24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 8 กรกฎาคม 2569
24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 8 กรกฎาคม 2569
>> รถพ่วงชนกับรถกระบะ พุ่งลงร่องกลาง ถนนหมายเลข 340 มีผู้บาดเจ็บสาหัส กู้ชีพ - กู้ภัยช่วยทำ CPR แต่ไม่เป็นผล เสียชีวิตในเวลาต่อมาที่ รพ.
09.10 น. มูลนิธิเสมอกันกู้ภัยสุพรรณบุรี ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุ รถกระบะชนกับรถพ่วง และมีผู้บาดเจ็บติดค้างภายในยานพหานะ บนถนนทางหลวงหมายเลข 340 บริเวณทางซ่อมสร้างผิวถนน ฝั่งขาเข้า กทม. ในพื้นที่ อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
ที่เกิดเหตุ พบรถกระบะ โตโยต้า สีเทา ป้ายทะเบียน ชัยนาท ลักษณะชนกับ รถพ่วง แล้วพุ่งลงร่องกลางถนนทั้งคู่ ตรวจสอบพบว่า ผู้ขับขี่รถกระบะ ได้รับบาดเจ็บสาหัส และและติดอยู่ในยานพาหนะ อาสาสมัครฯ ดำเนินการใช้อุปกรณ์ตัดถ่าง งัดประตู และนำร่างของผู้บาดเจ็บออกมาเพื่อทำการปั๊มหัวใจ และเร่งนำส่งโรงพยาบาลบางปลาม้า และทางแพทย์ได้ยืนยันว่า ผู้บาดเจ็บได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา ตรวจสอบเอกสาร เป็นชายไทย อายุ 43 ปี ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางปลาม้า
>> เพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ซอยพระยาสุเรนทร์ 40 ภายในโรงจอดรถและลุกลามรถยนต์เสียหาย
09.50 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ หมู่บ้านฯ ภายในซอยพระยาสุเรนทร์ 40 ถนนพระยาสุเรนทร์ แขวงสามวาตะวันตก เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร
ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นบ้านเดี่ยวคอนกรีต 2 ชั้น ใช้เป็นที่พักอาศัย ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ชั้นล่าง ภายในโรงจอดรถ เพลิงลุกไหม้โรงจอดรถ ลุกลามห้องนอนและรถยนต์ ยี่ห้ออีซูซุ รุ่นดีแมคซ์ สีเทา เสียหายเฉพาะท้ายรถ พื้นที่เพลิงไหม้เสียหายโดยประมาณ 5 ตารางเมตร อาสาสมัครใช้ถังดับเพลิงทำการดับเพลิงสงบ ก่อนรถดับเพลิงถึงที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงทำการระบายควันและความร้อน
ข้อสันนิษฐานเบื้องต้น สาเหตุเพลิงไหม้เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรที่ปลั๊กไฟติดผนัง ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางชัน
>> นายกฯ ประชุม กรอ. นัดพิเศษ เตรียมแผนบริหารจัดการน้ำ รับมืออุทกภัยหาดใหญ่ ก่อนเข้าสู่ฤดูมรสุมปี 69
10.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 2/2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีวาระหารือ คือ การเตรียมความพร้อมและป้องกันอุทกภัย อำเภอหาดใหญ่ จ. สงขลา ก่อนเข้าสู่ฤดูมรสุมใต้ในปลายปีนี้
นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ โดยต้องวางแผนเฉพาะหน้าเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายเช่นปี 68 อีก พร้อมกำชับส่วนท้องถิ่นประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร แผนดูแล การอพยพประชาชน และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยล่วงหน้าและต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนเตรียมความพร้อมและลดความเสียหายให้กับผู้ประสบภัย
โอกาสนี้ ที่ประชุมมอบหมายให้นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี หารือร่วมกับ สทนช. และสำนักงบประมาณ เพื่อพิจารณาแผนงาน โครงการและงบประมาณ ให้สอดคล้องกับข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการ กรอ. สงขลา ซึ่งได้เสนอโครงการเร่งด่วน 9 รายการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันอุทกภัยในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้ พร้อมมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยหลักขอรับการจัดสรรงบ และร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนงานและกรอบงบประมาณ ก่อนเสนอรองนายกฯ เพื่อพิจารณาบรรจุไว้ในแผนงานประจำปีของแต่ละหน่วยงานต่อไป
