โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

บริษัทระดับโลก แห่ย้ายฐานจากสิงคโปร์สู่มาเลเซีย รับต้นทุนต่ำ-สิทธิประโยชน์ภาษีดึงดูด

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 มิ.ย. เวลา 16.44 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. เวลา 09.44 น.

กระแสย้ายฐานธุรกิจจากสิงคโปร์สู่มาเลเซียเริ่มชัดเจนขึ้น หลังบริษัทระดับโลกหลายแห่งหันไปใช้มาเลเซียเป็นฐานการผลิตและปฏิบัติการเพื่อประหยัดต้นทุนและเข้าถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษี

วันที่ 11 มิถุนายน 2569 เวลา 16.02 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า บริษัทข้ามชาติหลายแห่งกำลังทยอยย้ายบางส่วนของธุรกิจจากสิงคโปร์ไปยังมาเลเซียในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สะท้อนแนวโน้มใหม่ของภาคธุรกิจโลกที่มุ่งลดต้นทุนการดำเนินงาน ควบคู่กับการแสวงหาสิทธิประโยชน์ทางภาษีและโอกาสเข้าถึงตลาดที่ใหญ่กว่า

หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ H&M ที่ประกาศในเดือนพฤษภาคมว่าจะย้ายสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากสิงคโปร์ไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ส่งผลกระทบต่อตำแหน่งงาน 78 ตำแหน่ง ขณะที่ Heineken เปิดเผยในเดือนมีนาคมว่าจะย้ายการผลิตส่วนใหญ่ของบริษัท Asia Pacific Breweries Singapore ไปยังโรงงานในมาเลเซียและเวียดนาม

นอกจากนี้ Gardenia ยังประกาศลดพนักงานในสิงคโปร์ 141 ตำแหน่ง หลังตัดสินใจย้ายสายการผลิตขนมปังไปยังมาเลเซีย โดยให้เหตุผลว่าต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและรักษาความสามารถในการแข่งขันในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทายมากขึ้น

ด้าน Yeo's ผู้ผลิตเครื่องดื่มรายใหญ่ของสิงคโปร์ ก็ประกาศเลิกจ้างพนักงาน 25 คน เพื่อรวมสายการผลิตกระป๋องไปยังมาเลเซีย แม้จะยังคงรักษาสำนักงานใหญ่ไว้ในสิงคโปร์ก็ตาม

ต้นทุนต่ำกว่า-สิทธิประโยชน์มากกว่า

นักวิเคราะห์มองว่าปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้บริษัทจำนวนมากเลือกขยายการดำเนินงานในมาเลเซีย คือความแตกต่างด้านต้นทุน

มาเลเซียมีค่าเช่า ค่าแรง และต้นทุนการดำเนินงานที่ต่ำกว่าสิงคโปร์อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังมีพื้นที่อุตสาหกรรมรองรับการขยายธุรกิจมากกว่า พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จูงใจนักลงทุน

หนึ่งในแรงผลักดันสำคัญคือโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์-สิงคโปร์ (Johor-Singapore Special Economic Zone: JS-SEZ) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 3,500 ตารางกิโลเมตร และมีเป้าหมายส่งเสริมการลงทุนใน 11 อุตสาหกรรมสำคัญ เช่น บริการธุรกิจ เศรษฐกิจดิจิทัล และการศึกษา

รัฐบาลมาเลเซียประกาศเมื่อต้นปี 2568 ว่าจะมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยบางอุตสาหกรรมสามารถเสียภาษีในอัตราต่ำเพียง 5%

ไม่ใช่การย้ายออกทั้งหมด แต่เป็นการแบ่งบทบาท

แม้หลายบริษัทจะย้ายสายการผลิตหรือศูนย์ปฏิบัติการไปยังมาเลเซีย แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าแนวโน้มดังกล่าวยังไม่ใช่การอพยพออกจากสิงคโปร์ครั้งใหญ่

บริษัทส่วนใหญ่ยังคงรักษาสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค ศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ศูนย์นวัตกรรม รวมถึงฝ่ายบริหารระดับสูงไว้ในสิงคโปร์ เนื่องจากยังเป็นศูนย์กลางด้านการเงิน เทคโนโลยี และบุคลากรทักษะสูงของภูมิภาค

ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดแรงงานมองว่ากลยุทธ์ของบริษัทในปัจจุบันคือการใช้สิงคโปร์และมาเลเซียควบคู่กันมากกว่าการเลือกประเทศใดประเทศหนึ่ง

กล่าวคือ สิงคโปร์จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านการบริหาร การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ การวิจัยและนวัตกรรม ขณะที่มาเลเซียจะรับบทเป็นฐานการผลิตและศูนย์ปฏิบัติการที่ใช้ต้นทุนต่ำกว่า

จับตาว่าเป็นย้ายออก หรือจับคู่ธุรกิจ

นักวิเคราะห์มองว่าสิ่งที่น่าจับตาในระยะต่อไปคือ บริษัทจะเลือกย้ายออกทั้งหมดจากสิงคโปร์ หรือใช้โมเดล Twinning หรือการแบ่งบทบาทระหว่างสองประเทศ

ภายใต้โมเดลดังกล่าว บริษัทจะยังคงเก็บงานมูลค่าสูง เช่น การบริหารจัดการ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และเทคโนโลยีไว้ในสิงคโปร์ ขณะที่ย้ายการผลิตและงานสนับสนุนไปยังมาเลเซีย

อย่างไรก็ตาม หากโครงการ JS-SEZ ประสบความสำเร็จอย่างเต็มรูปแบบ ก็อาจทำให้บริษัทจำนวนมากตัดสินใจย้ายฐานการดำเนินงานเพิ่มขึ้น เพื่อใช้ประโยชน์จากตลาดภายในประเทศของมาเลเซียที่มีขนาดใหญ่กว่าสิงคโปร์อย่างมาก และสร้างแรงกดดันใหม่ต่อสถานะของสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางธุรกิจของภูมิภาคในอนาคต

อ้างอิง : cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบรั้วอาเซียน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...