โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ศาลฎีกาฟัน “ศุภชัย โพธิ์สุ” ผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมครอบครองที่ดินรัฐ สั่งตัดสิทธิเลือกตั้งตลอดชีวิต

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 11 มิ.ย. เวลา 10.07 น.

ศาลฎีกาฟัน “ศุภชัย โพธิ์สุ” ผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมครอบครองที่ดินรัฐ 220 ไร่ สั่งตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2569 ที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนิน ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ คมจ 2/2568 และคดีหมายเลขแดงที่ คมจ 3/2569 ระหว่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ร้อง กับ ศุภชัย โพธิ์สุ ผู้คัดค้าน

คดีดังกล่าวสืบเนื่องจาก ป.ป.ช. ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2568 ขอให้ศาลวินิจฉัยว่า นายศุภชัย ซึ่งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายสมัย ได้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณียึดถือ ครอบครอง และทำประโยชน์ในที่ดินโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่แปลงป่าดงพะทาย ต.พะทาย อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม จำนวน 40 ใบจอง เนื้อที่รวม 220 ไร่ มูลค่าประมาณ 6.66 ล้านบาท

ศาลฎีกาวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า ป.ป.ช. มีอำนาจยื่นคำร้อง เนื่องจากกระบวนการไต่สวนเริ่มขึ้นในช่วงที่ผู้คัดค้านยังดำรงตำแหน่ง สส. และไม่เป็นกรณีที่พ้นจากตำแหน่งเกินกำหนดเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติ

สำหรับข้อเท็จจริงในคดี ศาลเห็นว่า แม้ในช่วงที่เข้าซื้อที่ดินดังกล่าว ผู้คัดค้านยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของรัฐในโครงการจัดสรรเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้และเกษตรกร การเข้าซื้อและครอบครองที่ดินจำนวนมากถึง 220 ไร่ ทั้งที่มีข้อห้ามการโอน ถือเป็นการแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องและความสุจริต

ศาลระบุว่า การซื้อขายที่ดินทั้ง 40 แปลงเป็นนิติกรรมที่ต้องห้ามตามกฎหมาย จึงตกเป็นโมฆะ และเมื่อผู้ได้รับสิทธิตามใบจองเดิมละทิ้งที่ดินและโอนสิทธิให้ผู้อื่น ที่ดินดังกล่าวย่อมกลับคืนสู่การเป็นที่ดินของรัฐ ไม่ได้ทำให้ผู้ครอบครองรายใหม่มีสิทธิออกเอกสารสิทธิหรือโฉนดได้โดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้ ศาลยังเห็นว่า ภายหลังเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง ผู้คัดค้านยังคงยึดถือ ครอบครอง และใช้ประโยชน์จากที่ดินดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ทราบดีถึงสถานะและข้อจำกัดทางกฎหมาย ส่งผลให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง ขัดต่อเจตนารมณ์ของโครงการจัดสรรที่ดินของรัฐ และเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ระหว่างสถานะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับการบริหารจัดการทรัพยากรของรัฐ

แม้ภายหลังผู้คัดค้านจะมีหนังสือสละสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินจำนวน 39 แปลง แต่ศาลเห็นว่าเป็นการดำเนินการหลังถูกกล่าวหาและหลัง ป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวหาแล้ว จึงไม่ทำให้ความผิดสิ้นสุดลง

ศาลฎีกาจึงมีคำพิพากษาว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายศุภชัยตลอดชีวิต ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกตำแหน่ง และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...