"ปลัดกระทรวงกลาโหม" ตรวจความก้าวหน้า "ฝีพาย" จัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค
">
ปลัดกระทรวงกลาโหม ตรวจความก้าวหน้า การเตรียมความพร้อม ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค 6พ.ย.69 พร้อมชม การฝึกซ้อมฝีพายบนเขียงฝึก และให้กำลังใจกำลังพลฝีพายทุกนาย ย้ำ ขอให้ทุกนาย ภาคภูมิใจ เข้มแข็ง และทำหน้าที่ให้สง่างาม ให้สมพระเกียรติ
วันที่ 25พ.ค.69 เวลา 08.00 น.ที่กองเรือเล็ก กรมขนส่งทหารเรือ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ พลเอก ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม เดินทางมาตรวจเยี่ยมการฝึกกำลังพลที่ทำหน้าที่เป็นฝีพายเรือพระราชพิธี รวมถึงตรวจการเตรียมความพร้อมของเรือพระราชพิธี ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในการเสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน พุทธศักราช 2569 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 โดยมี พลเรือโท รัตนะ เรืองรุ่ง รองเสนาธิการทหารเรือ สายงานกำลังพล ในฐานะ ประธานคณะกรรมการเตรียมความพร้อมขบวนเรือพระราชพิธี และ พลเรือตรี พิสิฐ รังษีภาณุรัตน์ เจ้ากรมการขนส่งทหารเรือ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายฝึกซ้อมกำลังพลฝีพาย ให้การต้อนรับ
โดยก่อนเดินตรวจความก้าวหน้า การเตรียมความพร้อมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค พลเอก ธราพงษ์ ปลัดกระทรวงกลาโหม กล่าวโอวาทแก่กำลังพลฝีพายว่า ส่วนตัวยินดีที่ได้มาพบปะกับกำลังพลฝีพายที่ทำการฝึกทุกนาย และเป็นไปตามแผนงาน ตนอยากให้กำลังพลฝีพายทุกนายภาคภูมิใจที่กองทัพเรือได้รับมอบภารกิจที่สำคัญในการเตรียมความพร้อมจัดขบวนเรือพระราชพิธีพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในโอกาส สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี มีพระชนมพรรษาครบ 4 รอบ ในวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ในการเสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนจะเคลื่อนไปที่ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร ซึ่งเป็นพระราชพิธีที่สำคัญ และจะจัดขึ้นในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 "ปลัดกระทรวงกลาโหม กล่าว"
สำหรับการตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ เพื่อมาเป็นขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพลฝีพาย ที่เป็นกำลังหลักในความเข้มแข็ง สง่างาม และทำงานเป็นทีมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยอย่างสมพระเกียรติในพระราชพิธี จึงเดินทางมาเป็นกำลังใจให้ทุกนาย และย้ำว่า ขอให้ทุกนายภาคภูมิใจและมุ่งมั่นตั้งใจในการฝึกเตรียมความพร้อมตามแผนงานที่กองทัพเรือได้กำหนดไว้
ทั้งนี้ การฝึกฝีพายเรือพระราชพิธี ถือเป็นขั้นตอนสำคัญของการเตรียมความพร้อมกำลังพลในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค โดยก่อนหน้านี้ กองทัพเรือ ได้จัดให้มีการฝึกอบรมและถ่ายทอดความรู้ รูปแบบการพายและวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้องแก่ผู้ทำหน้าที่นายเรือพระราชพิธี 58 นาย ผู้ทำหน้าที่นายท้าย เรือพระราชพิธี 104 นาย ซึ่งเมื่อการฝึกเสร็จสิ้น จะได้รับหน้าที่เป็นครูฝึกฝีพายเรือพระราชพิธีของหน่วยรับเรือที่ตนสังกัด
ปัจุบันการฝึกฝีพายเรือพระราชพิธี อยู่ในขั้นตอนของการฝึกพายเรือบนบก หรือเรียกอีกแบบว่า การฝึกพายบนเขียงฝึก เพื่อให้ฝีพายคุ้นเคยกับน้ำหนักของพาย ลักษณะ ท่าทาง ความพร้อมเพรียง ต่อด้วยการฝึกพายเรือในน้ำ เพื่อให้มีทักษะการบังคับเรือในน้ำโดยแยกตามหน่วยฝึกในพื้นที่ต่างๆ จากนั้นจะเป็นการฝึกฝีพายในหน่วยในเรือในน้ำ ก่อนที่จะมีการฝึกจัดรูปกระบวนในแม่น้ำเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการซ้อมย่อยและซ้อมใหญ่ในโอกาสต่อไป
จากนั้นปลัดกระทรวงกลาโหมได้เดินทางไปตรวจการซ่อมแซม เรือพระราชพิธีในส่วนของเรือพระที่นั่งและเรือรูปสัตว์ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี
ทั้งนี้ ในส่วนของแผนปฏิบัติงานการเตรียมความพร้อมการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ของกองทัพเรือ มีการเตรียมความพร้อมหลัก ประกอบด้วย การเตรียมความพร้อมด้านกำลังพล การฝึกซ้อมฝีพาย การซ่อมแซมเรือพระราชพิธี และการเตรียมท่าเทียบเรือ โดย ในการซ่อมแซมเรือพระราชพิธีนั้น อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ ได้ดำเนินการ สำรวจ และซ่อมเรือพระที่นั่ง และเรือรูปสัตว์ ด้วยวิธีศิลปะภูมิปัญญาประมงพื้นบ้าน การตอกหมันเรือ ซึ่งนำด้ายดิบมาตอกเข้าไป บริเวณร่องระหว่างไม้กระดานเรือให้แน่นเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำซึมเข้าเรือ จากนั้นจึงได้ชันยาเรือผสมกับน้ำมันยางยาแนวในร่องและทาทั่วทั้งบริเวณนอกลำเรือเพื่อป้องกันเพรียงกินไม้ที่จะทำให้เรือผุเร็ว ซึ่งได้ดำเนินการแล้วเสร็จ และได้ส่งมอบให้ กรมศิลปากร ดำเนินการประดับตกแต่งตัวเรือตามแผนปฏิบัติงานการจัดขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค ซึ่งอยู่ในความดูแลของสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร โดยหากดำเนินการแล้วเสร็จจะได้จัดให้มีการอัญเชิญเรือพระที่นั่งลงน้ำเพื่อเตรียมการในส่วนของการฝึกซ้อมฝีพายในขั้นตอนต่อไป
สำหรับรูปแบบการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในครั้งนี้ ใช้เรือพระราชพิธี จำนวนทั้งสิ้น 52 ลำ ซึ่งแบ่งจัดขบวนเรือเป็น 5 ริ้ว ความยาว 1,200 เมตร กว้าง 90 เมตร โดยใช้กำลังพลประจำเรือในขบวนเรือพระราชพิธี รวมทั้งสิ้น 2,200 นาย และในขบวนเรือพระราชพิธี ประกอบด้วยเรือประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1. เรือริ้วสายกลาง จำนวน 10 ลำ ประกอบด้วย
1.1 เรือพระที่นั่งทรง จำนวน 1 ลำ คือ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เป็นเรือพระที่นั่ง สำหรับพระมหากษัตริย์ ทรงประทับ
1.2 เรือพระที่นั่งทรงสำรอง จำนวน 2 ลำ คือ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์
1.3 เรือทรงผ้าไตร จำนวน 1 ลำ คือ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช
1.4 เรือกลองใน - เรือกลองนอก จำนวน 2 ลำ ประกอบด้วย
- เรือกลองใน คือ เรือเรือแตงโม เป็นเรือสำหรับ ผู้บัญชาการขบวนเรือ
- เรือกลองนอก คือ เรืออีเหลือง เป็นเรือสำหรับ รองผู้บัญชาการขบวนเรือ
- เรือตำรวจ จำนวน 3 ลำ ประกอบด้วย เรือตำรวจ 1 - 3 ซึ่งเป็นเรือของพระตำรวจ มีหน้าที่เป็นองครักษ์
1.5 เรือแซง จำนวน 1 ลำ คือ เรือแซง 7 ซึ่งเป็นเรืออารักขาพระมหากษัตริย์
2. เรือริ้วสายใน จำนวน 2 ริ้ว ริ้วละ 7 ลำ รวมเป็น 14 ลำ ประกอบด้วย
2.1 เรือประตูหน้า จำนวน 2 ลำ ประกอบด้วย เรือทองขวานฟ้า และเรือทองบ้าบิ่น เป็นเรือนำริ้วขบวน
2.2 เรือพิฆาต จำนวน 2 ลำ ประกอบด้วย เรือเสือทะยานชล และเรือเสือคำรณสินธุ์ เป็นเรือนำขบวนที่ใช้ในการรบ
2.3 เรือรูปสัตว์ จำนวน 8 ลำ ประกอบด้วย เรืออสุรวายุภักษ์ เรืออสุรปักษี เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ เรือกระบี่ปราบเมืองมาร เรือพาลีรั้งทวีป เรือสุครีพครองเมือง เรือครุฑเหินเห็จ และเรือครุฑเตร็จไตรจักร เป็นเรือที่แกะสลักหัวเรือเป็นรูปสัตว์จริงหรือสัตว์ในเทพนิยาย เพื่อบอกถึงเรือลำใดเป็นของกรมใด หรือขุนนางผู้ใด
2.4 เรือคู่ชัก จำนวน 2 ลำ ประกอบด้วย เรือเอกไชยเหินหาว และเรือเอกไชยหลาวทอง เป็นเรือชักลากเรือพระที่นั่ง เช่น ชักลากเรือพระที่นั่งเมื่อน้ำเชี่ยว ต้องการให้แล่นเร็วขึ้น เป็นต้น
3. เรือริ้วสายนอก จำนวน 2 ริ้ว ริ้วละ 14 ลำ รวม 28 ลำ ประกอบด้วย
3.1 เรือดั้ง จำนวน 22 ลำ ประกอบด้วย เรือดั้ง 1 – 22 เป็นเรือป้องกันหน้าขบวนเรือ
3.2 เรือแซง จำนวน 6 ลำ ประกอบด้วย เรือแซง 1 - 6 เป็นเรืออารักขาพระมหากษัตริย์
อย่างไรก็ตาม ย้ำว่า การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในการเสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน พุทธศักราช 2569 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 จะจัดขึ้นในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 นี้