โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กสม.ชงตรวจปม จนท.รัฐทรมาน-อุ้มหาย ช่วงสงครามยาเสพติดปี 43-46

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2569 นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมและสมาคมลาหู่เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต เมื่อเดือนธันวาคม 2568 ระบุว่า มูลนิธิผสานวัฒนธรรมลงพื้นที่ให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และได้รับข้อร้องเรียนจากสมาคมลาหู่เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ถึงกรณีการบังคับให้สูญหายและฆาตกรรมหลายราย ระหว่างปี 2543 – 2546 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดเชียงราย ซึ่งในขณะนั้นประชาชนที่ได้รับผลกระทบอ้างว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายความมั่นคง (ผู้ถูกร้อง) ปฏิบัติหน้าที่โดยใช้ความรุนแรง กระทำทรมาน และบังคับให้สูญหาย จึงขอให้ตรวจสอบ

กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 รับรองสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของบุคคลและห้ามมิให้มีการกระทำที่เป็นการทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม สอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) อนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (ICPPED) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคำร้องนี้ปรากฎว่า ระหว่างปี 2543 – 2546 เป็นช่วงคาบเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในการประกาศสงครามต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด มีประชาชนหลายรายถูกบังคับให้สูญหาย(อุ้มหาย)และถูกทำให้เสียชีวิต ซึ่งก่อนหน้านี้ กสม. เคยตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการดำเนินนโยบายประกาศสงครามยาเสพติดของรัฐบาล เมื่อปี 2546 แล้ว ตามรายงานผลการพิจารณา ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2558 โดยเห็นว่า นโยบายดังกล่าวจูงใจให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ปฏิบัติหน้าที่เข้าใจว่ามีอำนาจที่จะจัดการทุกรูปแบบแม้แต่การใช้ความรุนแรงเพื่อให้ปัญหายาเสพติดหมดสิ้นไป ทำให้มีการปฏิบัติต่อประชาชนเกินสมควรแก่เหตุ จนเกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมาก อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงและเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง

ส่วนผู้เสียหายตามคำร้องซึ่งมีการร้องเรียนมาอีกครั้งนี้อยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ 13 ราย แบ่งเป็นถูกบังคับให้สูญหาย 10 ราย และเสียชีวิต 3 ราย และจังหวัดเชียงราย 5 ราย แบ่งเป็นถูกบังคับให้สูญหาย 4 ราย และเสียชีวิต 1 ราย แม้ว่าในการตรวจสอบจะไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่สามารถยืนยันได้ว่าเกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่การตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนของ กสม. มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้ขาดความรับผิดทางอาญาของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นการพิจารณาว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นหรือไม่

คำให้การของญาติผู้เสียหายเกือบทุกรายสอดคล้องกันในสาระสำคัญว่ากลุ่มบุคคลที่ควบคุมตัวหรือกระทำต่อผู้สูญหายและผู้เสียชีวิตมีพฤติการณ์ที่บ่งชี้ถึงการใช้อำนาจรัฐ ได้แก่ การแต่งกายเครื่องแบบคล้ายทหารหรือตำรวจ การพกพาอาวุธปืน การใช้ยานพาหนะของราชการ และการเข้าปฏิบัติการเป็นกลุ่มที่มีการจัดระเบียบ เมื่อพยานหลักฐานเบื้องต้นบ่งชี้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ภาระในการแสดงพยานหลักฐานเพื่อหักล้างควรเป็นหน้าที่ของรัฐด้วย เนื่องจากรัฐเป็นผู้ครอบครองข้อมูล บันทึก และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ญาติผู้เสียหายซึ่งเป็นประชาชนทั่วไปไม่อาจเข้าถึงพยานหลักฐานดังกล่าวได้โดยง่าย

เมื่อพิจารณาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ถูกบังคับให้สูญหายหรือผู้เสียชีวิต หลายคนเป็นหัวหน้าครอบครัว บางครอบครัวมีเด็กที่ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า และทุกครอบครัวต้องอยู่ในความเศร้าเนื่องจากไม่ทราบชะตากรรมของบุคคลอันเป็นที่รัก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงระบบสามประการที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขเพื่อป้องกันมิให้เกิดการละเมิดในลักษณะเดียวกันขึ้นอีก ได้แก่

(1) เหตุการณ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในบริบทของการปฏิบัติตามนโยบายปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ชายแดนและพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์ ชี้ให้เห็นว่ายังขาดระเบียบปฏิบัติในการควบคุมตัวที่ชัดเจนและสอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชน

