‘อนุทิน’ ปลื้มเยือนฝรั่งเศส ประสบผลสัมฤทธิ์ตามแผน เผย ‘มาครง’ ให้เกียรติไทย ต้อนรับอย่างดี
เมื่อวันที่ 26 พ.ค. เวลา 09.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าไทย 5 ชั่วโมง) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงผลสัมฤทธิ์ในการเยือนฝรั่งเศส ว่า การเดินทางครั้งนี้ถือว่าประสบผลสัมฤทธิ์ แผนการที่เตรียมการไว้ตนได้มีโอกาสพลประชาชนชาวไทย ในฝรั่งเศสมีความอบอุ่น ทุกคนมีความรู้สึกที่ดีต่อประเทศไทย มีความมั่นใจ และมีกำลังใจ สำหรับการพบกับ นายเอมานูว์แอล มาครง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ท่านได้ให้เกียรติ ได้ให้การต้อนรับ เพราะการมาเยือนครั้งนี้ เป็นการมาเยือนอย่างกึ่งทางการ และได้หารือถือว่าเป็นการพบปะอย่างเป็นทางการ โดยได้หารือเรื่องความสัมพันธ์ทางการทูตที่ปีนี้ครบ 170 ปี แต่ที่จริงแล้วฝรั่งเศสกับไทย มีความสัมพันธ์ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี บรรยากาศเป็นไปด้วยความเข้าใจและมีมิตรภาพในระดับสูง ตัวนายเอมานูว์แอล ก็ประทับใจประเทศไทย ตั้งแต่มาเยือนประเทศไทยเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ทั้งนี้ได้หารือเรื่องการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจร่วมกัน
นายอนุทิน กล่าวว่า ประเทศไทยและคนไทยน่าจะยินดี และภูมิใจมีผู้ประกอบการบริษัทใหญ่ๆ ในประเทศไทยไปลงทุนในฝรั่งเศส ในระดับใหญ่มาก โดยเฉพาะด้านอาหารการเกษตร ในส่วนของฝรั่งเศสปีนี้ ก็มีการไปลงทุนในไทย มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ธุรกิจที่เขาไปลงทุนที่ไทยช่วงนี้ ไม่ใช่ไปเพราะประเทศไทย เป็นฐานการผลิตที่มีค่าจ้างแรงงานตำ่ มีต้นทุนการผลิตที่ไม่สูงเขาไม่ได้คิดอย่างนั้นเหมือนในอดีตแล้ว แต่ที่เขาไป เพราะมั่นใจในระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ของไทย การที่เรามีภูมิรัฐศาสตร์เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค สามารถส่งออกสินค้าไปทุกที่ในโลกโดยไม่มีอุปสรรค มีความสะดวกสำหรับเขา ได้มีโอกาสพบผู้ลงทุน ได้ขอบคุณเขาที่เชื่อมั่นต่อประเทศไทย
ซึ่งเขามั่นใจว่าจะสามารถเพิ่มฐานการลงทุน การผลิตและขยายฐานของผลิตภัณฑ์สินค้าของพวกเขาในไทยได้อีกมาก ตนบอกไปว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศไทย ต้องตื่นตัวยอมรับการลงทุนของเขาอย่างเต็มที่ เพราะถ้าเขามาด้วยความมั่นใจว่าประเทศไทยมีความพร้อมสมบูรณ์อย่างยั่งยืนก็เท่ากับว่าดี แต่เข้ามาแล้วอยู่ และขยายฐานธุรกิจของเขา ซึ่งก็วินๆ และเราจะเร่งเดินหน้า FTA ไทย-อียู ให้จบได้โดยเร็ว เพื่อจะได้มีโอกาสมากขึ้น จะได้ไม่ติดข้อจำกัด ซึ่งมูลค่าการเสียภาษี ถ้าเจรจาสำเร็จ ภาษีจะลดลงอย่างต่ำถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้น เราจะได้เปรียบเรื่องต้นทุนเป็นอย่างมาก ขอให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลชุดนี้ ไม่มีทางเจรจาแล้วเสียเปรียบใคร ไม่ทำให้เกิดความเสียหาย ในการเจรจาหรือข้อตกลงใดๆ กับต่างประเทศ