ท้องผูกเรื้อรัง แก้ไม่หาย… หรือเรากำลังแก้ผิดวิธี?
หลายคนเป็นท้องผูกมาหลายปี ลองวิธีนั้นวิธีนี้แล้วก็ยังไม่หาย บางคนกินยาระบายจนติด บางคนซื้อไฟเบอร์สำเร็จรูปมากินทุกวัน บางคนดื่มน้ำเยอะขึ้นแต่ก็ไม่เห็นต่าง
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความพยายาม แต่อยู่ที่การแก้ผิดจุดมาตลอด
ก่อนอื่น ต้องแยกให้ออกก่อน
บทความนี้พูดถึง ท้องผูกเรื้อรัง เท่านั้น ไม่ใช่ท้องผูกเฉียบพลันหรือลำไส้อุดตันกะทันหัน
ถ้ามีอาการปวดท้องรุนแรงฉับพลัน ท้องแข็ง หรือไม่ถ่ายมาหลายวันพร้อมอาเจียน นั่นคือภาวะฉุกเฉินที่ต้องไปโรงพยาบาลทันที ไม่ใช่เรื่องที่รอดูอาการที่บ้านได้
ท้องผูกเรื้อรังเองก็ไม่ได้มีสาเหตุเดียว บางคนลำไส้เคลื่อนตัวช้าผิดปกติ บางคนกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานทำงานผิดเพี้ยน บางคนเกิดจากพฤติกรรมล้วนๆ แต่ละแบบรักษาต่างกัน การรู้ว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มไหนจึงสำคัญกว่าการพยายามระบายอุจจาระให้ออกวันต่อวัน
7 สาเหตุที่คนมักมองข้าม
1. นิสัยกลั้นอุจจาระ
พบบ่อยมาก โดยเฉพาะในผู้หญิงที่ไม่ชอบใช้ห้องน้ำสาธารณะ เลยกลั้นไว้ก่อน
ปัญหาคือเมื่อกลั้นบ่อยๆ ส่วนของทวารหนักจะค่อยๆ ชินกับการถูกยืดขยาย และสูญเสียความไวในการส่งสัญญาณ “ปวดถ่าย” ไปเรื่อยๆ ยิ่งอุจจาระอยู่ในลำไส้นานเท่าไหร่ น้ำก็ถูกดูดกลับมากขึ้นเท่านั้น อุจจาระยิ่งแข็ง ยิ่งถ่ายยาก เป็นวงจรที่แก้ยากถ้าไม่รู้ว่าตัวเองทำพฤติกรรมนี้อยู่
2. ความเครียด
ลำไส้กับสมองคุยกันตลอดเวลาผ่านระบบประสาทที่เรียกว่า gut-brain axis เวลาเครียด ระบบประสาทซิมพาเทติกทำงานเด่นขึ้น และระบบนี้จะไปเบรกการบีบตัวของลำไส้ใหญ่โดยตรง บางคนเครียดแล้วท้องเสีย บางคนเครียดแล้วท้องผูกหนักมาก ขึ้นอยู่กับว่าร่างกายของแต่ละคนตอบสนองต่อความเครียดอย่างไร
3. ยาที่กินอยู่
หลายคนไม่รู้ว่ายาที่กินประจำทำให้ลำไส้บีบตัวน้อยลงได้ ยาที่ต้องระวัง ได้แก่
• ยาต้านเศร้า
• ยาลดความดันกลุ่ม calcium channel blocker เช่น Amlodipine
• ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์
• ยาเสริมธาตุเหล็ก
• ยาลดกรดที่มีส่วนผสมของอะลูมิเนียมหรือแคลเซียม
ถ้าท้องผูกเริ่มหลังจากเริ่มกินยาตัวใดตัวหนึ่ง ควรแจ้งแพทย์เพื่อพิจารณาปรับยา
4. พันธุกรรม
ไม่ใช่สาเหตุร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มีผลในระดับหนึ่ง คนที่มีพ่อแม่หรือญาติใกล้ชิดเป็นท้องผูกเรื้อรังหรือลำไส้แปรปรวนชนิดท้องผูก จะมีโอกาสเกิดภาวะนี้มากกว่าคนทั่วไป มีการพบการกลายพันธุ์ของยีนบางตัว เช่น SCN5A ที่ควบคุมการบีบตัวของลำไส้ด้วย แต่โดยส่วนใหญ่พันธุกรรมจะแสดงออกมาเมื่อมีปัจจัยแวดล้อมอื่นมาเสริม ไม่ใช่ว่าจะเป็นโดยอัตโนมัติ
5. ดื่มน้ำน้อย — แต่ดื่มน้ำมากขึ้นก็ไม่ได้แก้ทุกอย่าง
