โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อเราจำต้องย้ายออกจากบ้านที่เต็มไปด้วยความผูกพันและความทรงจำ เราควรรับมือและจัดการกับความรู้สึกนี้อย่างไร?

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

ในวันที่เราต้องตัดสินใจย้ายพื้นที่ชั่วคราวจากถิ่นฐาน หรือบ้านหลังเดิมที่เราอยู่เพื่อไปทำงานในที่ที่ห่างไกล หรือออกไปศึกษาในสถานที่ศึกษาที่ไกลออกจากบ้าน เรายังคงมีภาพ “บ้านเกิด” อยู่ในใจเรา และเมื่อใดที่ถึงวันหยุดยาว หรือวันใดที่เราเกิดรู้สึกอ่อนล้าในใจ เราก็ยังคงมีบ้านเกิดหลังนี้ให้กลับไปหาเพื่อฮีลใจอยู่เสมอ

แต่จะเป็นอย่างไรหากวันหนึ่งเราต้องจากบ้านเกิดหลังนี้โดยถาวร? เมื่อบ้านหลังที่เราเติบโตมา หลังที่เคยผ่านทุกช่วงเวลาของชีวิต เคยร้องไห้ในห้องนอนห้องนี้ของบ้าน เคยมีความสุขกับบานหน้าต่างบานนี้ ภาพขีดเขียนที่เราเคยวาดไว้บนกำแพงที่พ่อแม่ไม่เคยยอมลบออกไป พอถึงวันหนึ่งต้องจากสิ่งเหล่านี้ไปตลอดกาล และส่งทอดบ้านแห่งความทรงจำหลังนี้ให้กับคนอื่นแทน หรือปล่อยรกร้าง และหนักที่สุดคือการถูกปล่อยให้ถูกทำลายจนมลายหายไป

เพียงแค่นึกก็แทบเสียใจ เมื่อเราคิดว่าต้องจากบ้านหลังหนึ่งไป แม้ว่าก่อด้วยปูนและเหล็ก และเป็นเพียงสถาปัตยกรรมที่อยู่อาศัยที่แลดูไม่มีจิตวิญญาณ แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือที่ที่เราเคยพักพิงอาศัย มอบโอกาสให้เราได้เติบโต เป็นพื้นที่สำหรับปรับความสัมพันธ์ และฮีลใจในวันที่เหนื่อย การจากบ้านจึงรู้สึกเหมือนจากกับคนรักหนึ่งคน หรือไม่ก็เพื่อนสนิทที่เติบโตมาตั้งแต่เล็ก

ทว่าทุกอย่างต้องดำเนินไปข้างหน้า และความเปลี่ยนแปลงคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นี่อาจไม่ใช่คู่มือเอาชีวิตรอดในโลกที่วุ่นวาย แต่เป็นคู่มือเอาชนะใจให้พาตัวเองก้าวออกมาจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเองเพื่อการเติบโตแม้แต่ในวัยผู้ใหญ่ ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายไม่แพ้กัน เราควรทำอย่างไรให้ใจเราเข้มแข็งพอที่จะจากบ้านที่เราเติบโตมานานจนแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว

ทำไมการจากบ้านหนึ่งหลังถึงเจ็บปวดนัก?

นั่นเป็นเพราะเรากำลังสูญเสีย ความรู้สึกผูกพันกับสถานที่ (Place Attachment) ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เชื่อมเราไว้กับสถานที่ใดสถานที่หนึ่งที่เราเติบโตมาด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านในวัยเด็กที่มีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมตัวตัวเราขึ้นมา การจากบ้านจึงไม่ใช่แค่ออกจากสถานที่เฉยๆ แต่เป็นการตัดความผูกพันนี้ออกไปอย่างกะทันหัน ทำให้เราเกิดรู้สึกราวกับสูญเสียอะไรบางอย่างไป

