้นแล้ว บทบาทขององค์กรที่เข้ามามีส่วนร่วมในเดือนสำคัญนี้ ถ้ามาจากความจริงใจที่อยากจะขับเคลื่อนประเด็นสิทธิเพศหลากหลาย หรืออยากเป็นส่วนหนึ่งที่ให้พวกเขาได้ใช้ ‘เสียง’ ของตัวเองส่งสารอะไรบางอย่าง นั่นอาจเป็นสิ่งที่ดีที่จะมุ่งหน้าทำต่อไป แต่สำหรับบางองค์กรที่เข้ามาเพื่อหวังผลประโยชน์แอบแฝง เมื่อเจ้าของอัตลักษณ์ทางเพศเริ่มรู้สึกว่ามัน “ไม่เรียล” ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งที่คุณทำนั้นอาจนำมาซึ่งการถูกตั้งคำถาม และอาจไม่ได้ช่วยขับเคลื่อนอะไรเท่าที่ควร
เพราะเดือนนี้ ควรเป็นเดือนที่ช่วยให้เสียงของ LGBTQ+ ทุกชีวิต ที่ยังต้องการเรียกร้องหรือส่งเสียงเพื่อสิทธิของตัวเอง ถูกได้ยิน ถูกรับฟัง และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆ ในชีวิต เมื่อความเท่าเทียมทางเพศ ที่ดูเหมือนว่าเท่าแล้วในสายตาของบางคน แท้จริงยังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องพูดต่อไป เพราะมันอาจยังไม่เท่ากันจริงๆ หากยังมีคนที่ถูกเลือกปฏิบัติแค่เพราะเป็นตัวเองอยู่
อ้างอิง:
https://www.thepinknews.com/2026/05/27/lgbtq-excluded-underrepresented-pride-month/
บทความที่เกี่ยวข้อง
- กฎหมายใหม่ตาลีบันกำหนดว่า หากเด็กผู้หญิง ‘เงียบ’ จะถือว่า ‘สมยอม’ ในการแต่งงานกับชายรุ่นใหญ่ แต่จะหย่า ต้องมีเงื่อนไขมากมาย และไปต่อสู้ในศาลเอง
- จดหมายรักจากเมียเช่า ละครเวทีบอกเล่าชีวิตเมียเช่ายุคสงครามเวียดนาม ทาสรักไอ้ต้าวฝรั่งหัวทอง ที่ทำให้ทั้งหัวเราะและเสียน้ำตา กับความผิดหวังจากฝันฉบับ ‘อเมริกันดรีม’
- ท่ามกลางโลโก้สีรุ้ง และ Rainbow Washing ของนายทุน ผลสำรวจล่าสุดพบว่า LGBTQ+ กว่า 37% มองว่า Pride Month กลายเป็น “อีเวนต์เชิงพาณิชย์ที่สูญเสียความหมายที่แท้จริงไป” เมื่อยังมีคนถูกกีดกัน และไม่รู้สึกถึงการถูก ‘รับฟัง’ และ ‘เข้าใจ’
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com