นี่เป็นความเข้าใจผิดที่พบบ่อยมาก
ถ้าร่างกายไม่ได้ขาดน้ำ การดื่มน้ำเพิ่มขึ้นอย่างเดียวมักไม่ช่วยเรื่องท้องผูกได้มากนัก เพราะน้ำส่วนเกินจะถูกดูดซึมที่ลำไส้เล็กและขับออกทางไตมากกว่าจะไปถึงลำไส้ใหญ่
อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่ดื่มน้ำน้อยอยู่เดิม หรือเพิ่งเริ่มกินใยอาหารมากขึ้น การดื่มน้ำให้พอก็ยังจำเป็นอยู่ สรุปคือ น้ำเป็นปัจจัยเสริม ไม่ใช่คำตอบหลัก
6. ชาเข้มและคาเฟอีน
สารแทนนินในชาเข้มมีฤทธิ์ฝาดสมาน อาจทำให้ลำไส้เคลื่อนตัวช้าลงในบางคน ส่วนคาเฟอีนแม้จะช่วยกระตุ้นการขับถ่ายได้บ้างผ่านกลไก gastrocolic reflex แต่ถ้าดื่มมากเกินไปก็มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ และส่งผลทางอ้อมให้อุจจาระแข็งขึ้นแทน
7. กินใยอาหารน้อยเกินไป
ใยอาหารทำหน้าที่เพิ่มมวลอุจจาระ และการที่ลำไส้ถูกยืดขยายจากมวลนั้นคือสิ่งที่กระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวเป็นจังหวะ ถ้ากินผักผลไม้น้อย ลำไส้ก็ไม่มีสิ่งมากระตุ้น อุจจาระก็ไม่ฟอร์มตัว เคลื่อนตัวช้า
แต่มีข้อควรระวัง สำหรับคนที่ลำไส้เคลื่อนตัวช้าอยู่แล้วหรือมีอาการท้องอืดเป็นหลัก การเพิ่มใยอาหารเร็วเกินไปอาจทำให้แน่นท้องมากขึ้นได้ ควรค่อยๆ ปรับพร้อมกับดื่มน้ำให้เพียงพอ
สาเหตุสำคัญที่มักถูกมองข้ามมากที่สุด
กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานทำงานสวนทาง
เวลาเบ่งถ่าย กล้ามเนื้อหูรูดและกล้ามเนื้อบริเวณอุ้งเชิงกรานควรคลายตัวออก แต่ในคนที่มีภาวะนี้ กล้ามเนื้อกลับหดตัวขวางเอาไว้ ผลคือเบ่งแค่ไหนก็ไม่ออก ทั้งที่อุจจาระไม่ได้แข็งเลย ภาวะนี้พบได้บ่อยกว่าที่หลายคนคิด และไม่สามารถแก้ได้ด้วยยาระบายหรือการดื่มน้ำ ต้องรักษาด้วยวิธีเฉพาะ เช่น biofeedback therapy
ขาดการเคลื่อนไหว
นั่งทำงานนานๆ ไม่ค่อยขยับ ลำไส้ก็เฉื่อยตาม กากอาหารเคลื่อนตัวช้าลง การออกกำลังกายแม้เพียงเดินเร็วๆ ก็ช่วยได้จริง
โรคประจำตัวบางอย่าง
โรคที่ส่งผลต่อการบีบตัวของลำไส้โดยตรง เช่น ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ (hypothyroidism) เบาหวานที่เริ่มมีภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท หรือโรคพาร์กินสัน ซึ่งน่าสนใจว่าท้องผูกเรื้อรังมักเป็นอาการแรกๆ ที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยพาร์กินสัน บางรายนานหลายปีก่อนที่จะมีอาการสั่น
กับดักยาระบายที่หลายคนติดโดยไม่รู้ตัว
ยาระบายกลุ่มกระตุ้นลำไส้ เช่น มะขามแขก หรือ Bisacodyl ออกฤทธิ์เร็วและรู้สึกได้ผลทันที แต่ถ้าใช้ต่อเนื่องนานๆ ตัวรับสัญญาณในลำไส้และทวารหนักจะชินชา จนสุดท้ายร่างกายไม่รู้สึกอยากถ่ายเองหากไม่ได้กินยา นำไปสู่ภาวะพึ่งพายาที่ต้องเพิ่มขนาดขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งกว่านั้นคือปิดบังสาเหตุที่แท้จริงที่ควรได้รับการรักษา
