แบงก์ชาติลุยคุม “Buy Now Pay Later” สกัดหนี้คนรุ่นใหม่
แบงก์ชาติเดินหน้าคุม “Buy Now Pay Later” หวั่นเด็กเป็นหนี้เร็ว ชี้บัญชีพุ่งเกือบ 5 ล้านรายใน 3 ปี
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมออกมาตรการกำกับดูแลบริการ “Buy Now Pay Later” (BNPL) หรือบริการซื้อก่อนจ่ายทีหลังบนแพลตฟอร์มออนไลน์ หลังพบจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเริ่มส่งผลต่อพฤติกรรมการก่อหนี้ของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และ First Jobber
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผย ในงาน “Governor Connect” พบปะสื่อมวลชน วันที่ 2 มิถุนายน 2569 ว่า ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ธปท.ได้ดำเนินนโยบายทั้งในระดับมหภาคและมาตรการเฉพาะจุดเพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายแล้ว 2 ครั้ง พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี อาทิ โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” มาตรการ Credit Boost และ SME Secure Plus เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจขนาดเล็ก
อีกหนึ่งประเด็นที่ ธปท.ให้ความสำคัญคือการขยายตัวของบริการ Buy Now Pay Later ซึ่งแม้จะไม่ใช่สิ่งผิดหรือเป็นธุรกิจที่ไม่ดี แต่หากไม่มีการกำกับดูแลที่เหมาะสม อาจนำไปสู่ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการสร้างพฤติกรรมการบริโภคเกินตัว
“Buy Now Pay Later ไม่ใช่ผู้ร้าย แต่ถ้ามันไปเกิดในบางจุด เช่น เด็กเข้าถึงง่ายเกินไป หรือทำให้เกิดการบริโภคโดยไม่มีเงินจ่าย ก็เป็นสิ่งที่ต้องระวัง” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว
ผู้ว่าการ ธปท.ให้ข้อมูลว่า จำนวนบัญชีผู้ใช้บริการ BNPL เพิ่มขึ้นจากประมาณ 600,000 บัญชีในปี 2564 เป็น 4.91 ล้านบัญชี ณ สิ้นปี 2567 หรือเติบโตเฉลี่ย 99.9% ต่อปี ขณะที่มูลค่าการใช้จ่ายขยายตัวเฉลี่ย 38% ต่อปี สะท้อนการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดสินเชื่อรูปแบบใหม่
นายวิทัยระบุว่า ปัจจุบันคนไทยกว่า 25 ล้านคนมีภาระหนี้ ขณะที่ประชากรอายุ 20-35 ปี มากกว่า 52.7% เป็นหนี้ และในจำนวนนี้ส่วนหนึ่งเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้มีความเสี่ยงต่อฐานะการเงินในอนาคต
“เด็กอายุน้อย First Jobber ก็เลยเป็น NPL เร็วมาก ต้องระวัง” นายวิทัยกล่าวและว่า สินค้าหลายอย่างไม่ควรนำให้บริการแบบ Buy Now Pay Later ก็ยังนำมาเสนอ
โดยยกตัวอย่างพฤติกรรมการใช้บริการ Buy Now Pay Later (BNPL) ที่เริ่มขยายตัวไปสู่การซื้อสินค้าในชีวิตประจำวันมูลค่าไม่สูง ซึ่งมีกรณีการซื้อชานมไข่มูลค่าประมาณ 106 บาท หรือแม้แต่ข้าวมันไก่ราคากว่า 50 บาท แล้วเลือกผ่อนชำระเป็นงวดหลายเดือน ซึ่งสะท้อนว่าบริการสินเชื่อกำลังถูกนำมาใช้กับการบริโภคที่ไม่จำเป็น
นอกจากนี้ สินเชื่อ Buy Now Pay Later บางรูปแบบยังมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับ 16-18% ต่อปี จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ ธปท. เตรียมออกหลักเกณฑ์กำกับดูแล
ผู้ว่าการ ธปท. อธิบายว่า ปัจจุบันธุรกิจ Buy Now Pay Later (BNPL) ในไทยมีผู้ให้บริการหลักอยู่ 2 รูปแบบ
รูปแบบแรก คือผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจภายใต้ใบอนุญาต “Digital Personal Loan” ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่แล้ว โดยสามารถใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) แทนการวิเคราะห์รายได้แบบดั้งเดิมในการพิจารณาสินเชื่อได้ แต่ต้องปล่อยกู้ไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย และคิดดอกเบี้ยได้ไม่เกิน 25% ต่อปี
นอกจากนี้ยังผู้ประกอบการส่วนหนึ่งมักจัดตั้งบริษัทอีกแห่งควบคู่กันไป เพื่อดำเนินธุรกิจสินเชื่อภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งสามารถปล่อยสินเชื่อได้มากกว่า 20,000 บาทต่อราย โดยมีเพดานดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี
ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า แม้อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อประเภทหลังจะอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติผู้ให้บริการบางรายอาจมีรายได้เพิ่มเติมจากส่วนลดทางการค้า (Discount) ที่ได้รับจากผู้ผลิตหรือร้านค้า ทำให้ต้นทุนรวมที่ผู้บริโภครับภาระจริงสูงกว่าที่ปรากฏในรูปดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว
นายวิทัยกล่าวว่า ธปท.กำลังศึกษาแนวทางกำกับดูแลผู้ให้บริการ BNPL ทั้งกลุ่มที่ดำเนินธุรกิจภายใต้ใบอนุญาต Digital Personal Loan และผู้ให้สินเชื่อที่อาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยจะมุ่งกำกับกิจกรรมสินเชื่อที่ใช้สำหรับการซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ไม่ได้มุ่งกำกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซโดยตรง
ประเด็นที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ได้แก่ การกำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ขอสินเชื่อ การตรวจสอบรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ การกำหนดประเภทสินค้าที่สามารถใช้ BNPL ได้ การกำหนดมูลค่าขั้นต่ำของสินค้าที่เข้าร่วมโครงการ ตลอดจนการกำหนดเพดานดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม
นอกจากนี้ ธปท.ยังให้ความสำคัญกับประเด็นการคุ้มครองผู้บริโภค โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ใช้งานได้รับวงเงินสินเชื่อโดยไม่รู้ตัว หรือระบบตั้งค่าให้ใช้วงเงินสินเชื่ออัตโนมัติ (Auto Opt-in) ในการชำระค่าสินค้า ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคก่อหนี้โดยไม่ได้ตระหนักถึงภาระที่เกิดขึ้น
“ผู้บริโภคควรรับรู้ชัดเจนว่าได้รับวงเงินสินเชื่อเมื่อใด และต้องเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะใช้สินเชื่อนั้นหรือไม่ ไม่ควรมีการเลือกใช้สินเชื่อแทนเงินสดโดยอัตโนมัติ”
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า แนวทางกำกับดูแลใหม่จะยึดตามวัตถุประสงค์ของสินเชื่อเป็นหลัก โดยไม่คำนึงว่าผู้ให้บริการจะอยู่ภายใต้ใบอนุญาตประเภทใดหรือคิดดอกเบี้ยในอัตราเท่าใด
“หากปลายทางของสินเชื่อคือการนำไปใช้ซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ธปท.จะเข้าไปกำกับดูแลทั้งหมด” นายวิทัยกล่าวและ การดำเนินการนี้เป็นเพียงมาตรการระยะแรก และจะติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่องว่ามีความจำเป็นต้องขยายขอบเขตการกำกับเพิ่มเติมหรือไม่
ธปท.มองว่าการขยายตัวอย่างรวดเร็วของบริการ Buy Now Pay Later อาจนำไปสู่ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว ทั้งการกระตุ้นการบริโภคเกินความจำเป็น การเร่งให้ประชาชนเข้าสู่วงจรหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย และการเพิ่มความเปราะบางของปัญหาหนี้ครัวเรือนในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าการ ธปท. ย้ำว่า การออกเกณฑ์กำกับดูแลไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบธุรกิจ Buy Now Pay Later เป็นต้นเหตุของปัญหา แต่เป็นการวางกรอบกำกับดูแลให้เหมาะสมกับพัฒนาการของธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
“ธุรกิจ Buy Now Pay Later ไม่ใช่ผู้ร้าย และหลายส่วนเป็นการทำธุรกิจตามปกติ แต่สิ่งที่เราต้องการคือการสร้างกลไกป้องกันไม่ให้เด็ก เยาวชน หรือผู้ที่ยังไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ ถูกจูงใจให้บริโภคผ่านสินเชื่อโดยไม่จำเป็น” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ธปท.จะต้องออกประกาศใหม่เพื่อรองรับการกำกับดูแลธุรกิจดังกล่าว โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องตรากฎหมายฉบับใหม่ขึ้นมา
นายวิทัยอธิบายว่า ธปท.มีเครื่องมือทางกฎหมายหลายฉบับที่สามารถนำมาใช้กำกับดูแลกิจกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ได้ เช่นเดียวกับที่เคยใช้ในการกำกับธุรกิจการเงินประเภทอื่นที่ผ่านมา โดยขั้นตอนต่อจากนี้จะเป็นการศึกษารายละเอียดและจัดทำหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม ก่อนออกเป็นประกาศเพื่อบังคับใช้
“เราจะออกประกาศใหม่ โดยใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายใหม่” นายวิทัยกล่าว
สำหรับกรอบเวลาที่จะเริ่มการกำกับดูแล ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า การศึกษารายละเอียดจะใช้เวลาประมาณ 4 เดือน แต่หากรวมขั้นตอนการจัดทำหลักเกณฑ์และการออกประกาศแล้ว คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 5-6 เดือน จึงจะสามารถเริ่มกำกับดูแลได้อย่างเป็นรูปธรรม
“อยากให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นปี” นายวิทัยกล่าวกล่าว พร้อมยอมรับว่าการออกหลักเกณฑ์ใหม่จำเป็นต้องใช้เวลา เนื่องจากต้องพิจารณาผลกระทบอย่างรอบด้านและสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมทางการเงินกับการคุ้มครองผู้บริโภค