มีงานศึกษาว่าการออกจากบ้านเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิตที่ยิ่งใหญ่และความท้าทายให้กับจิตใจของเรา นักจิตวิทยาเสนอว่าความรู้สึกคิดถึงบ้าน หรือ Homesickness ไม่ใช่แค่ภาวะการโหยหา แต่เป็นความเครียดรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการถูกแยกออกจากพื้นที่แวดล้อมที่ปลอดภัย ความรู้สึกจะส่งผลอย่างยิ่งกับผู้ใหญ่ที่ไม่เฉพาะแค่กับคนที่เติบโตร่วมมากับบ้าน แต่กับคนที่เคยสร้าง ทำนุบำรุง จัดสรรบ้านของตัวเองจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวเองอีกด้วย การจัดสรรบ้าน (Home-making) จึงเป็นอะไรที่มีความหมายมากกว่าจัดบ้านออกมาให้สวยงาม แต่มันคือกิจกรรมที่เรากำลังทำให้บ้านมีความหมาย ทำให้พื้นที่นั้นสามารถอำนวยต่อชีวิตเรามากที่สุด ดังนั้น การจัดบ้านจึงเป็นการมอบจิตวิญญาณความเป็นตัวเองเข้าไปด้วย

แอนดรูว์ กอร์แมน-เมอร์เรย์ (Andrew Gorman-Murray) อธิบายว่ามนุษย์มีส่วนร่วมกับอะไรหลายอย่างทั้งคนที่รัก งานบ้าน การตกแต่งบ้าน และการเข้าสังคม เพราะว่าการทำให้บ้านมีความหมายทำให้พวกเขาเกิดความรู้สึกในการมีตัวตน (sense of self) ซึ่งเขากล่าวว่าไม่มีเพียงแค่บ้าน แต่ยังมีผลในระดับของถิ่นฐาน และประเทศที่อาศัยอยู่อีกด้วย

ความรู้สึกการจากบ้านที่มีความผูกพันโดยถาวร (ไม่สามารถกลับไปได้อีก) จึงแตกต่างการจากบ้านเพียงชั่วคราว (แม้จะผ่านไปหลายปี) เพราะเรายังรับรู้ว่าเรายังมีบ้านอีกหลังที่สามารถพาตัวเองกลับไปเพื่อพักฟื้นได้อยู่เสมอ แต่เมื่อใดที่บ้านที่เรารู้สึกปลอดภัยหายไป เราจะรู้สึกเหมือนเราไม่มีพื้นที่ให้กลับไปได้อีก ราวกับว่าเราต้องผจญกับสิ่งที่อยู่ข้างหน้าเพียงลำพัง

เราต้องจัดการกับความรู้สึกอย่างไร?

  • อนุญาติให้ตัวเองรู้สึกเสียใจ

อย่าพยายามคิดว่า “มันเป็นแค่บ้านหลังหนึ่ง” เพราะว่าลึกๆ แล้วใจเรากำลังผูกพันอยู่กับตัวบ้าน เราไม่สามารถห้ามความรู้สึกที่เกิดจากการสูญเสียได้ ดังนั้น อนุญาติให้ตัวเองรู้สึกเศร้า ร้องไห้ และรำลึกถึง พยายามทำความเข้าใจว่าความรู้สึกเหล่านี้มากกว่ากักเก็บ เหล่านี้เป็นกระบวนการรับมือกับการลาจากได้มีประสิทธิภาพมากกว่า

  • ฝึกฝนที่จะมูฟออน

การมูฟออนหรือการเดินไปข้างหน้าที่ได้ผลทางจิตวิทยาคือการรับมือกับกระบวนการทางความรู้สึกสองอย่างพร้อมกัน นั่นคือรับมือกับ “การจากลา” และ “การย้ายถิ่นฐานใหม่” กล่าวคือเราควรให้เวลาตัวเองในการมองไปข้างหลังไม่ว่าจะเป็นการคุยกับครอบครัวเรื่องนี้ มองรูปภาพเก่าๆ หรือรู้สึกเศร้า ขณะเดียวกันนั้นเราต้องผลักตัวเองให้มองข้างหน้าด้วย เช่น ทำความรู้จักกับเพื่อนบ้านใหม่ของบ้านอีกหลัง หรือหาพื้นที่ฮีลใจในบริเวณรอบๆ บ้านใหม่ที่ิคิดว่าจะมอบความรู้สึกดีให้กับเราได้เป็นการรองรับ

