โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนโศกนาฏกรรมจุดตัดรถไฟแยกอโศก! ม้าเหล็กขยี้รถเมล์ 8 ศพ สังเวยไร้ ‘วินัย’ จราจร พขร.เมายากับปมธงแดง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

คอลัมน์ อาชญากรรม โดย อาชญาข่าวสด

บ่ายวันเสาร์แทนที่จะเป็นวันพักผ่อนธรรมดา กลับกลายเป็นฝันร้ายกลางมหานคร ณ จุดตัดทางรถไฟแยกอโศก–ดินแดง

เมื่อเสียงหวีดเตือนภัยอัตโนมัติดังระงม แต่ไม้กั้นกลับเลื่อนลงไม่ได้ เพราะรถเมล์สาย 206 และยวดยานนับสิบคันติดนิ่งคร่อมอยู่บนราง

ชั่วพริบตาเดียวขบวนรถไฟสินค้าพุ่งเข้าขยี้เต็มแรง แรงปะทะส่งผลให้ถังน้ำมันระเบิด เพลิงนรกลุกท่วมคร่าชีวิตผู้โดยสารและผู้สัญจรไปทันที 8 ศพ เจ็บสาหัสอีกกว่า 30 ราย

ทิ้งไว้เพียงซากเหล็กไหม้เกรียมและคราบน้ำตาของญาติผู้สูญเสีย

ช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2569 ก็แค่อีกหนึ่งวันที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายตามวิถีมหานคร

ณ จุดตัดทางรถไฟแยกอโศก–ดินแดง (ใกล้สถานีแอร์พอร์ตเรลลิงก์มักกะสัน) แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ ภาพการจราจรติดขัดจนเป็นอัมพาต คือภาพที่ชาวเมืองกรุงเห็นกันจนชาชิน

ช่วงเวลาเดียวกัน ขบวนรถไฟบรรทุกสินค้าที่ 2126 (แหลมฉบัง-บางซื่อ) ลากจูงตู้คอนเทนเนอร์กว่า 20 ตู้ กำลังตะบึงมาตามเวลา

รถโดยสารประจำทางปรับอากาศ (ปอ.) ขสมก. สาย 206 (วิ่งเส้นทางบางเขน-เมกาบางนา) เคลื่อนตัวตามกระแสจราจรจนกระทั่งตัวรถไปจอดนิ่งคร่อมอยู่บนรางรถไฟ แวดล้อมไปด้วยรถนั่งส่วนบุคคลและรถจักรยานยนต์

สัญญาณเตือนภัยทางรถไฟเริ่มส่งเสียงดังสนั่น ทว่าไม้กั้นอัตโนมัติไม่สามารถเลื่อนลงมาปิดได้ เพราะยวดยานยังไม่มีโอกาสเคลื่อนตัว

วินาทีสยองก็บังเกิด หัวรถจักรพุ่งชนรถเมล์เต็มกลางลำ แรงโมเมนตัมมหาศาลกวาดพาหนะที่ขวางอยู่กระเด็นออกนอกแนวราง

แรงปะทะทำให้ถังน้ำมันระเบิดเกิดเพลิงลุกไหม้ท่วมรถเมล์และลามไปยังรถยนต์-จักรยานยนต์ข้างเคียงเสียหายรวม 9 คัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยระดมฉีดน้ำสกัด ท่ามกลางความสูญเสียเบื้องต้น มีผู้เสียชีวิตถูกไฟคลอกคาซากรถ 8 ราย และบาดเจ็บสาหัสอีกกว่า 30 ราย

รวมถึงโชเฟอร์รถเมล์ที่ถูกไฟคลอกอาการสาหัส

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น. รีบรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุทันทีหลังเกิดเหตุร้าย

พร้อมให้สืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทุกมิติ

ตํารวจ สน.มักกะสัน ควบคุมตัวพนักงานขับรถไฟ เจ้าหน้าที่กั้นถนนบริเวณทางรถไฟ และทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องไปสอบปากคำทันที แต่คำให้การของทั้งหมดยังสับสนและขัดแย้งไปในทางตรงกันข้าม

นายอุเทน จอมคีรี เจ้าพนักงานทำหน้าที่กั้นถนนบริเวณทางรถไฟ ยืนยันวิทยุแจ้งเตือนไปยังพนักงานขับรถไฟแล้ว แต่ไม่มีการตอบรับ จึงรีบทำการให้สัญญาณธงแดงเพื่อหยุดรถไฟในระยะกระชั้นชิด แต่สุดท้ายไม่ทันการณ์

แต่กล้องวงจรปิดในบริเวณดังกล่าว บันทึกภาพนายอุเทนโบกธงแดงเพียงระยะเวลาสั้นๆ ก่อนหันหลังให้ขบวนรถที่กำลังตะบึงผ่านไปอย่างรวดเร็ว