(2) พฤติการณ์การควบคุมตัวโดยไม่มีหมายจับและการทำร้ายร่างกายต่อหน้าพยานล้วนเป็นการกระทำต้องห้ามภายใต้ CAT และ ICPPED ซึ่งบ่งชี้ว่าเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอาจขาดความรู้ความเข้าใจในพันธกรณีระหว่างประเทศ

และ (3) การที่ญาติผู้เสียหายหลายรายยังคงเกรงกลัวต่อความปลอดภัยของตนแม้เวลาผ่านมากว่าสองทศวรรษ สะท้อนถึงความล้มเหลวของกลไกรับเรื่องร้องเรียนในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน

แม้การบังคับให้สูญหายตามคำร้องนี้ ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่จะยืนยันได้ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้กระทำหรือมีส่วนเกี่ยวข้อง ประกอบกับเหตุการณ์เกิดขึ้นมานานกว่า 20 ปี ซึ่งยากต่อการแสวงหาข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเพิ่มเติม อย่างไรก็ดีจากการตรวจสอบเชื่อได้ว่าการสูญหายหรือเสียชีวิตตามคำร้องเกิดจากการบังคับให้สูญหายที่ส่งผลให้สิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของผู้เสียหายที่ได้รับการรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และอนุสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้รับการคุ้มครอง อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ให้ดำเนินการ สรุปได้ดังนี้

1) ให้ตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงกรณีการกระทำให้บุคคลสูญหายตามคำร้องนี้จนกว่าจะทราบที่อยู่และชะตากรรมของผู้ถูกบังคับให้สูญหายและรู้ตัวผู้กระทำผิด โดยสืบสวนสอบสวนกรณีผู้สูญหายและผู้เสียชีวิตตามคำร้องนี้อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมถึงการรวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และการตรวจสอบบันทึกการปฏิบัติงานของหน่วยทหารและตำรวจในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงรายในช่วงปี 2543 – 2546

ทั้งนี้ ให้ประสานงานกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เพื่อบันทึกข้อมูลอัตลักษณ์ของผู้สูญหายทุกรายตามที่ปรากฏในรายงานนี้ลงในระบบฐานข้อมูลกลางในการจัดเก็บและสืบค้นข้อมูลบุคคลสูญหายและพิสูจน์ศพนิรนาม และดำเนินการเก็บตัวอย่างสารพันธุกรรมของญาติผู้สูญหายทุกรายเพื่อเปรียบเทียบกับศพนิรนามที่อาจค้นพบในอนาคต รวมถึงตรวจสอบว่ามีศพนิรนาม ที่ค้นพบในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงรายในช่วงปี 2543 – 2546 ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ตัวตนหรือไม่

2) ให้กำหนดมาตรการชดเชยเยียวยาให้แก่ญาติหรือครอบครัวของบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหายและเสียชีวิต โดยเยียวยาทางการเงินให้แก่ครอบครัวผู้สูญหายและผู้เสียชีวิตทุกรายตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยมิต้องรอผลการพิสูจน์ความรับผิดทางอาญาให้เสร็จสิ้นเสียก่อน เนื่องจากครอบครัวได้รับความเสียหายและแบกรับภาระมาเป็นระยะเวลานานแล้ว และให้ออกเอกสารรับรองสถานะผู้ถูกบังคับให้สูญหายแก่ผู้สูญหายทุกรายเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการทางกฎหมายของครอบครัว รวมทั้ง ให้มีการแจ้งผลการดำเนินการและความคืบหน้าแก่ญาติหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นลายลักษณ์อักษรทุก 90 วัน จนกว่าจะทราบชะตากรรมของผู้ถูกบังคับให้สูญหายทุกราย

3) ให้กำหนดมาตรการป้องกันการเกิดซ้ำ โดยประสานงานกับกองทัพบกและสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อจัดทำและปรับปรุงระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการควบคุมตัวบุคคลให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนและพื้นที่ที่มีประชากรกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่ และให้จัดการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจในพื้นที่เกี่ยวกับกฎหมายและอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการทรมานและการบังคับให้สูญหาย รวมทั้ง ให้จัดตั้งกลไกรับเรื่องร้องเรียนที่เข้าถึงได้ง่าย โดยให้มีล่ามและสื่อประชาสัมพันธ์ในภาษาท้องถิ่น และกำหนดมาตรการคุ้มครองผู้ร้องเรียนอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อให้ผู้เสียหายไม่ต้องเกรงกลัวการแจ้งเรื่องร้องเรียนด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...