แนวปะการังออสเตรเลียส่อวิกฤต เหตุดาวมงกุฎหนาม-เม่นทะเลระบาดหนัก
แนวปะการังในออสเตรเลียกำลังถูกคุกคามจากการระบาดของดาวมงกุฎหนามและเม่นทะเล ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังทำให้แนวปะการังฟื้นตัวได้ช้าลง นักวิจัยจึงเรียกร้องให้เร่งดำเนินมาตรการควบคุมการระบาดอย่างเป็นระบบ เพื่อลดความเสียหายในระยะยาว
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแทสเมเนีย ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารมารีน แอนด์ เฟรชวอเตอร์ รีเสิร์ช ระบุว่า ดาวมงกุฎหนามเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อแนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟในเขตร้อน เนื่องจากกินปะการังเป็นอาหาร ส่วนเม่นทะเลหนามยาวกัดกินสาหร่ายเคลป์ในแนวปะการังเกรตเซาเทิร์นรีฟ ส่งผลให้ระบบนิเวศในเขตอบอุ่นเสื่อมโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด
นักวิจัยอธิบายว่า ดาวมงกุฎหนามจะระบาดเป็นวัฏจักร โดยจำนวนประชากรจะเพิ่มขึ้นทุกประมาณ 15 ปี ก่อนจะลดลงตามธรรมชาติ แต่ในช่วงที่มีการระบาด พื้นที่ปะการังจำนวนมากจะถูกกัดกินจนเสียหาย ประกอบกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง แนวปะการังจึงต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าเดิม
ขณะเดียวกัน อุณหภูมิมหาสมุทรที่สูงขึ้นในน่านน้ำตอนใต้ของออสเตรเลีย ทำให้เม่นทะเลหนามยาวขยายถิ่นอาศัยลงสู่เกาะแทสเมเนียมากขึ้น เมื่อจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เม่นทะเลจะกัดกินป่าสาหร่ายเคลป์จนเหลือเพียงพื้นทะเลโล่ง ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตที่พึ่งพาสาหร่ายเคลป์เป็นแหล่งอาศัยและแหล่งอาหารได้รับผลกระทบตามไปด้วย
งานวิจัยยังระบุว่า การจัดการสัตว์ทะเลทั้งสองชนิดยังมีความแตกต่างกัน โดยรัฐบาลกลางออสเตรเลียจัดสรรงบประมาณราว 20 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 459 ล้านบาทต่อปี เพื่อควบคุมประชากรดาวมงกุฎหนามในแนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ ขณะที่การควบคุมประชากรเม่นทะเลยังขาดการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ นักวิจัยจึงเสนอให้ขยายการทำประมงเม่นทะเล เพื่อลดจำนวนประชากรและช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศของแนวปะการัง
นอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบว่า การอนุรักษ์สัตว์นักล่าตามธรรมชาติ เช่น ปลาหมูสีลายฟ้า (Spangled Emperor) และกุ้งมังกรใต้ (Southern Rock Lobster) สามารถช่วยควบคุมจำนวนดาวมงกุฎหนามและเม่นทะเลได้ตามธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายต่อแนวปะการัง และเพิ่มโอกาสให้ระบบนิเวศทางทะเลฟื้นตัวได้ดีขึ้นในระยะยาว
ที่มา: ซินหัว