โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ไม่ใช่แค่กลั้นฉี่! แพทย์เตือน 4 พฤติกรรม "ทำร้ายไต" ไวติดจรวด

sanook.com

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
4 พฤติกรรมทำร้ายไต ทำประจำ ไตเสื่อมไวยิ่งกว่าการกลั้นปัสสาวะ แต่ที่หลายคนมองข้าม

4 พฤติกรรมทำร้ายไต ทำประจำ ไตเสื่อมไวยิ่งกว่าการกลั้นปัสสาวะ แต่ที่หลายคนมองข้าม

หลายคนรู้ดีว่า “การกลั้นปัสสาวะนานๆ” ไม่ใช่เรื่องดีต่อระบบทางเดินปัสสาวะ แต่ในชีวิตประจำวันยังมีพฤติกรรมทำร้ายไตอีกหลายอย่างที่เกิดขึ้นซ้ำๆ โดยไม่รู้ตัว และอาจค่อยๆ ทำให้ไตทำงานหนักขึ้นเรื่อยๆ

ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ หรือ CDC ระบุว่า โรคไตเรื้อรังในระยะแรกมักไม่มีอาการชัดเจน หลายคนจึงไม่รู้ว่าตัวเองมีความเสี่ยงจนกว่าจะตรวจเลือดหรือตรวจปัสสาวะ ขณะที่ National Kidney Foundation อธิบายว่า ไตมีหน้าที่กรองเลือด ขับของเสีย และช่วยควบคุมสมดุลน้ำกับแร่ธาตุในร่างกาย หากไตถูกใช้งานหนักเป็นเวลานาน ความเสียหายอาจค่อยๆ สะสมโดยไม่รู้ตัว

ทำไมไตเสียหายจึงน่ากังวล

ไตเป็นอวัยวะที่ทำงานเงียบๆ แต่สำคัญมากต่อร่างกาย เพราะเกี่ยวข้องทั้งการขับของเสีย การควบคุมของเหลว ความดันโลหิต และสมดุลเกลือแร่ ปัญหาคือเมื่อไตเริ่มเสื่อมในระยะแรก อาการมักไม่ชัดเจน ทำให้หลายคนไม่ทันระวัง

การป้องกันจึงสำคัญกว่าการรอให้มีอาการ โดยเฉพาะการปรับพฤติกรรมประจำวันที่ดูเหมือนเล็กน้อย แต่หากทำต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจเพิ่มภาระให้ไตได้

กลั้นปัสสาวะนาน เสี่ยงกระทบระบบทางเดินปัสสาวะ

การกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานานอาจทำให้กระเพาะปัสสาวะทำงานผิดจังหวะ เพิ่มโอกาสเกิดการระคายเคืองหรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในบางคน และหากปล่อยให้มีปัญหาซ้ำๆ โดยไม่ดูแล อาจส่งผลต่อระบบทางเดินปัสสาวะส่วนบนได้

อย่างไรก็ตาม การดูแลไตไม่ได้มีแค่การไม่กลั้นปัสสาวะ เพราะยังมีพฤติกรรมทำร้ายไตอื่นๆ ที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน และควรเริ่มปรับตั้งแต่วันนี้

4 พฤติกรรมทำร้ายไตที่ควรระวัง

1. ดื่มน้ำน้อย และแทนน้ำเปล่าด้วยเครื่องดื่มหวานหรือคาเฟอีน

การดื่มน้ำไม่เพียงพอทำให้ปัสสาวะเข้มข้นขึ้น ไตจึงต้องทำงานหนักขึ้นในการขับของเสียออกจากร่างกาย National Kidney Foundation ระบุว่า น้ำช่วยให้ไตขับของเสีย และยังช่วยลดความเสี่ยงของนิ่วในไตและปัญหาทางเดินปัสสาวะบางชนิด

สิ่งที่ควรระวังคือหลายคนดื่มน้ำน้อย แต่ดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มรสหวานแทนเป็นประจำ เครื่องดื่มเหล่านี้อาจทำให้ได้รับน้ำตาลหรือพลังงานเกินความจำเป็น และในบางคนอาจกระทบต่อการควบคุมน้ำหนัก ความดันโลหิต หรือระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพไต

2. นอนดึกและพักผ่อนไม่พอเป็นเวลานาน

การนอนหลับไม่เพียงพอไม่ได้กระทบแค่ความง่วงหรือสมาธิ แต่ยังเกี่ยวข้องกับการทำงานของร่างกายหลายระบบ National Kidney Foundation ระบุว่า การทำงานของไตมีความสัมพันธ์กับวงจรหลับ-ตื่น ซึ่งช่วยจัดจังหวะภาระงานของไตตลอด 24 ชั่วโมง

หากนอนดึกเป็นประจำ ร่างกายอาจอยู่ในภาวะเครียดสะสมมากขึ้น และพฤติกรรมที่มักตามมาคือกินดึก ดื่มเครื่องดื่มหวาน หรือพักผ่อนไม่เป็นเวลา ซึ่งอาจส่งผลต่อความดันโลหิต น้ำหนักตัว และสุขภาพโดยรวมในระยะยาว

3. ใช้ยาแก้ปวดหรือยาแก้อักเสบเองบ่อยๆ

ยาบางชนิดช่วยบรรเทาอาการได้ แต่ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอเมื่อใช้บ่อยหรือใช้ผิดวิธี National Kidney Foundation ให้ข้อมูลว่า ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน นาพรอกเซน หรือยาในกลุ่มเดียวกัน อาจลดการไหลเวียนเลือดไปยังไต และเพิ่มความเสี่ยงต่อไตบาดเจ็บเฉียบพลันหรือทำให้โรคไตเรื้อรังแย่ลง โดยเฉพาะเมื่อใช้ขนาดสูงหรือใช้ต่อเนื่องนาน

ผู้ที่มีโรคไต ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่กินยาหลายชนิด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาแก้ปวดเป็นประจำ รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการซื้อยาสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ไม่ทราบแหล่งที่มา เพราะอาจมีสารปนเปื้อนหรือส่วนผสมที่เป็นภาระต่อไตได้

4. กินเค็มจัดและพึ่งพาอาหารแปรรูปมากเกินไป

อาหารเค็มจัดเป็นอีกพฤติกรรมทำร้ายไตที่พบได้ง่าย โดยเฉพาะอาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว น้ำจิ้ม ซอสปรุงรส และอาหารจานด่วนที่มักมีโซเดียมสูง

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO แนะนำให้ผู้ใหญ่บริโภคโซเดียมน้อยกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่าเกลือน้อยกว่า 5 กรัมต่อวัน เพราะการได้รับโซเดียมมากเกินไปสัมพันธ์กับความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไตเสื่อมได้

ดูแลไตอย่างไรให้เริ่มได้จริงในชีวิตประจำวัน

การดูแลไตไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเปลี่ยนชีวิตทั้งหมดในครั้งเดียว แต่ควรเริ่มจากพฤติกรรมเล็กๆ ที่ทำได้สม่ำเสมอ เช่น ดื่มน้ำเปล่าให้เหมาะกับร่างกาย ลดเครื่องดื่มหวาน ไม่กลั้นปัสสาวะจนเป็นนิสัย นอนให้เพียงพอ และลดอาหารเค็มจัด

นอกจากนี้ ควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร ไม่กินยาแก้ปวดต่อเนื่องเองโดยไม่จำเป็น และผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคไต ควรตรวจสุขภาพไตตามคำแนะนำของแพทย์

การกลั้นปัสสาวะนานๆ อาจไม่ดีต่อระบบทางเดินปัสสาวะ แต่พฤติกรรมทำร้ายไตที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ ดื่มน้ำน้อย นอนดึก ใช้ยาเองบ่อยๆ และกินเค็มจัด เพราะทั้งหมดอาจค่อยๆ เพิ่มภาระให้ไตโดยที่เราไม่รู้ตัว

หัวใจสำคัญคืออย่ารอให้มีอาการแล้วค่อยดูแล เพราะโรคไตระยะแรกมักเงียบ การปรับพฤติกรรมตั้งแต่วันนี้จึงเป็นวิธีง่ายที่สุดในการช่วยถนอมไตให้ทำงานได้ดีไปนานๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...