>> รวบแก๊งตระเวนลักทรัพย์ เลือกบ้านที่ติดป้ายประกาศขาย
11.04 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ร่วมกันจับกุมนาย ธอ อายุ 44 ปี และ นายสอ อายุ 28 ปี ฐาน ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยจับกุมได้ที่บ้านพัก ย่านถนนรามอินทรา
สืบเนื่องจากเมื่อประมาณปลายเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา มีผู้เสียหายแจ้งความ ให้ช่วยจับกลุ่มผู้ต้องหาที่ก่อเหตุลักทรัพย์ โดยคนร้ายตระเวนก่อเหตุลักทรัพย์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยจะตระเวนดูลาดเลาในพื้นที่เป้าหมาย และเลือกก่อเหตุเฉพาะบ้านติดป้ายประกาศขาย ซึ่งมั่นใจว่า เจ้าของบ้านปล่อยทิ้งบ้านว่างเป็นเวลานาน
กระทั่งวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลาประมาณ 00.10–04.50 น. กลุ่มผู้ต้องหาก่อเหตุลักทรัพย์ ภายในบ้านของผู้เสียหายในซอยนวลจันทร์ 27/2 เขตบึงกุ่ม ได้ทรัพย์สินมีค่าหลายรายการ ตำรวจชุดจับกุมได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุ และรวบรวมพยานหลักฐานจากพลเมืองดี พร้อมตรวจภาพจากกล้องวงจรปิด จนทราบว่ามีผู้ก่อเหตุทั้งหมด 3 ราย ใช้รถจักรยานยนต์ 2 คัน จนสามารถตามไปจับผู้ต้องหาได้1ราย แล้วซักทอดเพื่อน โดยหนึ่งในผู้ร่วมก่อเหตุอยู่ระหว่างหลบหนี
สอบสวนผู้ต้องหา ให้การว่า ร่วมกันก่อเหตุลักทรัพย์มาแล้วรวม 3 ครั้ง โดยจะเข้าไปงัดแงะบ้านที่ประกาศขายที่ไม่มีคนเฝ้า และจะขโมยทรัพย์สินหรือของมีค่าที่พบภายในบ้านที่ก่อเหตุ มาเก็บไว้ที่บ้านของ นายธเนตรฯ และจะทยอยนำทรัพย์สินที่ขโมยมาไปขายต่อเพื่อนำเงินมาซื้อยาบ้าแบ่งกันเสพ
>> รวบรถบรรทุกจีน โผล่ล้งทุเรียนหลังสวน วิ่งนอกเส้นทางอ้างขับตาม GPS ขนส่งทางบกสั่งปรับ-ไล่กลับด่วน ย้ำเข้มข้อตกลง GMS
11.57 น. กรมการขนส่งทางบก โชว์ผลงานเด็ด สนธิกำลังร่วมกับตำรวจ สภ.หลังสวน และตำรวจทางหลวง บุกรวบรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์สัญชาติจีน ยี่ห้อ Scania ขณะจอดรอรับทุเรียนอยู่ที่ล้งหน้าตลาดเลิศพร อ.หลังสวน จ.ชุมพร หลังพลเมืองดีจามข่าวว่อนโซเชียล โดยจากการตรวจสอบเอกสารพบว่า รถคันดังกล่าวลักลอบเดินทางผ่านด่านศุลกากรเชียงของ จ.เชียงราย โดยระบุปลายทางไว้เพียงแค่ จ.จันทบุรี แต่กลับแอบวิ่งออกนอกเส้นทางล่องใต้โผล่ถึงชุมพร ด้านคนขับชาวจีนจำนนด้วยหลักฐานสารภาพสิ้นไส้ อ้างทำตามพิกัด GPS ที่ชิปปิ้งแจ้งมา เจ้าหน้าที่จึงสั่งแจ้งข้อหา "ขับรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ออกนอกเส้นทางโดยไม่ได้รับอนุญาต" พร้อมเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายและสั่งให้ขับกลับเข้าเส้นทางที่กำหนดทันที
ด้าน นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า รถบรรทุกต่างประเทศที่อยู่ภายใต้ข้อตกลง GMS (สมาชิก 6 ประเทศ) จะสามารถวิ่งได้เฉพาะใน 9 เส้นทางหลักที่ได้รับอนุญาตผ่าน 6 ด่านพรมแดนเท่านั้น การแอบลักลอบลงมาพื้นที่ภาคใต้ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงและส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย หลังจากนี้ได้สั่งกำชับให้ขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่แนวระเบียงเศรษฐกิจและแหล่งขนส่งสินค้าเกษตร เพิ่มความเข้มงวดสกัดจับร่วมกับตำรวจในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง หากพบการฝ่าฝืนอีกจะดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดและพร้อมประสานแจ้งเตือนผ่านช่องทางทางการทูตเพื่อดัดหลังกลุ่มทุนที่ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างไม่เกรงใจทันที
>> ตรวจค้นแหล่งผลิตน้ำส้มไม่ได้มาตรฐาน ยึดเกล็ดส้มลักลอบนำเข้า ไร้ อย. น้ำหนักกว่า 2 ตัน
