ศาลฎีกาฟัน “ศุภชัย โพธิ์สุ” ผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมครอบครองที่ดินรัฐ สั่งตัดสิทธิเลือกตั้งตลอดชีวิต
ศาลฎีกาฟัน “ศุภชัย โพธิ์สุ” ผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมครอบครองที่ดินรัฐ 220 ไร่ สั่งตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี
เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2569 ที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนิน ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ คมจ 2/2568 และคดีหมายเลขแดงที่ คมจ 3/2569 ระหว่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ร้อง กับ ศุภชัย โพธิ์สุ ผู้คัดค้าน
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจาก ป.ป.ช. ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2568 ขอให้ศาลวินิจฉัยว่า นายศุภชัย ซึ่งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายสมัย ได้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณียึดถือ ครอบครอง และทำประโยชน์ในที่ดินโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่แปลงป่าดงพะทาย ต.พะทาย อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม จำนวน 40 ใบจอง เนื้อที่รวม 220 ไร่ มูลค่าประมาณ 6.66 ล้านบาท
ศาลฎีกาวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า ป.ป.ช. มีอำนาจยื่นคำร้อง เนื่องจากกระบวนการไต่สวนเริ่มขึ้นในช่วงที่ผู้คัดค้านยังดำรงตำแหน่ง สส. และไม่เป็นกรณีที่พ้นจากตำแหน่งเกินกำหนดเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติ
สำหรับข้อเท็จจริงในคดี ศาลเห็นว่า แม้ในช่วงที่เข้าซื้อที่ดินดังกล่าว ผู้คัดค้านยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของรัฐในโครงการจัดสรรเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้และเกษตรกร การเข้าซื้อและครอบครองที่ดินจำนวนมากถึง 220 ไร่ ทั้งที่มีข้อห้ามการโอน ถือเป็นการแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องและความสุจริต
ศาลระบุว่า การซื้อขายที่ดินทั้ง 40 แปลงเป็นนิติกรรมที่ต้องห้ามตามกฎหมาย จึงตกเป็นโมฆะ และเมื่อผู้ได้รับสิทธิตามใบจองเดิมละทิ้งที่ดินและโอนสิทธิให้ผู้อื่น ที่ดินดังกล่าวย่อมกลับคืนสู่การเป็นที่ดินของรัฐ ไม่ได้ทำให้ผู้ครอบครองรายใหม่มีสิทธิออกเอกสารสิทธิหรือโฉนดได้โดยอัตโนมัติ
นอกจากนี้ ศาลยังเห็นว่า ภายหลังเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง ผู้คัดค้านยังคงยึดถือ ครอบครอง และใช้ประโยชน์จากที่ดินดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ทราบดีถึงสถานะและข้อจำกัดทางกฎหมาย ส่งผลให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง ขัดต่อเจตนารมณ์ของโครงการจัดสรรที่ดินของรัฐ และเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ระหว่างสถานะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับการบริหารจัดการทรัพยากรของรัฐ
แม้ภายหลังผู้คัดค้านจะมีหนังสือสละสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินจำนวน 39 แปลง แต่ศาลเห็นว่าเป็นการดำเนินการหลังถูกกล่าวหาและหลัง ป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวหาแล้ว จึงไม่ทำให้ความผิดสิ้นสุดลง
ศาลฎีกาจึงมีคำพิพากษาว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายศุภชัยตลอดชีวิต ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกตำแหน่ง และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา