“อัตลักษณ์มหาวิทยาลัย” นั้น สำคัญไฉน?
รศ. ดร. สุขุม เฉลยทรัพย์
ที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต
มหาวิทยาลัยที่ไม่มีอัตลักษณ์ชัดเจน พบว่ามีความเสี่ยงต่อการไหลไปตามกระแส ทำตามผู้อื่น เปิดหลักสูตรตามตลาดชั่วคราว หรือพยายามเป็นทุกอย่างสำหรับทุกคน ซึ่งสุดท้ายแล้วอาจไม่มีสิ่งใดที่สังคมจดจำได้ ตรงกันข้ามมหาวิทยาลัยที่รู้ว่าตนเองเก่งเรื่องใด มีรากฐานแบบใด ผลิตคนอย่างไร และสร้างคุณค่าอะไรให้สังคม ย่อมสามารถกำหนดทิศทางการพัฒนาได้อย่างมั่นคง
เมื่อมองในภาพใหญ่ โลกมีสถาบันอุดมศึกษาจำนวนมาก หลายฐานข้อมูลประเมินว่ามีมหาวิทยาลัยและสถาบันระดับอุดมศึกษาหลายหมื่นแห่งทั่วโลก ส่วนประเทศไทยเองก็มีสถาบันอุดมศึกษาทุกสังกัดจำนวนมาก ทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐ มหาวิทยาลัยในกำกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มหาวิทยาลัยเอกชน สถาบันเฉพาะทาง และวิทยาลัยต่าง ๆ ภายใต้ภูมิทัศน์เช่นนี้ ความคล้ายกันคือความเสี่ยง เพราะยิ่งมีสถาบันจำนวนมาก มหาวิทยาลัยยิ่งต้องตอบให้ได้ว่า “ทำไมผู้เรียน นายจ้าง ชุมชน และสังคมต้องเลือกเรา”
ตัวอย่างในต่างประเทศสะท้อนเรื่องนี้ได้ชัดเจน เช่น Arizona State University หรือ ASU เป็นกรณีศึกษาสำคัญของการปรับอัตลักษณ์มหาวิทยาลัยผ่านแนวคิด “New American University” ที่เน้นการเข้าถึง การสร้างโอกาส ความสำเร็จของผู้เรียน นวัตกรรม และผลกระทบต่อสังคม โดยสะท้อนผ่านการปรับระบบทั้งองค์กร ตั้งแต่รูปแบบการเรียนรู้ เทคโนโลยี หลักสูตร ความร่วมมือ และการวัดผลลัพธ์
National University of Singapore หรือ NUS เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการยกระดับอัตลักษณ์ ในฐานะมหาวิทยาลัยแห่งชาติของสิงคโปร์ที่พัฒนาสู่มหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลกที่เชื่อมการศึกษา วิจัย นวัตกรรม ผู้ประกอบการ และบทบาทของเอเชียเข้าด้วยกัน จุดแข็งของ NUS คือการสร้างระบบนิเวศที่ทำให้นักศึกษา นักวิจัย ภาคธุรกิจ และพันธมิตรนานาชาติทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรม
Stanford University ก็เป็นอีกกรณีตัวอย่างที่สำคัญ มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของนวัตกรรม ผู้ประกอบการ และ Silicon Valley ความสำเร็จของ Stanford สะท้อนจากวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงมหาวิทยาลัยกับอุตสาหกรรม เทคโนโลยี การลงทุน และการสร้างธุรกิจใหม่อย่างต่อเนื่อง จนทำให้อัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยขยายออกจากห้องเรียนไปอยู่ในระบบเศรษฐกิจใหม่ของโลก
สำหรับประเทศไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นตัวอย่างของมหาวิทยาลัยที่รักษาทุนทางประวัติศาสตร์และบทบาทของมหาวิทยาลัยชั้นนำของชาติ ขณะเดียวกันก็พยายามขยายความหมายใหม่ไปสู่มหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรม ความยั่งยืน และผลกระทบต่อสังคม จุดแข็งของจุฬาฯ คือการใช้ชื่อเสียงเดิมเป็นฐานและไม่หยุดอยู่กับความเก่าแก่
มหาวิทยาลัยมหิดลมีรากฐานชัดเจนด้านการแพทย์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ และสุขภาวะ แต่ไม่ได้หยุดอยู่ที่บทบาทด้านสุขภาพแบบดั้งเดิม มหาวิทยาลัยมหิดลได้ขยายสู่การเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยเชิงสหศาสตร์ที่เชื่อมสุขภาพ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์ และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมีจุดแข็งคืออัตลักษณ์เดิมมีโครงสร้างรองรับจริง ทั้งโรงพยาบาล คณะทางสุขภาพ สถาบันวิจัย และเครือข่ายวิชาชีพ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หรือ มจธ. เป็นอีกตัวอย่างของการต่อยอดอัตลักษณ์ด้านเทคโนโลยี
จากฐานความเข้มแข็งด้านวิศวกรรมและเทคนิค ไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม วัสดุ หุ่นยนต์ นวัตกรรม และความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม ความสำเร็จเกิดจากการรักษาแกนเดิมไว้ และขยายความหมายให้ตอบโจทย์โลกใหม่
บทเรียนจากทั้งต่างประเทศและไทยบอกเราว่า อัตลักษณ์มหาวิทยาลัยที่สำเร็จต้องมี 3 เงื่อนไขหลัก คือ 1) ต้องมีรากฐานจริง ไม่ใช่จินตนาการ 2) ต้องมีระบบบริหารรองรับ ไม่ใช่แค่คำประกาศ และ 3) ต้องมีผลลัพธ์ที่สังคมสัมผัสได้ ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าที่องค์กรพูดกับตัวเอง
ในทางกลับกัน อัตลักษณ์มหาวิทยาลัยก็ล้มเหลวได้เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อมหาวิทยาลัยเข้าใจผิดว่าอัตลักษณ์คือการตลาด เปลี่ยนคำขวัญโดยที่ไม่เปลี่ยนวิธีทำงาน เปลี่ยนภาพลักษณ์โดยที่หลักสูตรยังล้าหลัง ประกาศทิศทางใหม่โดยที่บุคลากรไม่เข้าใจ หรือพยายามเลียนแบบมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกโดยไม่ดูบริบทของตนเอง
ความล้มเหลวอีกแบบหนึ่งคือ การพยายามเป็นทุกอย่างพร้อมกัน มหาวิทยาลัยบางแห่งประกาศว่าเป็นทั้งมหาวิทยาลัยวิจัย มหาวิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน มหาวิทยาลัยดิจิทัล มหาวิทยาลัยนานาชาติ และมหาวิทยาลัยสีเขียวในเวลาเดียวกัน แต่เมื่อถามว่าจุดเด่นที่สุดคืออะไร กลับตอบได้ไม่ชัดเจน อัตลักษณ์ที่กว้างเกินไปอาจกลายเป็นความลางเลือน
สำหรับผู้บริหารมหาวิทยาลัย ความกล้าหาญที่สำคัญที่สุดคือการกล้าบอกว่า “อะไรคือสิ่งที่เราเลือกจะเป็น” และ “อะไรคือสิ่งที่เราเลือกจะไม่เป็น” เพราะในความหมายที่แท้จริงของ “ยุทธศาสตร์” ครอบคลุมทั้งการเลือกทำและการเลือกที่จะไม่ทำด้วย
วันที่โลกเปลี่ยนและการแข่งขันรุนแรง อัตลักษณ์มหาวิทยาลัยนับว่าสำคัญยิ่งกว่าเดิม เพราะอัตลักษณ์เป็นเข็มทิศ เป็นหลักยึด และเป็นคำตอบต่อสังคมว่า มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งควรได้รับความไว้วางใจเพราะเหตุใด อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยที่มีอัตลักษณ์ชัดเจนไม่ได้หมายความว่ามหาวิทยาลัยจะหยุดนิ่งจมอยู่กับอดีต และไม่ใช่ว่ามุ่งแต่จะวิ่งไล่ตามอนาคตจนลืมรากของตนเอง กลับกันมหาวิทยาลัยที่มีอัตลักษณ์ชัดเจนจะสามารถเชื่อมอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย เนื่องจากอดีตให้ราก ปัจจุบันให้โจทย์ และอนาคตให้ทิศทาง
มหาวิทยาลัยที่บริหารอัตลักษณ์ได้ดี จะอยู่รอดในโลกที่เปลี่ยนแปลง และจะเป็นมหาวิทยาลัยที่ผู้คนจดจำ เชื่อมั่น และเห็นคุณค่าต่อไปในระยะยาว แม้ว่าอัตลักษณ์มหาวิทยาลัยไม่ได้มีเฉพาะด้านสวยงาม เพราะอัตลักษณ์มหาวิทยาลัยก็มีความเสี่ยง โดยเฉพาะเมื่อใดก็ตามที่มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการแข่งขันมากเกินไป จนถูกตั้งคำถามเรื่องคุณค่าทางวิชาการ เมื่อใดก็ตามที่มหาวิทยาลัยเน้นผู้ประกอบการมากเกินไป ก็อาจถูกตั้งคำถามเรื่องความเหลื่อมล้ำและจริยธรรม และเมื่อใดก็ตามที่มหาวิทยาลัยขยายตัวเร็วเกินไป อาจทำให้กระทบถึงคุณภาพและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวขององค์กรได้ครับ