13.10 น. ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ทำการตรวจค้นและแจ้งข้อกล่าวหา น.ส. บี (นามสมมติ) อายุ 44 ปี ในความผิดฐาน "ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้ โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิดตามกฎหมายศุลกากร" โดยทำการเข้าตรวจค้นและจับกุมได้ที่ บริษัทแห่งหนึ่ง และโกดังไม่มีเลขที่ ภายในซอยอ่อนนุช 66 แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร
สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเบาะแสว่า มีบริษัทลักลอบนำเข้าเกล็ดส้มกระป๋องจากประเทศจีน โดยไม่ขออนุญาต ไม่เสียภาษีอากรอย่างถูกต้อง และไม่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อนำมาใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตน้ำส้มพร้อมดื่มบรรจุขวดจำหน่ายให้กับบุคคลทั่วไป เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการสืบสวนและขออนุมัติหมายค้นจากศาลภาษีอากรกลาง เข้าตรวจค้นเป้าหมายจำนวน 2 จุด ผลการตรวจค้นพบของกลาง เกล็ดส้มกระป๋องที่มีแหล่งกำเนิดจากต่างประเทศ ซุกซ่อนอยู่จำนวน 112 ลัง (รวม 672 กระป๋อง) น้ำหนักรวมทั้งสิ้น 2,016 กิโลกรัม มูลค่าความเสียหายกว่า 500,000 บาท นอกจากนี้ยังพบน้ำผลไม้บรรจุขวดขนาดต่างๆ และซากกระป๋องเกล็ดส้มที่ใช้ผลิตไปแล้วอีกจำนวนหนึ่ง
จากการสอบถาม น.ส. บี (นามสมมติ) อายุ 44 ปี ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท ยอมรับว่าผลิตน้ำส้มขายจริง แต่ไม่สามารถนำเอกสารการผ่านพิธีการศุลกากรและเอกสารการขออนุญาต อย. มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ได้ จึงได้ทำการตรวจยึดของกลางทั้งหมด พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ จากนั้นได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนต่อไป เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา
>> นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตปากีสถานฯ เห็นพ้องยกระดับความร่วมมือเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
13.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้การต้อนรับ นางรุคซานา อัฟซอล เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามปากีสถานประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะเพื่ออำลาในโอกาสพ้นจากหน้าที่ ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พร้อมเห็นว่าทั้งสองประเทศมีศักยภาพในการขยายความร่วมมือ โดยเฉพาะการต่อยอดความร่วมมือในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพร่วมกัน
ทั้งสองฝ่ายหารือถึงการส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร โดยปากีสถานแสดงความสนใจแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์จากไทย รวมถึงการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญไทยในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและแนวปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของปากีสถาน
นอกจากนี้ ยังหารือถึงความร่วมมือด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยปากีสถานเสนอความร่วมมือด้านแรงงานทักษะขั้นสูง เพื่อพัฒนาศักยภาพกำลังคนของทั้งสองประเทศ รวมถึงความร่วมมือด้านการค้าและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมด้านบริการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐานระดับสากล
ในช่วงท้าย นายกฯ ยืนยันว่ารัฐบาลไทยพร้อมทำงานร่วมกับปากีสถานอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในทุกมิติ สร้างการเติบโตและผลประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน
>> ภูเก็ตสนธิกำลัง ทลายเครือข่ายบัญชีม้าชาวรัสเซีย ยึดเงินกว่า 5.44 ล้านบาท เร่งปราบอาชญากรรมออนไลน์
