รีแบรนด์ “คนละครึ่ง พลัส” สู่ “ไทยช่วยไทย พลัส” เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?
ภายใต้วิกฤตราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลได้ออกมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อมาช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยรูปแบบของโครงการนี้อาจทำให้หลายคนนึกถึงโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” แต่แม้ 2 โครงการนี้จะเป็นแบบรัฐช่วยจ่ายเหมือนกันแต่มีความแตกต่างกัน
กำเนิด “คนละครึ่ง”
ในปี 2563 ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยได้เผชิญกับวิกฤตโควิด19 ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจ ดังนั้นรัฐบาลจึงโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ภายใต้ชื่อ “คนละครึ่ง” โดยโครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือและแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนพร้อมช่วยผู้ประกอบการรายย่อยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น
สำหรับสาเหตุที่ชื่อว่าโครงการคนละครึ่งเพราะในรูปแบบของโครงการเป็นแบบรัฐช่วยจ่าย 50% และประชาชนจ่ายเอง 50% สำหรับการซื้ออาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป ผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" กำหนดวงเงินใช้จ่ายสูงสุดรวมเงินสมทบภาครัฐและประชาชนไม่เกิน 300 บาท/คน/วัน หรือรัฐสมทบสูงสุดไม่เกิน 150 บาท
โดยโครงการคนละครึ่งมีระยะเวลาโครงการรวมกันถึง 2 ปี ตั้งแต่ ต.ค. 2563- ต.ค. 2565 แบ่งออกเป็น 5 เฟส สำหรับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทยนั้น คนละครึ่ง 3 เฟสแรกมียอดใช้จ่ายรวม 223,921.8 ล้านบาท ส่วนคนละครึ่งเฟส 4 มียอดใช้จ่ายรวม 61,835.1 ล้านบาท และคนละครึ่งเฟส 5 มียอดใช้จ่ายรวม 36,704.8 ล้านบาท
ดังนั้นจากโครงการคนละครึ่งทั้ง 5 เฟส ส่งผลให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวมเกือบ 300,000 ล้านบาท นอกจากนี้เนื่องจากการใช้จ่ายในโครงการคนละครึ่งต้องทำผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังเท่านั้น จึงทำให้เป็นโครงการที่เปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนให้หันมาใช้จ่ายผ่าน Mobile Banking มากขึ้นอีกด้วย
ต่อยอดสู่ “คนละครึ่ง พลัส”
ห่างหายไป 3 ปี โครงการคนละครึ่ง กลับมาอีกครั้งในช่วงปลายปี 2568 ด้วยชื่อใหม่ “คนละครึ่ง พลัส” เริ่มโครงการวันที่ 29 ต.ค. – 31 ธ.ค. 2568 โดยรัฐบาลต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เศรษฐกิจไทยติดหล่มให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ดังนั้นรูปแบบการช่วยจ่ายจากรัฐบาลจึงยังคงเป็นไปแบบพบกันครึ่งทางคือ รัฐจ่าย 50% และประชาชนจ่าย 50% ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เป็นระยะเวลาสั้นๆ แค่ 2 เดือน โดยกลุ่มเป้าหมายคือประชาชนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป
สำหรับคำว่า “พลัส” ที่เพิ่มเข้ามาคือวงเงินที่ได้รับจะแบ่งตามระบบภาษี โดยหากเป็นผู้ที่อยู่ในระบบภาษีจะได้รับ 2,400 บาท ส่วนผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษีจะได้ 2,000 บาท ซึ่งรัฐบาลหวังว่านอกจากจะช่วยเพิ่มการใช้จ่ายของประชาชนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ยังต้องการดึงกลุ่มที่อยู่นอกระบบภาษีให้เข้าสู่ระบบอีกด้วยเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว ซึ่งโครงการคนละครึ่ง พลัส ทำให้มีเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจในช่วงปลายปีกว่า 84,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ภายใต้โครงการคนละครึ่ง พลัส ยังเพิ่มการอัปสกิล-รีสกิลให้กับผู้ประกอบการร้านค้า โดยผู้ประกอบการร้านค้าที่ผ่านการอบรมในหลักสูตรที่กำหนดจะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท โดยได้รับสิทธิเป็นเงิน 20% ของยอดขายที่เกิดจากโครงการคนละครึ่ง พลัส เฉพาะในส่วนที่ภาครัฐร่วมจ่าย ซึ่งตลอดโครงการพบว่ามีร้านค้าที่ได้รับสิทธิเงินสนับสนุนจากรัฐ กว่า 97,000 ราย
