บริษัทระดับโลก แห่ย้ายฐานจากสิงคโปร์สู่มาเลเซีย รับต้นทุนต่ำ-สิทธิประโยชน์ภาษีดึงดูด
กระแสย้ายฐานธุรกิจจากสิงคโปร์สู่มาเลเซียเริ่มชัดเจนขึ้น หลังบริษัทระดับโลกหลายแห่งหันไปใช้มาเลเซียเป็นฐานการผลิตและปฏิบัติการเพื่อประหยัดต้นทุนและเข้าถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษี
วันที่ 11 มิถุนายน 2569 เวลา 16.02 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า บริษัทข้ามชาติหลายแห่งกำลังทยอยย้ายบางส่วนของธุรกิจจากสิงคโปร์ไปยังมาเลเซียในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สะท้อนแนวโน้มใหม่ของภาคธุรกิจโลกที่มุ่งลดต้นทุนการดำเนินงาน ควบคู่กับการแสวงหาสิทธิประโยชน์ทางภาษีและโอกาสเข้าถึงตลาดที่ใหญ่กว่า
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ H&M ที่ประกาศในเดือนพฤษภาคมว่าจะย้ายสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากสิงคโปร์ไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ส่งผลกระทบต่อตำแหน่งงาน 78 ตำแหน่ง ขณะที่ Heineken เปิดเผยในเดือนมีนาคมว่าจะย้ายการผลิตส่วนใหญ่ของบริษัท Asia Pacific Breweries Singapore ไปยังโรงงานในมาเลเซียและเวียดนาม
นอกจากนี้ Gardenia ยังประกาศลดพนักงานในสิงคโปร์ 141 ตำแหน่ง หลังตัดสินใจย้ายสายการผลิตขนมปังไปยังมาเลเซีย โดยให้เหตุผลว่าต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและรักษาความสามารถในการแข่งขันในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทายมากขึ้น
ด้าน Yeo's ผู้ผลิตเครื่องดื่มรายใหญ่ของสิงคโปร์ ก็ประกาศเลิกจ้างพนักงาน 25 คน เพื่อรวมสายการผลิตกระป๋องไปยังมาเลเซีย แม้จะยังคงรักษาสำนักงานใหญ่ไว้ในสิงคโปร์ก็ตาม
ต้นทุนต่ำกว่า-สิทธิประโยชน์มากกว่า
นักวิเคราะห์มองว่าปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้บริษัทจำนวนมากเลือกขยายการดำเนินงานในมาเลเซีย คือความแตกต่างด้านต้นทุน
มาเลเซียมีค่าเช่า ค่าแรง และต้นทุนการดำเนินงานที่ต่ำกว่าสิงคโปร์อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังมีพื้นที่อุตสาหกรรมรองรับการขยายธุรกิจมากกว่า พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จูงใจนักลงทุน
หนึ่งในแรงผลักดันสำคัญคือโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์-สิงคโปร์ (Johor-Singapore Special Economic Zone: JS-SEZ) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 3,500 ตารางกิโลเมตร และมีเป้าหมายส่งเสริมการลงทุนใน 11 อุตสาหกรรมสำคัญ เช่น บริการธุรกิจ เศรษฐกิจดิจิทัล และการศึกษา
รัฐบาลมาเลเซียประกาศเมื่อต้นปี 2568 ว่าจะมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยบางอุตสาหกรรมสามารถเสียภาษีในอัตราต่ำเพียง 5%
ไม่ใช่การย้ายออกทั้งหมด แต่เป็นการแบ่งบทบาท
แม้หลายบริษัทจะย้ายสายการผลิตหรือศูนย์ปฏิบัติการไปยังมาเลเซีย แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าแนวโน้มดังกล่าวยังไม่ใช่การอพยพออกจากสิงคโปร์ครั้งใหญ่
บริษัทส่วนใหญ่ยังคงรักษาสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค ศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ศูนย์นวัตกรรม รวมถึงฝ่ายบริหารระดับสูงไว้ในสิงคโปร์ เนื่องจากยังเป็นศูนย์กลางด้านการเงิน เทคโนโลยี และบุคลากรทักษะสูงของภูมิภาค
ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดแรงงานมองว่ากลยุทธ์ของบริษัทในปัจจุบันคือการใช้สิงคโปร์และมาเลเซียควบคู่กันมากกว่าการเลือกประเทศใดประเทศหนึ่ง
กล่าวคือ สิงคโปร์จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านการบริหาร การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ การวิจัยและนวัตกรรม ขณะที่มาเลเซียจะรับบทเป็นฐานการผลิตและศูนย์ปฏิบัติการที่ใช้ต้นทุนต่ำกว่า
จับตาว่าเป็นย้ายออก หรือจับคู่ธุรกิจ
นักวิเคราะห์มองว่าสิ่งที่น่าจับตาในระยะต่อไปคือ บริษัทจะเลือกย้ายออกทั้งหมดจากสิงคโปร์ หรือใช้โมเดล Twinning หรือการแบ่งบทบาทระหว่างสองประเทศ
ภายใต้โมเดลดังกล่าว บริษัทจะยังคงเก็บงานมูลค่าสูง เช่น การบริหารจัดการ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และเทคโนโลยีไว้ในสิงคโปร์ ขณะที่ย้ายการผลิตและงานสนับสนุนไปยังมาเลเซีย
อย่างไรก็ตาม หากโครงการ JS-SEZ ประสบความสำเร็จอย่างเต็มรูปแบบ ก็อาจทำให้บริษัทจำนวนมากตัดสินใจย้ายฐานการดำเนินงานเพิ่มขึ้น เพื่อใช้ประโยชน์จากตลาดภายในประเทศของมาเลเซียที่มีขนาดใหญ่กว่าสิงคโปร์อย่างมาก และสร้างแรงกดดันใหม่ต่อสถานะของสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางธุรกิจของภูมิภาคในอนาคต
อ้างอิง : cnbc.com