14.00 น. ที่ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการจังหวัดภูเก็ต (ศปก.ภ.จว.ภูเก็ต) นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย พล.ต.ต.สินเลิศ สุขุม ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต และเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง
ร่วมกันแถลงผลการเปิดปฏิบัติการบูรณาการระหว่างตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดภูเก็ต และกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว ในการตรวจค้นเครือข่ายชาวรัสเซียที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการถอนเงินสดจากบัญชีม้า ซึ่งเชื่อมโยงกับขบวนการหลอกลวงออนไลน์และคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 1 ราย ควบคุมตัวชาวต่างชาติอีก 1 ราย พร้อมตรวจยึดเงินสดรวมกว่า 5.44 ล้านบาท และของกลางที่เกี่ยวข้อง เร่งขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการและเส้นทางการเงิน
>> จับโชเฟอร์แท็กซี่ ลอบขนจีนเทา หนีตายจากกัมพูชา มุ่งหน้าเมียนมา รับทำมาแล้วนับ 10 ครั้ง
14.06 น. ตำรวจสอบสวนกลาง โดยกองบังคับการตำรวจทางหลวง สนธิกำลังร่วมกับ ตม. และ บก.ป. สกัดจับนายจอ (นามสมมุติ อายุ 60 ปี คนขับรถแท็กซี่สีเหลือง ทะเบียนกรุงเทพมหานคร บริเวณ ถนนสายเอเชีย ขาออก ช่วงหลัก กม.17-18 ต.คลองสวนพลู อ.พระนครศรีอยุธยา หลังขับรถมีพิรุธด้วยความเร็วสูงและเปลี่ยนเลนกะทันหัน ตรวจสอบภายในรถพบผู้โดยสารชาวจีน 3 คน ไม่มีหนังสือเดินทาง สารภาพลักลอบเข้าเมืองทางช่องทางธรรมชาติจากกัมพูชา ด้านคนขับยอมรับรู้เห็นเป็นใจ ได้ค่าจ้างหัวละ 1,000 บาท โดยมีเครือข่ายคอยประสานงานเปิดรีสอร์ตพักม้าในกรุงเทพฯ ก่อนเตรียมส่งต่อไปยังประเทศเมียนมา ทำมาแล้วนับ 10 ครั้ง
จากการสอบสวนขยายผลพบว่า ขบวนการนี้ทำงานกันเป็นระบบ โดยนายจอ จะรับเงินโอนจากเครือข่ายที่อยู่ทางภาคเหนือ และมีคนประสานงานจัดหาที่พักให้อย่างเป็นกระบวนการ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาคนขับแท็กซี่ฐาน "ซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใดๆ ให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม" ส่วนชาวจีนทั้ง 3 คน ถูกดำเนินคดีข้อหา "เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต" พร้อมควบคุมตัวและของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายและขยายผลล้างบางขบวนการขนแรงงานเถื่อนข้ามชาติรายนี้ต่อไป
>> ศุลกากรจับมืออังกฤษ ล้างบางขบวนการขนกัญชาข้ามชาติ 9 เดือนยึดพุ่ง 37 ตัน เฉือดมาตรการใหม่ปรับอ่วมกิโลละ 3 หมื่น
14.35 น. กรมศุลกากร ผนึกกำลังหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายสหราชอาณาจักร ยกระดับมาตรการขั้นสูงสุดสกัดกั้นขบวนการลักลอบส่งออกกัญชาผิดกฎหมาย หลังเปิดสถิติปีงบประมาณ 2569 (1 ต.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2569) เพียง 9 เดือน ทลายจับกุมได้พุ่งกระฉูดถึง 3,309 คดี ยึดของกลางรวมกว่า 37,210 กิโลกรัม มูลค่าทะลุ 474 ล้านบาท โดยพบข้อมูลสุดช็อกว่าเป้าหมายปลายทางกว่า 65% หรือ 2,133 คดี มุ่งหน้าสู่ประเทศอังกฤษ ซึ่งหากหลุดรอดไปได้จะมีมูลค่าปลายทางสูงถึง 6,200 ล้านบาท ด้านศุลกากรไทยไม่รอช้า ดัดหลังขนส่งเถื่อนด้วยการปรับเกณฑ์ลงโทษใหม่ตั้งแต่วันที่ 17 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา สั่งริบของกลางเข้าแผ่นดินทันที และจับปรับอ่วมในอัตรากิโลกรัมละ 30,000 บาท หากเบี้ยวไม่จ่ายส่งนอนคุกดำเนินคดีทันที ซึ่งเพียงไม่กี่สัปดาห์สามารถรวบคาตม.สนามบินได้อีก 71 ราย ยึดกัญชาได้อีกกว่า 1.3 ตัน
