5 ซุป ยอดฮิต ยิ่งทาน "ไตยิ่งอ่อนแอ" บางชนิดหลายคนทานบำรุง คิดว่าดี
5 น้ำซุป ระวังซดเพลิน ทำร้ายไตไม่รู้ตัว บางชนิดคนคิดว่าดี กินบำรุง ที่แท้ภาระไตไม่ต่าง!
น้ำซุป ซุปตุ๋น หรือน้ำแกงร้อน ๆ เป็นเมนูที่หลายบ้านมองว่าอร่อย ย่อยง่าย และดูมีประโยชน์ โดยเฉพาะน้ำซุปที่เคี่ยวนานจนรสเข้มข้น หลายคนยิ่งเชื่อว่ายิ่งตุ๋นนานยิ่งได้สารอาหารมากขึ้น
แต่ในมุมสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคไตเรื้อรัง ความดันโลหิตสูง โรคเกาต์ หรือกรดยูริกสูง น้ำซุปบางชนิดอาจไม่เหมาะกับการกินบ่อย ข้อมูลจาก National Kidney Foundation ระบุว่า ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังบางรายอาจต้องควบคุมสารอาหารหลายชนิด เช่น โซเดียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และโปรตีน ตามคำแนะนำของแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร
ทำไมน้ำซุปเข้มข้นถึงต้องระวัง
เวลาต้ม เคี่ยว หรือจุ่มอาหารหลายชนิดลงในหม้อเป็นเวลานาน สารบางอย่างจากวัตถุดิบอาจละลายออกมาในน้ำซุปมากขึ้น เช่น โซเดียมจากเครื่องปรุง พิวรีนจากเนื้อสัตว์และอาหารทะเล ฟอสฟอรัสจากกระดูกหรืออาหารแปรรูป รวมถึงโพแทสเซียมจากผักบางชนิด
สำหรับคนสุขภาพดี ร่างกายมักจัดการสารเหล่านี้ได้ในระดับหนึ่ง แต่หากกินน้ำซุปเข้มข้นบ่อยมาก หรือมีปัญหาไตอยู่เดิม อาจเพิ่มภาระให้ร่างกายโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเมื่อดื่มน้ำซุปจนหมดชามเป็นประจำ
1. ซุปสมุนไพรที่ไม่รู้ส่วนผสมแน่ชัด
ซุปสมุนไพรหรือน้ำแกงบำรุงร่างกายเป็นเมนูที่หลายคนเชื่อว่าดีต่อสุขภาพ แต่ปัญหาคือบางสูตรมีส่วนผสมไม่ชัดเจน ใช้สมุนไพรหลายชนิด หรือมีการแนะนำต่อ ๆ กันโดยไม่ได้ประเมินโรคประจำตัวของผู้กิน
สมุนไพรหลายชนิดเป็นพืช จึงอาจมีโพแทสเซียมและสารออกฤทธิ์บางอย่าง หากผู้ที่มีโรคไตหรือใช้ยารักษาโรคเรื้อรังกินเป็นประจำโดยไม่ปรึกษาแพทย์ อาจเกิดความเสี่ยงได้ โดย National Kidney Foundation ระบุว่า ผู้ป่วยโรคไตจำเป็นต้องติดตามระดับโพแทสเซียม เพราะไตที่ทำงานลดลงอาจกำจัดโพแทสเซียมส่วนเกินได้ไม่ดี
2. น้ำซุปกระดูกที่เคี่ยวนาน
น้ำซุปกระดูกเป็นเมนูที่หลายคนใช้เป็นฐานทำอาหาร เพราะให้รสหวาน กลมกล่อม และมีกลิ่นหอมจากการเคี่ยว แต่ไม่ควรมองว่าเป็นน้ำบำรุงที่ควรดื่มทุกวันโดยไม่มีข้อจำกัด
งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Scientific Reports ศึกษาการสกัดโลหะจากกระดูกสัตว์ลงสู่น้ำซุป และพบว่าปัจจัยอย่างชนิดกระดูก สัตว์ ระยะเวลาต้ม และความเป็นกรดของน้ำซุป มีผลต่อการละลายของโลหะบางชนิด นอกจากนี้ น้ำซุปกระดูกยังอาจมีฟอสฟอรัสและแร่ธาตุบางอย่าง ซึ่งผู้ป่วยโรคไตบางรายต้องจำกัดตามคำแนะนำแพทย์
ดังนั้น น้ำซุปกระดูกกินได้เป็นครั้งคราว แต่ไม่ควรเคี่ยวนานจัดแล้วดื่มแทนน้ำ หรือใช้เป็นเมนูประจำทุกวัน โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคไตเรื้อรัง
3. น้ำซุปหม้อไฟหลังจุ่มอาหารหลายรอบ
หม้อไฟเป็นเมนูยอดนิยมในมื้อสังสรรค์ แต่ส่วนที่ต้องระวังคือน้ำซุปช่วงท้ายหม้อ เพราะผ่านการจุ่มเนื้อสัตว์ อาหารทะเล ลูกชิ้น อาหารแปรรูป ผัก และน้ำจิ้มต่าง ๆ ซ้ำหลายรอบ
น้ำซุปช่วงท้ายจึงมักเข้มข้นทั้งโซเดียม พิวรีน ฟอสเฟตจากอาหารแปรรูป และโพแทสเซียมจากผักบางชนิด ผู้ที่มีกรดยูริกสูงหรือโรคเกาต์ควรระวังเป็นพิเศษ เพราะ National Kidney Foundation ระบุว่า อาหารกลุ่มเนื้อแดง เครื่องใน และอาหารทะเลบางชนิดมีพิวรีนสูง ซึ่งอาจเพิ่มระดับกรดยูริกและกระตุ้นอาการเกาต์ได้ในบางคน