  • พกของติดตัวจากบ้านหลังเดิม

เพื่อลดภาวะตกใจจากการจากบ้าน พยายามพกของติดตัวจากบ้านหลังเดิมมาด้วยไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ ตุ๊กตา ผ้าห่มเดิม แก้วกาแฟ หรือภาพในกรอบที่เคยวางไว้ในบ้านหลังเก่า การที่เรามีของที่เราคุ้นเคยจะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายท่ามกลางสิ่งแวดล้อมใหม่

  • รีบสร้างความผูกพันให้กับบ้านหลังใหม่

แน่นอนว่าความผูกพันต้องใช้เวลา แต่เราสามารถเร่งกระบวนการด้วยการหาพื้นที่ปลอดภัยของตัวเองให้เร็วที่สุด อย่าวางกล่องย้ายบ้านไว้นาน ให้รีบจัดการกับพื้นที่ ตกแต่งบ้านหลังใหม่ให้เหมาะกับตัวเองโดยทันที สร้างมุมอบอุ่นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมถึงสร้างรูทีนใหม่ๆ ของเราให้กับบ้านหลังใหม่

  • ดามใจชั่วคราวด้วยเซฟโซน

การย้ายออกจากบ้านเป็นเรื่องใหญ่สำหรับการมีอิสระ มีงานวิจัยว่าเราสามารถรับมือกับภาวะเครียดจากการย้ายบ้านได้ดี ถ้าได้รับแรงใจจากคนรอบข้างทั้งเพื่อน ครอบครัว และคนรัก ดังนั้น โทรหาที่บ้านถ้าเราต้องการพลังใจ การที่เรามีที่พึ่งทางใจนั้นเป็นสิ่งที่ดีในการย้ายบ้าน

อยากให้ทุกคนที่กำลังย้ายบ้าน ขายบ้าน รื้อบ้านทิ้ง เข้าใจว่าการเคลื่อนย้ายของมนุษย์เป็นเรื่องธรรมที่ดำเนินมาตั้งแต่ยุคหิน มนุษย์เมื่อเติบโตขึ้นเป็นธรรมดาที่ต้องออกจากเผ่าตัวเองเพื่อเรียนรู้กับการเป็นผู้ใหญ่ การรับผิดชอบชีวิต รวมถึงเมื่อเผ่าตัวเองใหญ่เกินไปก็เป็นเรื่องธรรมดาเช่นกันที่ต้องออกไปหาพื้นที่ตัวเองในที่ต่างๆ การเคลื่อนย้ายจึงเป็นการมอบความจำเป็นที่บีบบังคับให้เราเรียนรู้หรือพบเจอกับสิ่งใหม่ๆ เป็นกลไล “เอาชีวิตรอด” ของมนุษย์ที่แฝงอยู่ในตัวเราทุกคนเพื่อให้เรารับรู้ความหมายของการมีชีวิต

ดังที่ เกล ชีฮี (Gail Sheehy) นักเขียนชาวอเมริกันกล่าวไว้ในหนังสือ Passages: Predictable Crises of Adult Life ซึ่งเป็นตำรา Road Map สำหรับการเป็นผู้ใหญ่ ของเธอว่า:

“ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลง เราก็ไม่เติบโต ถ้าเราไม่เติบโต เราก็เหมือนไม่ได้ใช้ชีวิตสักเท่าไร”

(If we don't change, we don't grow. If we don't grow, we aren't really living.)

อ้างอิง:

Irene Lebrusán, Victoria Gómez. The Importance of Place Attachment in the Understanding of Ageing in Place: “The Stones Know Me”. National Library of Medicine. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC9779384/

Katariina Kotila. (Re)creating one’s own place: young adults’ affective home-making practices after moving out of the childhood home. https://www.tandfonline.com/doi/full/10.1080/08873631.2026.2612943#abstract

บทความต้นฉบับได้ที่ : เมื่อเราจำต้องย้ายออกจากบ้านที่เต็มไปด้วยความผูกพันและความทรงจำ เราควรรับมือและจัดการกับความรู้สึกนี้อย่างไร?

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...