ขณะที่ผู้แทนสหราชอาณาจักรเปิดเผยว่า สถิติจับกุมคนขนกัญชาเข้าอังกฤษโตแบบก้าวกระโดดทุกปี โดยล่าสุดในปี 2569 จับได้แล้วถึง 600 ราย จากการขยายผลพบกลโกงของกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติที่มักใช้วิธีล่อลวงเหยื่อผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เสนอค่าตั๋วเครื่องบิน ที่พักฟรี พร้อมเงินอัดฉีดก้อนโตเพื่อจ้างวานให้ขนกัญชาเข้าประเทศ แต่เมื่อเหยื่อโป๊ะแตกถูกจับกุมกลับโดนแก๊งนายหน้าเททิ้ง ตัดช่องทางติดต่อ และปล่อยให้รับโทษทัณฑ์ตามกฎหมายเพียงลำพัง ทั้งนี้ ทางอังกฤษได้แสดงความขอบคุณรัฐบาลไทยและกรมศุลกากรที่ติดอาวุธไฮเทคแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองอย่างเข้มข้น พร้อมเตรียมรณรงค์เชิงรุกเตือนภัยประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อรับจ้างขนยาเสพติดข้ามแดนและเผชิญอนาคตที่ดับวูบในต่างแดนอีกต่อไป
>> สิงห์บุรี แถลงจับเครือข่ายยาบ้า ยึดของกลาง 8 ล้านเม็ด ซุกอาคารพาณิชย์ รวบผู้ต้องหา 2 ราย เร่งขยายผลล่าเครือข่าย
14.52 น. กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสิงห์บุรี พลตำรวจโทวัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 , นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี, กรมการปกครอง, ทหาร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าวผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญเครือข่ายโกดังสิงห์บุรี พร้อมของกลาง ยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้าหรือเมทแอมเฟตามีน) ประมาณ 8,000,000 เม็ด , โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใช้ในการติดต่อเรื่องยาเสพติด จำนวน 2 เครื่อง โดยจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย และยังมีผู้ต้องหาอีก 1 คน ที่หลบหนีไปได้
การปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นผลจากการบูรณาการความร่วมมือของหลายหน่วยงาน ได้สืบสวนขยายผลต่อเนื่องจากการจับกุมคดียาเสพติดเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งสามารถจับกุมผู้ต้องหา 5 ราย พร้อมยาบ้ากว่า 5.26 ล้านเม็ด
จากการสืบสวนพบว่า เครือข่ายดังกล่าวใช้ห้องอาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง ในพื้นที่ ตำบลบางมัญ อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เป็นสถานที่พักเก็บยาเสพติด ก่อนกระจายส่งต่อไปยังพื้นที่ตอนในของประเทศ เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด
กระทั่งวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่พบกลุ่มผู้ต้องหานำม้วนกระดาษขนาดใหญ่ลงจากรถบรรทุกและลำเลียงเข้าไปเก็บภายในอาคาร โดยเชื่อว่ามีการซุกซ่อนยาเสพติดไว้ภายในม้วนกระดาษ ก่อนที่ผู้ต้องหาทั้ง 3 คนจะเดินทางกลับไปยังโรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดสิงห์บุรี และย้อนกลับมายังโกดังในช่วงค่ำเพื่อแกะนำยาเสพติดออกจากม้วนกระดาษ เมื่อเห็นความเคลื่อนไหว เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจค้นและสามารถจับกุมผู้ต้องหาชายได้ 2 ราย ส่วนผู้ต้องหาชายอีก 1 ราย อาศัยความมืดหลบหนีไปได้
จากการตรวจค้นพบของกลางเป็นยาบ้าประมาณ 8,000,000 เม็ด และโทรศัพท์มือถือที่ใช้ติดต่อเกี่ยวกับการกระทำความผิดจำนวน 2 เครื่อง โดยเจ้าหน้าที่ประเมินว่า หากยาเสพติดทั้งหมดถูกลักลอบนำออกจำหน่าย จะมีมูลค่าในท้องตลาดกว่า 240 ล้านบาท
ผู้สั่งการ และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด พร้อมดำเนินคดีในข้อหาสมคบ สนับสนุนการกระทำความผิด ฟอกเงิน และยึดอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายยาเสพติดตามกฎหมายต่อไป
>> โฆษก ตร.เผย สอบวินัยไร้ยกเว้น แม้จีนสั่งไม่ฟ้อง กรณี "รตอ.หญิง" รับหิ้วกระป๋องซุกกัญชา
