โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

3 ส่วนของหมู "คอเลสเตอรอลสูงที่สุด" มีประโยชน์แต่ต้องระวัง เสี่ยงทำลายหลอดเลือด

sanook.com

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
3 ส่วนของหมูที่ควรกินให้พอดี คอเลสเตอรอลสูงแบบไม่น่าเชื่อ อร่อยมีประโยชน์ แต่กินบ่อยเกินไปอาจกระทบไขมันในเลือด

3 ส่วนของหมูที่ควรกินให้พอดี คอเลสเตอรอลสูงกว่ากินไขมัน อร่อยมีประโยชน์ แต่กินบ่อย อาจกระทบไขมันในเลือด

เนื้อหมูเป็นวัตถุดิบที่อยู่ในหลายเมนูโปรดของคนไทย ไม่ว่าจะต้ม ผัด แกง ทอด หรือเมนูเครื่องในที่หลายคนชอบเป็นพิเศษ แต่แม้บางส่วนของหมูจะมีโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุที่มีประโยชน์ หากกินบ่อยหรือกินในปริมาณมาก โดยเฉพาะเมนูที่ใช้น้ำมันเยอะหรือปรุงเค็มจัด ก็อาจเพิ่มภาระต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดได้

ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่า “ห้ามกิน” แต่ควรรู้ว่าหมูบางส่วนมีคอเลสเตอรอลสูงกว่าส่วนอื่น และควรกินอย่างพอดี โดยเฉพาะผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือมีโรคประจำตัว ควรระวังมากกว่าคนทั่วไป

ทำไมกินเครื่องในหมูมากเกินไปถึงต้องระวัง?

คอเลสเตอรอลและไขมันในเลือดไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาหารชนิดเดียว แต่เกี่ยวข้องกับภาพรวมของการกินทั้งวัน ทั้งไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานส์ น้ำตาล น้ำหนักตัว การออกกำลังกาย พันธุกรรม และโรคประจำตัว อย่างไรก็ตาม American Heart Association ระบุว่า การกินไขมันอิ่มตัวมากเกินไปอาจทำให้ LDL หรือ “คอเลสเตอรอลไม่ดี” สูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

ขณะเดียวกัน CDC ระบุว่า การกินอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์สูง เป็นหนึ่งในปัจจัยด้านไลฟ์สไตล์ที่เพิ่มความเสี่ยงภาวะคอเลสเตอรอลสูงได้ ดังนั้น เมนูหมูที่มีทั้งคอเลสเตอรอลสูง ไขมันสูง หรือปรุงด้วยน้ำมันและเกลือจำนวนมาก จึงควรกินอย่างระมัดระวัง

1. สมองหมู: เนื้อนุ่ม บำรุงจริงบางด้าน แต่คอเลสเตอรอลสูงมาก

สมองหมูเป็นเมนูที่บางคนเชื่อว่า “กินแล้วบำรุงสมอง” เพราะมีไขมันบางชนิดและสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท แต่สิ่งที่ต้องระวังคือปริมาณคอเลสเตอรอลที่สูงมากเมื่อเทียบกับอาหารทั่วไป

ข้อมูลจากฐานข้อมูลโภชนาการของ USDA ระบุว่า สมองหมูปรุงสุกแบบตุ๋น 3 ออนซ์ มีคอเลสเตอรอลประมาณ 2,169 มิลลิกรัม ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์หลายชนิด ขณะที่ข้อมูลโภชนาการที่อ้างอิง USDA ระบุว่า สมองหมูดิบ 100 กรัม มีคอเลสเตอรอลราว 2,200 มิลลิกรัม

ดังนั้น แม้สมองหมูจะไม่ใช่อาหารต้องห้ามสำหรับทุกคน แต่ไม่ควรกินบ่อยหรือกินครั้งละมาก โดยเฉพาะหากนำไปตุ๋นกับของมัน เช่น ไขกระดูก น้ำซุปมันจัด หรือปรุงรสเค็มมาก เพราะจะยิ่งเพิ่มทั้งไขมันและโซเดียมในมื้อเดียว

ใครควรระวังสมองหมูเป็นพิเศษ?

  • ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง หรือ LDL สูง
  • ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ผู้ที่มีประวัติเส้นเลือดสมองหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
  • ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ต้องควบคุมอาหารตามคำแนะนำแพทย์

2. ตับหมู: ธาตุเหล็กสูง แต่คอเลสเตอรอลก็สูงเช่นกัน

ตับหมูเป็นอาหารที่หลายคนเลือกกินเพราะมีธาตุเหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี 12 และสารอาหารหลายชนิด จึงมักถูกมองว่าเป็นอาหารบำรุงเลือด โดยเฉพาะในคนที่ต้องการเพิ่มธาตุเหล็กจากอาหาร

อย่างไรก็ตาม ตับหมูก็เป็นเครื่องในที่มีคอเลสเตอรอลค่อนข้างสูง ข้อมูลโภชนาการที่อ้างอิง USDA ระบุว่า ตับหมูดิบ 100 กรัม มีคอเลสเตอรอลประมาณ 301 มิลลิกรัม จึงควรกินในปริมาณพอเหมาะ ไม่ใช่กินเป็นเมนูประจำทุกวัน

อีกจุดที่ต้องระวังคือวิธีปรุง หากนำตับหมูไปผัดน้ำมันมาก ทอด หรือปรุงรสเค็มจัด ปริมาณไขมันและโซเดียมในมื้อนั้นจะเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ควรเลือกตับจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ล้างให้สะอาด และปรุงให้สุกทั่วถึงก่อนกิน

กินตับหมูอย่างไรให้ปลอดภัยขึ้น?

