โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รีแบรนด์ “คนละครึ่ง พลัส” สู่ “ไทยช่วยไทย พลัส” เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?

การเงินธนาคาร

อัพเดต 23 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 22 พ.ค. เวลา 03.55 น.

ภายใต้วิกฤตราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลได้ออกมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อมาช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยรูปแบบของโครงการนี้อาจทำให้หลายคนนึกถึงโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” แต่แม้ 2 โครงการนี้จะเป็นแบบรัฐช่วยจ่ายเหมือนกันแต่มีความแตกต่างกัน

กำเนิด “คนละครึ่ง”

ในปี 2563 ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยได้เผชิญกับวิกฤตโควิด19 ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจ ดังนั้นรัฐบาลจึงโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ภายใต้ชื่อ “คนละครึ่ง” โดยโครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือและแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนพร้อมช่วยผู้ประกอบการรายย่อยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

สำหรับสาเหตุที่ชื่อว่าโครงการคนละครึ่งเพราะในรูปแบบของโครงการเป็นแบบรัฐช่วยจ่าย 50% และประชาชนจ่ายเอง 50% สำหรับการซื้ออาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป ผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" กำหนดวงเงินใช้จ่ายสูงสุดรวมเงินสมทบภาครัฐและประชาชนไม่เกิน 300 บาท/คน/วัน หรือรัฐสมทบสูงสุดไม่เกิน 150 บาท

โดยโครงการคนละครึ่งมีระยะเวลาโครงการรวมกันถึง 2 ปี ตั้งแต่ ต.ค. 2563- ต.ค. 2565 แบ่งออกเป็น 5 เฟส สำหรับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทยนั้น คนละครึ่ง 3 เฟสแรกมียอดใช้จ่ายรวม 223,921.8 ล้านบาท ส่วนคนละครึ่งเฟส 4 มียอดใช้จ่ายรวม 61,835.1 ล้านบาท และคนละครึ่งเฟส 5 มียอดใช้จ่ายรวม 36,704.8 ล้านบาท

ดังนั้นจากโครงการคนละครึ่งทั้ง 5 เฟส ส่งผลให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวมเกือบ 300,000 ล้านบาท นอกจากนี้เนื่องจากการใช้จ่ายในโครงการคนละครึ่งต้องทำผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังเท่านั้น จึงทำให้เป็นโครงการที่เปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนให้หันมาใช้จ่ายผ่าน Mobile Banking มากขึ้นอีกด้วย

ต่อยอดสู่ “คนละครึ่ง พลัส”

ห่างหายไป 3 ปี โครงการคนละครึ่ง กลับมาอีกครั้งในช่วงปลายปี 2568 ด้วยชื่อใหม่ “คนละครึ่ง พลัส” เริ่มโครงการวันที่ 29 ต.ค. – 31 ธ.ค. 2568 โดยรัฐบาลต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เศรษฐกิจไทยติดหล่มให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ดังนั้นรูปแบบการช่วยจ่ายจากรัฐบาลจึงยังคงเป็นไปแบบพบกันครึ่งทางคือ รัฐจ่าย 50% และประชาชนจ่าย 50% ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เป็นระยะเวลาสั้นๆ แค่ 2 เดือน โดยกลุ่มเป้าหมายคือประชาชนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป

สำหรับคำว่า “พลัส” ที่เพิ่มเข้ามาคือวงเงินที่ได้รับจะแบ่งตามระบบภาษี โดยหากเป็นผู้ที่อยู่ในระบบภาษีจะได้รับ 2,400 บาท ส่วนผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษีจะได้ 2,000 บาท ซึ่งรัฐบาลหวังว่านอกจากจะช่วยเพิ่มการใช้จ่ายของประชาชนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ยังต้องการดึงกลุ่มที่อยู่นอกระบบภาษีให้เข้าสู่ระบบอีกด้วยเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว ซึ่งโครงการคนละครึ่ง พลัส ทำให้มีเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจในช่วงปลายปีกว่า 84,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ภายใต้โครงการคนละครึ่ง พลัส ยังเพิ่มการอัปสกิล-รีสกิลให้กับผู้ประกอบการร้านค้า โดยผู้ประกอบการร้านค้าที่ผ่านการอบรมในหลักสูตรที่กำหนดจะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท โดยได้รับสิทธิเป็นเงิน 20% ของยอดขายที่เกิดจากโครงการคนละครึ่ง พลัส เฉพาะในส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่าย ซึ่งตลอดโครงการพบว่ามีร้านค้าที่ได้รับสิทธิเงินสนับสนุนจากรัฐ กว่า 97,000 ราย

ทำไมเปลี่ยนชื่อเป็น “ไทยช่วยไทย พลัส”