15.45 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน จากกรณีกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ขยายผลเครือข่ายรับจ้าง “หิ้วของ” ไปต่างประเทศ นอกจากคดี ลูกเรือหญิงชาวไทย ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ ล่าสุดเป็นคดี "ร.ต.อ.หญิง" รับจ้างหิ้วกระป๋องลูกเดือย 30 กระป๋อง เดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปยังประเทศจีน ก่อนถูกเจ้าหน้าที่จีนจับกุมเนื่องจากพบกัญชาซุกซ่อนอยู่ในกระป๋อง ต่อมาทางการจีนมีคำสั่งไม่ฟ้อง เนื่องจากมีหลักฐานยืนยันว่า ร.ต.อ.หญิง ตกเป็นเหยื่อของขบวนการรับจ้างหิ้วสินค้า และไม่ทราบว่ามีกัญชาซุกซ่อนอยู่ในสิ่งของที่รับฝาก ก่อนจะถูกส่งตัวกลับประเทศไทยเมื่อเดือน มี.ค.69
พลตำรวจโท ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่างถึงความคืบหน้าล่าสุดวันนี้ กรณีตำรวจหญิง ยศ “ร.ต.อ.” ที่ถูกทางการจีนควบคุมตัว หลังตรวจพบกัญชาซุกซ่อนในกระป๋องลูกเดือย 30 กระป๋อง ก่อนที่อัยการจีนจะมีคำสั่งไม่ฟ้องและส่งตัวกลับประเทศไทย เนื่องจากพิสูจน์ได้ว่าเป็นการรับหิ้วโดยไม่ทราบล่วงหน้า
ขณะนี้ทั้ง บช.ปส. และหน่วยงานต้นสังกัดของตำรวจหญิง กำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยพบข้อมูลเบื้องต้นว่า ผู้เสียหายรับจ้างขนสิ่งของผ่านเพจรับหิ้วสินค้า ระหว่างเดินทางท่องเที่ยวประเทศจีน ก่อนถูกจับกุมเมื่อเจ้าหน้าที่จีนตรวจพบกัญชาซุกซ่อนอยู่ภายในสัมภาระ คดีลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นว่าขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการก่อเหตุ โดยใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทางติดต่อว่าจ้างผ่านเพจรับหิ้วสินค้าหรือบุคคลที่ไม่รู้จัก เพื่อหลอกให้ประชาชนรับขนสิ่งของผิดกฎหมาย จึงขอเตือนประชาชนไม่ควรรับฝากหรือรับจ้างขนสิ่งของของผู้อื่นไปต่างประเทศ แม้จะได้รับค่าตอบแทนเพียงเล็กน้อย เพราะอาจตกเป็นเครื่องมือของเครือข่ายอาชญากรรม และต้องรับโทษตามกฎหมายของประเทศปลายทาง
ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานต้นสังกัดได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางวินัยตามระเบียบแล้ว ยืนยันว่า หากพบว่าข้าราชการตำรวจมีความผิด จะดำเนินการทั้งทางวินัยและทางอาญาอย่างเด็ดขาด ตามนโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่ย้ำว่า ตำรวจทำดีต้องยกย่องเชิดชู ตำรวจทำผิดก็ว่ากันเด็ดขาดทั้งวินัยและอาญา
>> เพลิงไหม้รถเทรลเลอร์ เชิงทางขึ้นต่างระดับฉิมพลี ส่วนหัวรถลากเสียหายวอด
16.07 น. สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แจ้งเหตุเพลิงไหม้ สถานที่เกิดเหตุ วงแหวนกาญจนาภิเษกมุ่งหน้าบางแค (ต่างระดับฉิมพลี) ถนนกาญจนาภิเษก แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร
ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นรถบรรทุกขนาดใหญ่ ชนิดรถบรรทุกตู้คอนเทรนเนอร์ ไม่ทราบยี่ห้อและสีรถยนต์ หมายเลขทะเบียน นครสวรรค์ รถใช้แก๊สเอ็นจีวีเป็นเชื้อเพลิง ต้นเพลิงเกิดขึ้นที่หัวรถลาก
เพลิงลุกไหม้ที่หัวรถลากเสียหายทั้งหมด ลุกลามตู้คอนเทรนเนอร์ซึ่งเป็นตู้ว่างเปล่าเสียหายเฉพาะไม้ปูพื้นด้านใน รถดับเพลิงใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ
ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจากอุบัติเหตุยางหน้าขวาระเบิดไปชนกับราวกันขอบทาง ขณะที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พื้นที่รับผิดชอบของสถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางขุนนนท์
>> ไฟไหม้บ้านเรือนประชาชน ย่านท่าอิฐ ป้าอุ้มหลานไว้ 2 ขวบหนีทัน ห้องนอน, รถเก๋ง, รถจักรยานยนต์เสียหายวอด
16.30 น สภ.ชัยพฤกษ์ รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ ต.ท่าอิฐอ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