จากนั้นเพียงแค่ 1-2 วินาทีก็เกิดเหตุสลด

ขณะที่นายสยมพร สวนกูล พนักงานขับรถไฟ (พขร.) กลับให้การว่าไม่ได้รับสัญญาณแจ้งเตือนผ่านทางวิทยุ และไม่เห็นสัญญาณธงแดงจากเจ้าหน้าที่ บนจุดตัดดังกล่าว

ส่วนนายสิริภูมิ สุจิตระหะ อายุ 21 ปี ช่างเครื่องหรือผู้ช่วยคนขับรถไฟที่ถูกสอบปากคำในฐานะพยาน ระบุว่า ช่วงระยะ 500 เมตรก่อนถึงจุดเกิดเหตุ มองเห็นคล้ายป้ายโฆษณาอยู่ในแนวรางลิบๆ

จนกระทั่งถึงระยะ 300 เมตร จึงเห็นชัดเจนว่าเป็นรถเมล์ขวางรางรถไฟ รีบส่งสัญญาณแจ้งคนขับรถไฟให้สัญญาณไฟแดงและดึงเบรกห้ามล้อพร้อมกันทั้งสองคน

แต่ทุกอย่างมันสายเกินไป

ช่างเครื่องเป็นอีกเสียงที่ระบุว่าไม่เห็นสัญญาณธงแดง

แต่นายสิริภูมิยังให้การเพิ่มเติมว่า ก่อนเคลื่อนขบวนรถออกจากต้นทาง นายสยมพร (พขร.) มาหยิบยืมวิทยุสื่อสารไปใช้งาน โดยอ้างว่าลืมนำมาจากบ้าน ทำให้ไม่สามารถบอกได้ว่า มีการแจ้งเตือนจากเจ้าหน้าที่กั้นถนนก่อนเกิดเหตุหรือไม่

ขณะที่นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) กระทรวงคมนาคม เปิดผลตรวจสอบข้อมูลจากกล่องดำของรถไฟ พบว่าแล่นมาด้วยความเร็วก่อนชนที่ 34 กม./ชม. และรถหยุดด้วยการใช้ระบบเบรกฉุกเฉิน (emergency brake) ก่อนถึงจุดชนเพียง 100 เมตรเท่านั้น

ขณะชนความเร็ว 28 กม./ชม. ลากไป 80 เมตร จึงหยุดความเร็วศูนย์

ขับไม่เกินป้ายที่กำหนดไว้ 40 กม./ชม. แต่หยุดช้าเกินไป

เนื่องจากขบวนที่บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์มีน้ำหนักรวมหลายพันตัน ต้องใช้ระยะทางในการหยุดรถไกลเกือบ 2 กม.

เบื้องต้นพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและบาดเจ็บสาหัส ต่อนายสยมพร (พขร.), นายอุเทน เจ้าหน้าที่กั้นถนน

แต่นายสยมพรถูกแจ้งความดำเนินคดีเพิ่มฐานเสพยาเสพติด หลังผลตรวจเลือดพบสารเสพติดในร่างกายด้วย ก่อนควบคุมตัวส่งฝากขังต่อศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ก่อนศาลอนุญาตให้ทั้งคู่ได้รับการประกันตัวชั่วคราวด้วยวงเงินคนละ 100,000 บาท

นอกจากคดีความแล้ว ทั้งนายสยมพรและนายอุเทน ยังถูกนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ออกคำสั่งให้พ้นสภาพการเป็นเจ้าพนักงานไว้ก่อน พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

ขณะที่นายลาพิศ ทองบุญ โชเฟอร์รถเมล์ที่ยังอาการสาหัส เพราะถูกไฟคลอกครึ่งตัว และนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ตำรวจรอให้อาการดีขึ้นก่อนค่อยแจ้งข้อกล่าวหา ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นบาดเจ็บสาหัสและถึงแก่ความตาย

ในส่วนของผู้เสียชีวิตทั้ง 8 ราย แพทย์นิติเวชเร่งพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล เนื่องจากบางส่วนถูกไฟคลอกจนไหม้เกรียม

โดยมีญาติผู้สูญหายทยอยเข้าตรวจดีเอ็นเออย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบร่างให้ญาตินำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนา

รวมถึงชิ้นส่วนมนุษย์อีกจำนวนหนึ่งที่ต้องชันสูตรให้แน่ชัดว่าเป็นอวัยวะของผู้ประสบเหตุรายใด

คำถามจากญาติผู้สูญเสียพุ่งตรงไปยังส่วนราชการ เพราะผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บแทบทั้งหมดคือผู้โดยสารรถสาธารณะ รถไฟที่ก่อเหตุก็เป็นระบบขนส่งของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจภายใต้กำกับของรัฐบาล