ทำไมเปลี่ยนชื่อเป็น “ไทยช่วยไทย พลัส”
หากมองโครงการ“คนละครึ่ง พลัส” ปิดฉากไปแล้วเมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมาจะพบว่าถูกออกแบบมาเพื่อเป้าหมายหลัก“กระตุ้นเศรษฐกิจ” แต่ปัจจุบันภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปเศรษฐกิจไทยพ้นจากการติดหล่มมาแล้ว แต่กำลังเผชิญกับวิกฤตราคาพลังงานที่ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น โจทย์ของรัฐบาลได้เปลี่ยนจากการกระตุ้นเศรษฐกิจมาเป็นการ“เยียวยาประชาชน” จากวิกฤตค่าครองชีพ ดังนั้นรัฐบาลจึงออกโครงการใหม่ป้ายแดงอย่าง “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่ถูกออกแบบเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่แบ่งออกเป็น 2 โครงการย่อย เพื่อให้ช่วยประชาชนให้ตรงจุดที่สุด
โดยโครงการแรกในส่วนของประชาชนทั่วไปจะอยู่ภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส60/40” รัฐบาลปรับสูตรใหม่เพิ่มสัดส่วนการสนับสนุนเป็นอัตรา 60/40 คือรัฐบาลช่วยจ่ายให้มากกว่าเดิมเป็น 60% และให้ประชาชนจ่ายน้อยลงเหลือเพียง 40% เท่านั้น พร้อมขยายระยะเวลายาวนานขึ้นเป็น 4 เดือน โดยจะได้รับวงเงินจากรัฐบาลเดือนละ 1,000 บาท รวมเป็น 4,000 บาท เท่ากันทั้งผู้ที่อยู่ในระบบภาษีและไม่ได้อยู่ระบบภาษี ผ่านแอปพลิเคชัน“เป๋าตัง” หากมีวงเงินสิทธิเหลือในเดือนใด จะถูกตัดสิทธิ์ทันทีโดยไม่มีการทบสิทธิไปในเดือนถัดไป โดยโครงการนี้เปิดให้สิทธิสำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ทั้งหมด 30 ล้านคน
ขณะเดียวกันยุคของไทยช่วยไทย พลัส ยังได้ให้ความความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอีก 13.8 ล้านคน ผ่านโครงการที่สอง คือการเติมเงินให้ผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ โดยรัฐบาลได้สมทบวงเงินค่าสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มให้อีก 700 บาทต่อเดือน จากเดิมที่เคยได้ 300 บาท ส่งผลให้ยอดรวมขยับขึ้นเป็น 1,000 บาทต่อเดือน ตลอดระยะเวลา 4 เดือนเช่นเดียวกัน
ทำไมร้านทำผม สปา นวด ไม่ร่วม ไทยช่วยไทย พลัส
ในช่วงของโครงการคนละครึ่ง พลัส ที่การใช้จ่ายค่อนข้างเปิดกว้าง ตั้งแต่ร้านอาหาร เครื่องดื่ม ร้านขายของชำ ร้านธงฟ้า รถแท็กซี่ ไปจนถึงร้านนวด สปา ร้านทำเล็บ และร้านเสริมสวย เนื่องจากวัตถุประสงค์หลักของคนละครึ่ง พลัส คือการกระจายเม็ดเงินไปสู่ผู้ประกอบการร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ
แต่ไทยช่วยไทย พลัส รัฐบาลจำเป็นต้องเลือกตัดงบสิ้นเปลืองออกเพื่อให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องและสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีวิตก่อนเป็นอันดับแรก เม็ดเงินจึงสามารถใช้ได้แค่กับร้านอาหาร เครื่องดื่ม ร้านขายของชำ ร้านธงฟ้า รวมถึงรถแท็กซี่เท่านั้น ส่วนร้านกลุ่มเสริมความงามและผ่อนคลายอย่าง ร้านนวด สปา ร้านทำเล็บ และร้านเสริมสวย จะไม่ได้เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า “คนละครึ่ง พลัส” และ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะเป็นมาตรการในรูปแบบที่รัฐบาลให้เงินสนับสนุนช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชนเหมือนกัน แต่สองโครงการนี้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน เพราะ “คนละครึ่ง พลัส” คือการชวนประชาชนออกไปจับจ่ายใช้สอยร่วมกันคนละครึ่งเพื่อปลุกเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว แต่สำหรับ “ไทยช่วยไทย พลัส” คือมาตรการที่เข้ามาช่วยลดค่าครองชีพประชาชนในช่วงของแพง
ทั้งนี้โครงการ ไทยช่วยไทย พลัส จะเปิดลงทะเบียนในวันที่ 25-29 พ.ค. 2569 นี้ ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง โดยประชาชนสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมได้ในเวลา 06.00-22.00 น.