ที่เกิดเหตุ พบบ้านต้นเพลิง กำลังลุกไหม้ตัวบ้านอย่างรุนแรง ก่อนจะลามออกมาไหม้รถยนต์เก๋ง สีเทา ทะเบียน กรุงเทพ ที่จอดอยู่ในโรงรถ ได้รับความเสียหายโดย และรถจักรยานยนต์ 1 คัน ถูกไหม้จนเหลือแต่ซาก ส่วนรถ จยย.เวสป้า อีกคันก็ถูกไฟไหม้บางส่วน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง จึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ในเวลาต่อมา
หญิง อายุ 58 ปี เล่าว่า ขณะเกิดเหตุตนเองอยู่กับหลานวัย 2 ขวบ ภายในบ้านอยู่ดีๆไฟก็ดับทั้งบ้าน ก่อนจะได้ยินเสียงดังแชะๆ บริเวณสวิตช์ไฟ จากนั้นก็มีแสงเพลิงลุกไหม้อย่างรวดเร็ว ตนจึงรีบโทรแจ้งให้ลูกเขยและลูกสาวทราบ ส่วนตัวเองอุ้มหลานวัย 2 ขวบวิ่งหนีออกมารอดตายหวุดหวิด โชคดีที่วันนี้หลานอีก 3 คนไปโรงเรียน ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงเลย ในส่วนของสาเหตุที่แท้จริงนั้นอยู่ระหว่างการสอบสวนของเจ้าหน้าที่
>> ตามรวบ หนุ่มวัย 27 ปี ลักลอตเตอรี่พ่อค้าพิการ มูลค่า 4,900 บาท
18.00 น. จากกรณี นายธอ (นามสมมุติ) อายุ 63 ปี ซึ่งเป็นชายพิการนั่งรถวีลแชร์ เข้าแจ้งความที่ สภ.บางพลี ระบุว่า ถูกชายอายุประมาณ 20-30 สูงประมาณ 155-160 เซนติเมตร สวมหมวกกันน็อกสีดำ สวมเสื้อคอปกแขนยาวสีขาว สวมกางเกงขายาวสีดำ สวมรองเท้าผ้าใบแบบหุ้มส้น ทำทีเข้ามาเลือกซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล และได้หยิบลอตเตอรี่ไป ชุด 2 ใบ จำนวน 16 ชุด ชุด 5 ใบ จำนวน 2 ชุด รวมจำนวน 42 ใบ และอ้างว่าจะเดินไปเอาเงินที่บริเวณรถจักรยานยนต์จากนั้นได้เดินไปที่รถจักรยานยนต์และได้ขับขี่หลบหนีออกไป โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 6 ก.ค. ที่ผ่านมา
ล่าสุด พ.ต.อ.พิสุทธิ์ จันทรสุวรรณ ผกก.สภ.บางแก้ว พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจับกุม นายนอ (นามสมมุติ) อายุ 27 ปี พร้อมด้วยของกลาง สลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 16 ก.ค. 69 ชุด 2 ใบ จำนวน 16 ชุด / ชุด 5 ใบ จำนวน 2 ชุด รวมทั้งหมด จำนวน 42 ชุดที่ใส่ในวันก่อเหตุ และรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่น Forza 350 สีเทา-ดำ ทะเบียน กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 คัน โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่ บ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ ม.8 ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ นำตัวมาสอบสวนที่ สภ.บางแก้ว
จากการสอบสวน นายนอ ผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพว่าลงมือก่อเหตุจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงแจ้งข้อกล่าวหา “ลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ เพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด การพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม” จากนั้นนำตัวผู้ก่อเหตุพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
>> หนุ่มพกยาบ้า งัดวิชาท่องมนต์ล่องหน หวังหายตัวหนีตำรวจ สุดท้ายคาถาไม่ทำงาน อยู่ครบทั้งคนทั้งของกลาง
19.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ ชุดสืบสวน สภ.บางละมุง ออกตรวจพื้นที่ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม บริเวณซอยสุขุมวิทพัทยา 33/1 หมู่ 6 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่พบ ชายไทย อายุ 32 ปี มีท่าทีพิรุธ พูดจาวกวน คล้ายผู้เสพยาเสพติด และทันทีที่เห็นตำรวจ เจ้าตัวก็มีอาการลุกลี้ลุกลนอย่างเห็นได้ชัด เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวขอตรวจค้นตามอำนาจหน้าที่ ผลการตรวจค้นพบยาบ้า 2 เม็ด กำอยู่ในมือแบบคาหนังคาเขา
แต่เรื่องยังไม่จบง่ายๆ เพราะระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังควบคุมตัว ชายคนดังกล่าว ได้งัด “ไม้เด็ด” ที่ตำรวจอาจไม่เคยเจอในตำรา ยกมือขึ้นท่องบทสวด พร้อมอ้างว่าสามารถใช้คาถาทำให้ตัวเอง “หายตัว” ได้ เจ้าหน้าที่จึงไม่ขัดศรัทธา เปิดโอกาสให้ร่ายมนต์กันแบบเต็มบท ท่ามกลางสายตาของตำรวจและผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งต่างเฝ้ารอดูว่า ปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ซึ่งเวลาผ่านไป คาถาก็จบ บทสวดก็จบ แต่ร่างกายยังอยู่ครบทุกส่วน ไม่มีวี่แววว่าจะโปร่งใสหรือหายตัวไปไหน แถมยาบ้าของกลาง 2 เม็ดก็ยังอยู่ครบเช่นกัน