การใช้มะขามแขกเรื้อรังยังอาจทำให้เกิด melanosis coli ซึ่งเป็นการเปลี่ยนสีของเยื่อบุลำไส้ใหญ่ แม้ไม่ได้เป็นภาวะก่อนมะเร็ง แต่ก็สะท้อนว่าลำไส้ถูกกระตุ้นด้วยสารเคมีซ้ำๆ มาเป็นเวลานาน
ระวังผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทไฟเบอร์หรือดีท็อกซ์ที่โฆษณาว่าขับถ่ายได้ทันที หลายตัวลักลอบผสมสารสกัดจากมะขามแขกไว้โดยไม่ระบุชัดเจน คนที่กินเป็นประจำจึงติดยาระบายโดยไม่รู้ตัว
เรื่องโปรไบโอติก ความจริงที่ขายได้กว่าความจริง
โปรไบโอติกไม่ได้รักษาท้องผูกเรื้อรังให้หายขาด
แนวทางการรักษามาตรฐานของ American Gastroenterological Association ยังไม่แนะนำให้ใช้โปรไบโอติกเป็นยาอันดับแรกสำหรับภาวะนี้ เพราะหลักฐานทางการแพทย์ยังมีคุณภาพต่ำและผลลัพธ์ไม่สม่ำเสมอ
บางสายพันธุ์อาจช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์และช่วยการบีบตัวของลำไส้ได้บ้าง เช่น Bifidobacterium lactis หรือ Lactobacillus casei Shirota แต่ผลขึ้นอยู่กับแต่ละคนและแต่ละสายพันธุ์ ไม่ใช่ว่ากินโปรไบโอติกแล้วจะได้ผลทุกคน และไม่สามารถใช้แทนการรักษาจริงๆ ได้
ถ้าจำเป็นต้องใช้ยาระบาย เลือกอย่างนี้
ยาที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับการใช้ระยะยาวคือกลุ่มที่ไม่ไปรบกวนระบบประสาทของลำไส้
ยาระบายกลุ่มออสโมติก เช่น polyethylene glycol (PEG) หรือ Lactulose เป็นตัวเลือกแรกที่แพทย์แนะนำ ทำงานโดยดึงน้ำเข้ามาในลำไส้ใหญ่ตามธรรมชาติ อุจจาระจึงนิ่มและเคลื่อนตัวได้ดีขึ้นโดยไม่ทำให้ลำไส้ดื้อยา
ยาระบายกลุ่มเพิ่มกากใย เช่น psyllium husk ช่วยเพิ่มมวลอุจจาระได้ดี แต่ต้องดื่มน้ำตามมากพอเสมอ ถ้าดื่มน้ำน้อย ยาจะจับตัวเป็นก้อนแข็งในลำไส้แทน อาการจะยิ่งแย่ลง
ส่วนยาทำให้อุจจาระนิ่มโดยตรง เช่น docusate หลักฐานทางการแพทย์พบว่าประสิทธิภาพต่ำ ไม่แนะนำให้ใช้เป็นยาหลัก
เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์จริงๆ
ท้องผูกเรื้อรังส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากมะเร็ง โดยเฉพาะในคนอายุน้อยที่ไม่มีสัญญาณอื่น แต่ถ้ามีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจให้ชัดเจน
1. ท้องผูกเพิ่งเกิดขึ้นใหม่ในคนอายุมากกว่า 50 ปี
2. น้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ
3. ถ่ายปนเลือด หรืออุจจาระสีดำคล้ำ
4. ซีดหรือตรวจพบเม็ดเลือดแดงต่ำ
5. มีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่
การส่องกล้องลำไส้ใหญ่หรือตรวจการทำงานของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน จะช่วยหาต้นตอที่แท้จริงและรักษาได้ตรงจุด ดีกว่าซื้อยามาแก้ปัญหาเองไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่ากำลังแก้ถูกที่หรือเปล่า