หากมองโครงการ“คนละครึ่ง พลัส” ปิดฉากไปแล้วเมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมาจะพบว่าถูกออกแบบมาเพื่อเป้าหมายหลัก“กระตุ้นเศรษฐกิจ” แต่ปัจจุบันภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปเศรษฐกิจไทยพ้นจากการติดหล่มมาแล้ว แต่กำลังเผชิญกับวิกฤตราคาพลังงานที่ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น โจทย์ของรัฐบาลได้เปลี่ยนจากการกระตุ้นเศรษฐกิจมาเป็นการ“เยียวยาประชาชน” จากวิกฤตค่าครองชีพ ดังนั้นรัฐบาลจึงออกโครงการใหม่ป้ายแดงอย่าง “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่ถูกออกแบบเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่แบ่งออกเป็น 2 โครงการย่อย เพื่อให้ช่วยประชาชนให้ตรงจุดที่สุด

โดยโครงการแรกในส่วนของประชาชนทั่วไปจะอยู่ภายใต้โครงการ ไทยช่วยไทย พลัส60/40” รัฐบาลปรับสูตรใหม่เพิ่มสัดส่วนการสนับสนุนเป็นอัตรา 60/40 คือรัฐบาลช่วยจ่ายให้มากกว่าเดิมเป็น 60% และให้ประชาชนจ่ายน้อยลงเหลือเพียง 40% เท่านั้น พร้อมขยายระยะเวลายาวนานขึ้นเป็น 4 เดือน โดยจะได้รับวงเงินจากรัฐบาลเดือนละ 1,000 บาท รวมเป็น 4,000 บาท เท่ากันทั้งผู้ที่อยู่ในระบบภาษีและไม่ได้อยู่ระบบภาษี ผ่านแอปพลิเคชัน“เป๋าตัง” หากมีวงเงินสิทธิเหลือในเดือนใด จะถูกตัดสิทธิ์ทันทีโดยไม่มีการทบสิทธิไปในเดือนถัดไป โดยโครงการนี้เปิดให้สิทธิสำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ทั้งหมด 30 ล้านคน

ขณะเดียวกันยุคของไทยช่วยไทย พลัส ยังได้ให้ความความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอีก 13.8 ล้านคน ผ่านโครงการที่สอง คือการเติมเงินให้ผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ โดยรัฐบาลได้สมทบวงเงินค่าสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มให้อีก 700 บาทต่อเดือน จากเดิมที่เคยได้ 300 บาท ส่งผลให้ยอดรวมขยับขึ้นเป็น 1,000 บาทต่อเดือน ตลอดระยะเวลา 4 เดือนเช่นเดียวกัน

ทำไมร้านทำผม สปา นวด ไม่ร่วม ไทยช่วยไทย พลัส

ในช่วงของโครงการคนละครึ่ง พลัส ที่การใช้จ่ายค่อนข้างเปิดกว้าง ตั้งแต่ร้านอาหาร เครื่องดื่ม ร้านขายของชำ ร้านธงฟ้า รถแท็กซี่ ไปจนถึงร้านนวด สปา ร้านทำเล็บ และร้านเสริมสวย เนื่องจากวัตถุประสงค์หลักของคนละครึ่ง พลัส คือการกระจายเม็ดเงินไปสู่ผู้ประกอบการร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ

แต่ไทยช่วยไทย พลัส รัฐบาลจำเป็นต้องเลือกตัดงบสิ้นเปลืองออกเพื่อให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องและสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิตก่อนเป็นอันดับแรก เม็ดเงินจึงสามารถใช้ได้แค่กับร้านอาหาร เครื่องดื่ม ร้านขายของชำ ร้านธงฟ้า รวมถึงรถแท็กซี่เท่านั้น ส่วนร้านกลุ่มเสริมความงามและผ่อนคลายอย่าง ร้านนวด สปา ร้านทำเล็บ และร้านเสริมสวย จะไม่ได้เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า “คนละครึ่ง พลัส” และ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะเป็นมาตรการในรูปแบบที่รัฐบาลให้เงินสนับสนุนช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชนเหมือนกัน แต่สองโครงการนี้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน เพราะ “คนละครึ่ง พลัส” คือการชวนประชาชนออกไปจับจ่ายใช้สอยร่วมกันคนละครึ่งเพื่อปลุกเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว แต่สำหรับ “ไทยช่วยไทย พลัส” คือมาตรการที่เข้ามาช่วยลดค่าครองชีพประชาชนในช่วงของแพง

ทั้งนี้โครงการ ไทยช่วยไทย พลัส จะเปิดลงทะเบียนในวันที่ 25-29 พ.ค. 2569 นี้ ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง โดยประชาชนสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมได้ในเวลา 06.00-22.00 น.

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ โครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...