โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ปุ๋ยแพง = อาหารแพง เมื่อราคาพลังงานและช่องแคบฮอร์มุซ เริ่มลามไปถึงระบบอาหารของโลก

สยามรัฐ

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

Bnomics by Bangkok bank มีมุมมองนำเสนอที่น่าสนใจ :

ปุ๋ย: ต้นน้ำของระบบอาหารโลก

คนส่วนใหญ่มักมองราคาน้ำมันเวลาเกิดสงครามหรือความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แต่สิ่งที่อาจกระทบในวงกว้างกว่านั้น คือ “ราคาปุ๋ยโลก”

เพราะปุ๋ยคือหนึ่งในปัจจัยการผลิตสำคัญที่สุดของระบบอาหารโลก และเป็นต้นน้ำของผลผลิตทางการเกษตรเกือบทุกชนิด และเมื่อราคาปุ๋ยเริ่มสูงขึ้น สิ่งที่อาจตามมาไม่ใช่แค่ต้นทุนเกษตรที่เพิ่มขึ้น แต่คือ “เงินเฟ้ออาหาร” ที่ค่อย ๆ ซึมเข้าสู่เศรษฐกิจโลกด้วย

เมื่อพลังงานสั่น ปุ๋ยก็สะเทือน

ในหลายช่วงที่ผ่านมา วิกฤตพลังงานกลายเป็นวิกฤตปุ๋ยโลกตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และปัญหาคือ ปุ๋ยไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบทางการเกษตร แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับตลาดพลังงานโลก

ปุ๋ยไนโตรเจน ซึ่งคิดเป็นราว 59% ของการใช้ปุ๋ยทั่วโลก ต้องใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต

นั่นหมายความว่า ทุกครั้งที่ราคาก๊าซธรรมชาติหรือราคาพลังงานพุ่งขึ้น ต้นทุนปุ๋ยก็มักขยับขึ้นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในปี 2023 โลกใช้ปุ๋ยมากกว่า 190 ล้านตัน โดยประเทศผู้ใช้รายใหญ่ ได้แก่ จีน อินเดีย สหรัฐฯ และบราซิล ซึ่งล้วนมีภาคเกษตรขนาดใหญ่และต้องการผลผลิตมหาศาลเพื่อเลี้ยงประชากรและเศรษฐกิจของตนเอง

เมื่อราคาพลังงานเริ่มปั่นป่วน ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ตลาดน้ำมันหรือค่าไฟ แต่สามารถค่อย ๆ ลามไปถึงต้นทุนอาหารของคนทั้งโลกได้ในเวลาไม่นาน

ตลาดปุ๋ยโลก: กระจุกตัวและเปราะบาง

ปัญหาสำคัญคือ การผลิตปุ๋ยโลกกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่ประเทศ

• ปุ๋ยไนโตรเจน: จีน รัสเซีย สหรัฐฯ อินเดีย และตะวันออกกลาง

• ปุ๋ยฟอสเฟต: จีน โมร็อกโก สหรัฐฯ และรัสเซีย

• ปุ๋ยโพแทสเซียม: แคนาดา รัสเซีย และเบลารุส

หลายประเทศเกษตรกรรมรวมถึงไทย ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศอย่างมาก เมื่อเกิดสงคราม วิกฤตพลังงาน มาตรการคว่ำบาตร หรือข้อจำกัดการส่งออก ประเทศผู้นำเข้าจึงเผชิญความเสี่ยงทันที ทั้งด้านราคาและปริมาณสินค้า

ช่องแคบฮอร์มุซ: คอขวดของปุ๋ยโลก

จุดอ่อนของระบบยิ่งชัดขึ้น เมื่อมองไปที่ “เส้นทางขนส่ง”

ข้อมูลจาก UNCTAD ระบุว่า หลายประเทศนำเข้าปุ๋ยผ่านช่องแคบฮอร์มุซในสัดส่วนสูง

ซูดาน 54%

ศรีลังกา 36%

ออสเตรเลีย 32%

แทนซาเนีย 31%

โซมาเลีย 30%

ไทย 27%

นั่นหมายความว่า หากเกิดความตึงเครียดหรือการหยุดชะงักในช่องแคบฮอร์มุซ ผลกระทบอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาน้ำมัน แต่สามารถลามไปถึงราคาปุ๋ย ต้นทุนเกษตร และราคาอาหารโลกได้ด้วย

จากพลังงาน สู่ปุ๋ย และจานอาหาร

เมื่อราคาปุ๋ยสูงขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้มีแค่ “ต้นทุนเกษตรเพิ่ม” แต่คือการเปลี่ยนพฤติกรรมของทั้งระบบการผลิตอาหาร

เกษตรกรจำนวนมากมักตอบสนองด้วยการลดปริมาณการใช้ปุ๋ย เลือกปลูกพืชที่ใช้ธาตุอาหารน้อยลง หรือชะลอการเพาะปลูกเพื่อลดความเสี่ยงด้านต้นทุน ซึ่งแม้จะช่วยประคองกระแสเงินสดระยะสั้น แต่ก็มักแลกมาด้วยผลผลิตต่อไร่ที่ลดลงในฤดูกาลถัดไป

ผลกระทบสำคัญคือ วิกฤตปุ๋ยมักไม่ส่งผลทันทีเหมือนราคาน้ำมัน แต่จะค่อย ๆ ซึมเข้าสู่ระบบอาหารผ่านผลผลิตที่หายไป และต้นทุนที่สะสมเพิ่มขึ้นในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ฟาร์ม โรงงานอาหาร ไปจนถึงผู้บริโภคปลายทาง

ยิ่งในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเกษตรกรมีข้อจำกัดด้านเงินทุนและเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก การลดใช้ปุ๋ยอาจนำไปสู่ปัญหาความมั่นคงทางอาหารในระดับประเทศได้ด้วย

โลกจึงไม่ได้เผชิญเพียง “ราคาอาหารแพง” แต่กำลังเผชิญความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของห่วงโซ่อาหารโลก ที่เชื่อมโยงตั้งแต่พลังงาน ภูมิรัฐศาสตร์ การค้า ไปจนถึงความสามารถในการผลิตอาหารของแต่ละประเทศ

ปุ๋ยไม่ใช่เพียงปัจจัยการผลิตทางการเกษตร แต่คือ “เสาหลัก” ของระบบอาหารโลก

วิกฤตอาหารในอนาคต อาจไม่ได้เริ่มจากภัยแล้งหรือพื้นที่เพาะปลูกที่เสียหายเพียงอย่างเดียวแต่อาจเริ่มจากราคาก๊าซธรรมชาติและเส้นทางเดินเรือที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร และในโลกที่ทุกอย่างเชื่อมโยงกัน เมื่อพลังงาน การค้า และภูมิรัฐศาสตร์เริ่มปั่นป่วน ต้นทุนเหล่านั้นก็จะค่อย ๆ เดินทางมาถึง “จานอาหาร” ของทุกคนได้เสมอ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...