เมื่อวิชาล่องหนไม่เป็นผล เจ้าหน้าที่จึงกลับเข้าสู่ขั้นตอนตามกฎหมาย ควบคุมตัวไปยัง สภ.บางละมุง เพื่อตรวจหาสารเสพติดในร่างกาย ผลตรวจปัสสาวะเบื้องต้นให้ผลเป็นบวก ก่อนส่งตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาล ซึ่งพบสารเมทแอมเฟตามีนในร่างกาย สอดคล้องกับคำรับสารภาพของผู้ต้องหาที่ให้การว่า ได้เสพยาบ้ามาในช่วงเช้าก่อนถูกจับกุม และยาบ้าของกลางเป็นของตนจริง
เบื้องต้น ตำรวจแจ้ง 2 ข้อหา ได้แก่ มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยผิดกฎหมาย ก่อนควบคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.บางละมุง ดำเนินคดีตามกฎหมาย
>> เขตสัมพันธวงศ์ เคลียร์พื้นที่เรียบร้อย เหตุแผ่นสังกะสีร่วงหล่น
22.30 น. นายธนาเดช จันทร์แก้ว ผู้อำนวยการเขตสัมพันธวงศ์ พร้อมด้วยนางสาวชัญญาภัค ชำนิกล้า ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขต และเจ้าหน้าที่สำนักงานเขต ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ ลงพื้นที่ดำเนินการเคลียร์พื้นที่ กรณีเมื่อเวลา 20.00 น. เกิดเหตุแผ่นสังกะสีร่วงหล่นจากพายุฝนและลมกระโชกแรง บริเวณซอยเยาวพานิช ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 1 ราย นำส่งโรงพยาบาลแล้ว อาการปลอดภัย
ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้เร่งดำเนินการจัดเก็บวัสดุที่ร่วงหล่นและดูแลความปลอดภัยในบริเวณที่เกิดเหตุ โดยขณะนี้ได้เคลียร์พื้นที่แล้วเสร็จ
สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการเดินทางในช่วงที่มีฝนตกและลมกระโชกแรง และติดตามข่าวสารสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด
>> อุบัติเหตุ รถอเนกประสงค์ รถเก๋ง และรถจักรยานยนต์ กลางถนนชัยพฤกษ์ มีผู้เสียชีวิต เป็นหนุ่มวัย 23 ปี ตร.เร่งสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริง จ.นนทบุรี
23.15 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ชัยพฤกษ์ ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ชนกันมีผู้เสียชีวิต เหตุเกิดถนนชัยพฤกษ์ขาออก ช่วงเชิงสะพานข้ามคลองพระอุดม ในพื้นที่ ต.บางพลับ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
ที่เกิดเหตุ พบร่างของผู้เสียชีวิต 1 ราย ตรวจสอบเอกสาร ทราบต่อมาคือ ชายไทย อายุ 23 ปีภูมิลำเนานชาว จ.ปทุมธานี นอนเสียชีวิตอยู่หน้ารถนั่งส่วนบุคคล นิสสัน สีเทา ป้ายทะเบียน กทม. โดยลักษณะรถหมุนจอดย้อนศรสวนทาง ห่างออกไปประมาณ 50 เมตร พบรถอเนกประสงค์ อีซูซุ รุ่นมิวเอ็กซ์ สีขาว ป้ายทะเบียน กทม. จอดอยู่ในสภาพหน้ารถและล้อหลังพังเสียหาย โดยมีรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮอนด้า รุ่น จีออโน่ ล้มคว่ำสภาพรถพังเสียหายเช่นกันอยู่ข้างรถ
เพื่อนผู้เสียชีวิต กล่าวว่า ตนเองขับขี่กันมาสองคัน โดยผู้เสียชีวิตขับขี่อยู่คันหน้า ส่วนตนเองขับตามหลัง อยู่เลนซ้าย จังหวะที่มองกระจกมองหลังเห็นรถอีซูซุวิ่งมาด้วยความเร็วและแซงซ้ายจนรถเริ่มเสียหลักปีนขึ้นเกาะกลางและอ้อมจากรถตนไปหมุนพุ่งชนรถเพื่อนที่ขี่อยู่ด้านหน้าก่อนที่จะลากรถ จักรยานยนต์ของเพื่อนติดไปด้วย
ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวว่า เบื้องต้นได้ทำการบันทึกภาพที่เกิดเหตุ พร้อมกับสอบปากคำผู้ขับขี่รถทั้งสองคันไว้ โดยหลังจากนี้จะทำการตรวจสอบภาพจากกล้องกล้องวงจรปิดใกล้จุดเกิดเหตุเพื่อหาข้อเท็จจริงอีกครั้ง ส่วนผู้เสียชีวิตได้ว่าทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพื่อชันสูตรต่อไป