โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สอน.ปฏิวัติอุตสาหกรรมชีวภาพไทย! ดัน "อ้อย" สู่ไบโอเคมิคอลมูลค่าสูง ปักหมุดไทยศูนย์กลางเศรษฐกิจสีเขียวโลก

สยามรัฐ

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

">

สอน.ปฏิวัติอุตสาหกรรมชีวภาพไทย! ดัน "อ้อย" สู่ไบโอเคมิคอลมูลค่าสูง ปักหมุดไทยศูนย์กลางเศรษฐกิจสีเขียวโลก

สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เดินหน้าส่งเสริมอุตสาหกรรมชีวภาพเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายของประเทศ สนองตอบต่อยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561–2580) ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน โดยมุ่งยกระดับศักยภาพของประเทศไทยผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพอย่างบูรณาการตลอดห่วงโซ่มูลค่า พร้อมให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรชีวภาพอย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สอน. ขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG Model) ภายใต้นโยบาย ONE MIND โดยมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง ควบคู่กับแนวคิด Skill Bridge เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้และทักษะอาชีพสู่ชุมชน ตลอดจนส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากชีวมวลเหลือทิ้งทางการเกษตร เช่น ใบอ้อย ชานอ้อย และฟางข้าว ให้กลายเป็นสารเคมีชีวภาพและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ลดปริมาณของเสียทางการเกษตร ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

หนึ่งในแนวทางสำคัญของการต่อยอดมูลค่าเพิ่มจากอ้อย คือ การพัฒนา กรดลีวูลินิก (Levulinic Acid) ซึ่งเป็นสารเคมีชีวภาพตั้งต้นที่สามารถผลิตได้จากน้ำตาลและชีวมวลที่ได้จากอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย โดยกระบวนการเริ่มต้นจากการเปลี่ยนชีวมวลจากอ้อย ไม่ว่าจะเป็นน้ำอ้อย ชานอ้อย หรือวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ให้เป็นน้ำตาล ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปทางเคมีเพื่อผลิตกรดลีวูลินิก ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นหนึ่งใน สารเคมีชีวภาพแพลตฟอร์ม (Platform Chemicals) ที่มีศักยภาพสูงสำหรับอุตสาหกรรมสีเขียวแห่งอนาคต

นอกจากกรดลีวูลินิกแล้ว กระบวนการทางเคมียังสามารถผลิตสารชีวภาพสำคัญอื่น ๆ ได้แก่ กรดฟอร์มิก (Formic Acid) และ 5-ไฮดรอกซีเมทิลฟูร์ฟูรัล (5-HMF) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นสำหรับการผลิตเคมีภัณฑ์และวัสดุชีวภาพมูลค่าสูงหลากหลายชนิด เช่น แกมมา-วาเลอโรแลกโตน (Gamma-Valerolactone: GVL) ซึ่งเป็นตัวทำละลายชีวภาพและสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมเคมีสีเขียว 2-เมทิลเตตระไฮโดรฟูแรน (2-Methyltetrahydrofuran: 2-MeTHF) ซึ่งเป็นตัวทำละลายชีวภาพและเชื้อเพลิงชีวภาพรุ่นใหม่ และ เอทิลลีวูลิเนต (Ethyl Levulinate) ซึ่งเป็นสารเติมแต่งเชื้อเพลิงชีวภาพที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ ลดการปล่อยมลพิษ และสามารถผลิตได้จากวัตถุดิบชีวภาพภายในประเทศ

การพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพบนฐานวัตถุดิบจากอ้อยไม่เพียงช่วยเพิ่มมูลค่าของผลผลิตทางการเกษตรและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเท่านั้น แต่ยังช่วยลดการพึ่งพาสารเคมีและเชื้อเพลิงจากปิโตรเลียม สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพของภูมิภาคและของโลกอย่างยั่งยืน

รศ.ดร.ขนิษฐา คำวิลัยศักดิ์ สาขาวิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า “โครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายและมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อยกระดับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพและเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของประเทศไทย ผ่านการพัฒนากระบวนการผลิตกรดลีวูลินิกจากน้ำอ้อยสู่ระบบต้นแบบและการต่อยอดเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นโครงการที่สำเร็จไปแล้วในปี 2565 และ 2568 อีกทั้งเมื่อวันที่ 8-9 ก.ค.ที่ผ่านมาจัดให้มีการอบรมเชิงปฏิบัติการการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์ใบโอเคมีคอลที่มีการนำกรดลีวูลินิกมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ ในปีนี้โครงการมุ่งเน้นต่อยอดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไบโอเคมิคอลมูลค่าสูงที่สามารถสังเคราะห์ได้จากกรดลีวูลินิกเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดและสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG ของประเทศอย่างยั่งยืน”

ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมชีวภาพ โดยเฉพาะจากอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ แม้ว่าการผลิตผลิตภัณฑ์ชีวภาพบางประเภทจะยังมีต้นทุนสูงและต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ แต่หากมีการส่งเสริมการลงทุน การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง จะสามารถต่อยอดวัตถุดิบจากอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไปสู่ผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูงได้อย่างหลากหลาย อาทิ ชีวเคมีภัณฑ์ วัสดุชีวภาพ ชีวเภสัชภัณฑ์ เวชสำอาง นวัตกรรมอาหารชีวภาพ สารสกัดสมุนไพร เชื้อเพลิงชีวภาพ และพลังงานชีวภาพ

การพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพอย่างครบวงจรจะช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกร เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานชีวภาพของประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรมในการขับเคลื่อน BCG Model เพื่อสร้างความสมดุลด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพอย่างคุ้มค่า เพิ่มผลิตภาพ ให้กับประเทศในระยะยาวและสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...