แต่ไม่อาจสร้างความมั่นใจต่อความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนคนใช้บริการได้เลยสักนิด

นับเป็นอีกหนึ่งครั้งเมื่อเกิดอุบัติเหตุรุนแรง ภาครัฐก็จะตื่นขึ้นมาสั่งการล้อมคอกหลังวัวหายทุกครา

เริ่มจากนายกฯ อนุทิน ที่สั่งเด็ดขาดตั้งแต่วันลงตรวจพื้นที่เกิดเหตุ ให้ รฟท. และ ขสมก. ‘อย่าเกี่ยงกัน’ ต้องร่วมมือกันดูแลเยียวยาสภาพจิตใจและค่าเสียหายแก่ผู้ได้รับผลกระทบอย่างสูงสุด

ทั้งยังสั่งเร่งลดจุดตัดทางรถไฟทั่วกรุงเทพฯ และผุดแนวคิดในการสร้างอุโมงค์ลอดใต้ทางรถไฟ หรือเปลี่ยนเส้นทางวิ่ง เพื่อให้ความปลอดภัยเต็ม 100% ป้องกันอุบัติเหตุซ้ำรอย

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม แถลงมาตรการเร่งด่วนและแผนระยะยาวของกระทรวงคมนาคม เน้นย้ำถึงการถอดบทเรียนเพื่อปรับโครงสร้างระบบรางทั้งหมด

สั่งลดการเดินรถไฟสินค้าเข้าเมืองในช่วงเวลาปกติลง 10 ขบวน/วัน ให้เปลี่ยนถ่ายสินค้าที่สถานีรอบนอก (เช่น ลาดกระบัง, บ้านภาชี, นครปฐม) และอนุญาตให้ขบวนสินค้าที่จำเป็นวิ่งได้เฉพาะช่วงเวลา 22.00 – 04.00 น. เท่านั้น

ทบทวนการเดินรถเข้ากรุงเทพฯ โดยมอบเวลาให้ รฟท. ศึกษาภายใน 3 เดือน เกี่ยวกับการหยุดเดินรถไฟเข้าสู่กรุงเทพฯ ชั้นใน โดยให้ผู้โดยสารสายตะวันออกสิ้นสุดที่ลาดกระบัง และสายใต้สิ้นสุดที่ตลิ่งชัน แล้วเปลี่ยนไปใช้ระบบรถไฟฟ้าสายสีแดง แอร์พอร์ตลิงก์ หรือ ขสมก. แทน

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ออกคำสั่งด่วนบังคับกฎเหล็กห้ามเดินรถ ห้ามรถไฟวิ่งผ่านจุดตัดทุกกรณี หากไม้กั้นทางรถไฟยังไม่ปิดลงอย่างสมบูรณ์ (ห้ามใช้เพียงสัญญาณมือหรือธงโบกประกอบเหมือนเดิม)

ทั้งยังให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและ รฟท. ตรวจสอบกล้องวงจรปิดย้อนหลัง เพื่อออกหมายเรียกและดำเนินคดีกับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ทุกคันที่จอดรถคร่อมทางม้าลายหรือคร่อมรางรถไฟก่อนเกิดเหตุ ในข้อหาฝ่าฝืนกฎจราจร

รวมถึงเสนอแนวคิดยกระดับรางเป็นรถไฟลอยฟ้าทั่วนครบาล

โศกนาฏกรรมเขย่าขวัญแบบนี้ คงไม่ได้เป็นเพียงครั้งสุดท้าย แต่สามารถเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต ด้วยตัวอย่างมีมานับครั้งไม่ถ้วน เมื่อเกิดเรื่องอะไรขึ้นทุกคนจะแตกตื่นตกใจ

แต่พอกาลเวลาผันผ่านไปก็เปรียบดัง ‘ไฟไหม้ฟาง’ ที่มอดสลายไปอย่างรวดเร็ว ทุกชีวิตกลับไปยืนอยู่บนความประมาทอีกหน

ตราบใดที่ทั้งผู้คนประชาชนทั่วไปและเจ้าหน้าที่รัฐไม่ยอมปลุกจิตสำนึกแห่งระเบียบวินัย ละเลยความเคยชินกับความรู้สึกที่ว่า “ทำอะไรตามใจคือไทยแท้” ก็จะมีเหตุที่ให้ต้องถอดเป็นบทเรียนไม่รู้จบ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ย้อนโศกนาฏกรรมจุดตัดรถไฟแยกอโศก! ม้าเหล็กขยี้รถเมล์ 8 ศพ สังเวยไร้ ‘วินัย’ จราจร พขร.เมายากับปมธงแดง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...