วิธีลดความเสี่ยงคือกินเนื้อและผักให้พอดี เลี่ยงการซดน้ำซุปช่วงท้ายจำนวนมาก และไม่เติมน้ำจิ้มรสเค็มจัดซ้ำลงไปในชาม
4. ซุปข้นรสเปรี้ยวเผ็ด หรือซุปที่ใส่แป้งเพิ่มความข้น
ซุปข้นรสจัด เช่น ซุปเปรี้ยวเผ็ด ซุปข้นสไตล์จีน หรือเมนูน้ำราดที่ใช้แป้งเพิ่มความเหนียว มักมีทั้งแป้ง เครื่องปรุง และโซเดียมค่อนข้างสูง หากกินบ่อยอาจทำให้ได้รับพลังงานและคาร์โบไฮเดรตเกินโดยไม่รู้ตัว
สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานหรือกำลังควบคุมน้ำตาลในเลือด ซุปข้นที่ใส่แป้งมากอาจทำให้ระดับน้ำตาลหลังอาหารสูงขึ้นได้ง่ายกว่าอาหารน้ำใสทั่วไป นอกจากนี้ ผู้ที่มีประวัตินิ่วบางชนิดควรระวังวัตถุดิบที่มีออกซาเลตสูงบางอย่าง เพราะ Mayo Clinic ระบุว่า ผู้ที่มีแนวโน้มเกิดนิ่วแคลเซียมออกซาเลตอาจได้รับคำแนะนำให้จำกัดอาหารออกซาเลตสูงตามความเหมาะสม
5. น้ำซุปราเมงหรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เค็มจัด
ราเมง น้ำซุปก๋วยเตี๋ยวเข้มข้น และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบางชนิดอร่อยเพราะรสเค็ม มัน และกลมกล่อม แต่จุดที่ต้องระวังคือปริมาณโซเดียม โดยเฉพาะหากซดน้ำซุปจนหมดชาม
องค์การอนามัยโลก หรือ WHO แนะนำให้ผู้ใหญ่บริโภคโซเดียมน้อยกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่าเกลือน้อยกว่า 5 กรัมต่อวัน การกินน้ำซุปเค็มจัดบ่อย ๆ อาจทำให้โซเดียมรวมทั้งวันสูงเกินได้ง่าย ซึ่งเกี่ยวข้องกับความดันโลหิตสูง และข้อมูลจาก CDC ระบุว่าความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคไตเรื้อรัง
ใครควรระวังน้ำซุปเข้มข้นเป็นพิเศษ
น้ำซุปไม่ได้เป็นอันตรายสำหรับทุกคน แต่คนบางกลุ่มควรระวังมากกว่าปกติ เพราะร่างกายอาจจัดการโซเดียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส หรือพิวรีนได้ไม่ดีเท่าคนทั่วไป
- ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังหรือมีค่าการทำงานของไตลดลง
- ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง
- ผู้ป่วยเบาหวาน โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มมีภาวะแทรกซ้อนทางไต
- ผู้ที่เป็นโรคเกาต์หรือมีกรดยูริกสูง
- ผู้ที่มีประวัตินิ่วในไตบางชนิด
- ผู้สูงอายุหรือผู้ที่ต้องควบคุมอาหารตามคำสั่งแพทย์
กินซุปอย่างไรให้สบายใจกว่าเดิม
หากชอบกินซุป ไม่จำเป็นต้องเลิกทั้งหมด แต่ควรปรับวิธีเลือกและวิธีกินให้เหมาะกับสุขภาพของตัวเอง โดยเฉพาะการลดเค็มและไม่ซดน้ำซุปเข้มข้นจนหมดทุกครั้ง
- เลือกซุปน้ำใส ปรุงรสอ่อน มากกว่าน้ำซุปข้นหรือเค็มจัด
- ชิมก่อนเติมน้ำปลา ซีอิ๊ว เกลือ หรือซอสเพิ่ม
- หลีกเลี่ยงการซดน้ำซุปหม้อไฟช่วงท้ายหม้อจำนวนมาก
- ลดการกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหรือราเมงพร้อมน้ำซุปทั้งหมด
- ทำซุปเองจะควบคุมเกลือ น้ำตาล และเครื่องปรุงได้ดีกว่า
- ผู้ป่วยโรคไตหรือโรคเรื้อรังควรปรึกษาแพทย์เรื่องอาหารที่เหมาะกับตนเอง
สรุป น้ำซุปไม่ได้น่ากลัว แต่ต้องกินให้ถูก
น้ำซุปหลายชนิดยังเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารที่ดีได้ หากปรุงไม่เค็มจัด ใช้วัตถุดิบหลากหลาย และกินในปริมาณพอดี แต่ซุปสมุนไพรไม่ทราบส่วนผสม น้ำซุปกระดูกเคี่ยวนาน น้ำซุปหม้อไฟช่วงท้าย ซุปข้นรสจัด และน้ำซุปราเมงเข้มข้น เป็นกลุ่มที่ควรกินอย่างระมัดระวัง
โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคไต ความดันโลหิตสูง เบาหวาน เกาต์ หรือประวัตินิ่ว ควรดูแลอาหารทั้งวัน ไม่ใช่แค่จานใดจานหนึ่ง เพราะสิ่งที่สะสมซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวันต่างหาก ที่อาจส่งผลต่อไตและสุขภาพระยะยาวได้มากกว่าที่คิด