  • กินในปริมาณเล็ก ไม่กินบ่อยเกินไป
  • หลีกเลี่ยงการผัดน้ำมันมากหรือทอดซ้ำ
  • ปรุงให้สุกทั่วถึง แต่ไม่ควรไหม้หรือแห้งจนเกินไป
  • ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ หรือโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนกินบ่อย

3. หัวใจหมู: โปรตีนดี แต่ไม่ใช่กินได้ไม่จำกัด

หัวใจหมูเป็นอีกส่วนที่หลายคนมองว่าเป็นเนื้อแน่น โปรตีนสูง และมีไขมันน้อยกว่าหมูสามชั้นหรือส่วนติดมันบางชนิด อีกทั้งยังมีวิตามินบีและแร่ธาตุบางชนิด แต่ก็ยังจัดเป็นเครื่องในที่ควรกินอย่างพอดี

ข้อมูลโภชนาการที่อ้างอิง USDA ระบุว่า หัวใจหมูดิบ 100 กรัม มีคอเลสเตอรอลประมาณ 131 มิลลิกรัม แม้จะต่ำกว่าสมองหมูและตับหมู แต่หากกินบ่อย ร่วมกับอาหารมันจัด เค็มจัด หรือกินในปริมาณมาก ก็อาจไม่เหมาะกับคนที่ต้องควบคุมไขมันและความดันโลหิต

เมนูที่ควรระวังคือหัวใจหมูตุ๋นหรือผัดที่ใส่เกลือ ซีอิ๊ว น้ำปลา หรือเครื่องปรุงรสจำนวนมาก เพราะโซเดียมสูงอาจกระทบความดันโลหิตได้ โดย American Heart Association แนะนำให้จำกัดโซเดียมไม่เกิน 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน และเป้าหมายที่เหมาะกว่าสำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่คือไม่เกิน 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน

กินหัวใจหมูแบบไหนดีกว่า?

  • เลือกต้ม นึ่ง หรือตุ๋นแบบลดเค็ม แทนการผัดน้ำมันมาก
  • กินครั้งละพอดี ไม่กินเป็นเมนูหลักทุกวัน
  • กินคู่กับผักและอาหารที่มีใยอาหาร เพื่อช่วยให้มื้ออาหารสมดุลขึ้น
  • ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงหรือคอเลสเตอรอลสูง ควรจำกัดความถี่ในการกิน

คนกลุ่มไหนควรลดหรือหลีกเลี่ยงเครื่องในหมู?

เครื่องในหมูไม่จำเป็นต้องเป็นอาหารต้องห้ามสำหรับทุกคน แต่สำหรับบางกลุ่มควรกินให้น้อยลง หรือขอคำแนะนำจากแพทย์ก่อนกินบ่อย ๆ ได้แก่

  • ผู้ที่มีคอเลสเตอรอลสูง หรือ LDL สูง
  • ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะเมนูที่ปรุงเค็ม
  • ผู้ป่วยเบาหวานหรือโรคไต ที่ต้องควบคุมอาหารเป็นพิเศษ
  • ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวหลายอย่าง
  • ผู้ที่แพ้หรือมีปัญหาทางสุขภาพที่แพทย์แนะนำให้จำกัดเครื่องในสัตว์

ไม่ต้องเลิกกิน แต่ควรกินให้เป็น

สมองหมู ตับหมู และหัวใจหมู ต่างก็มีคุณค่าทางโภชนาการในตัวเอง แต่ไม่ควรกินบ่อยหรือกินมากเกินไป โดยเฉพาะเมนูที่มันจัด เค็มจัด หรือผ่านการทอด เพราะอาจทำให้ได้รับคอเลสเตอรอล ไขมันอิ่มตัว และโซเดียมสูงเกินความจำเป็น

วิธีกินให้ปลอดภัยขึ้นคือ เลือกวัตถุดิบจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ปรุงสุก ลดน้ำมัน ลดเค็ม กินปริมาณพอดี และสลับกับโปรตีนแหล่งอื่น เช่น ปลา ไก่ไม่ติดมัน ไข่ เต้าหู้ ถั่ว และธัญพืช รวมถึงเพิ่มผักผลไม้ในมื้ออาหารให้มากขึ้น

สรุป 3 ส่วนของหมูที่ควรกินอย่างระวัง

สมองหมู เป็นส่วนที่มีคอเลสเตอรอลสูงมาก จึงไม่เหมาะกับการกินบ่อย โดยเฉพาะคนที่มีไขมันในเลือดสูงหรือโรคหัวใจ

ตับหมู มีธาตุเหล็กและวิตามินสูง แต่ก็มีคอเลสเตอรอลสูงเช่นกัน ควรกินในปริมาณเล็กและปรุงให้เหมาะสม

หัวใจหมู มีโปรตีนและวิตามินบี แต่ไม่ควรกินไม่จำกัด โดยเฉพาะหากปรุงเค็มหรือมันจัด เพราะอาจกระทบทั้งไขมันและความดันโลหิต

สุดท้ายแล้ว หัวใจของการกินเพื่อสุขภาพไม่ใช่การตัดอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งทิ้งทั้งหมด แต่คือการรู้ปริมาณ ความถี่ วิธีปรุง และสุขภาพของตัวเองก่อนเลือกกิน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...