โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประวัติศาสตร์ ‘เมะ-เคะ’ จากคำเรียกของสาววาย สู่การนำมาใช้ในกลุ่ม LGBTQIA+

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 06 มิ.ย. เวลา 01.04 น. • เผยแพร่ 06 มิ.ย. เวลา 06.31 น.

เมะ-เคะ” กลายเป็นคำเรียกบทบาทสถานะคู่รักของกลุ่ม LGBTQIA+ เป็นคำที่ใช้เฉพาะกลุ่มในหมู่ “สาววาย” ซึ่งใช้กันมาตั้งแต่ยุค 90 แต่ปัจจุบันถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย และกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศก็โอบรับคำนี้มาใช้ด้วยเช่นกัน

‘เมะ-เคะ’ จุดกำเนิดของวัฒนธรรมวาย

จุดเริ่มต้นของ “วัฒนธรรมวาย” หรือ BL (Boys' Love) มีรากฐานมาจากประเทศญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1970 ที่เรียกว่า “ยาโออิ” ซึ่งเป็นคำประสมของวลี “yama nashi, ochi nashi, imi nash”i ที่แปลว่า “ไม่มีจุดสูงสุด ไม่มีจุดจบ และไม่มีความหมาย” เดิมทีใช้เป็นคำบอกประเภทของงานโดจินชิ ที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างชายหนุ่ม ต่อมาได้กลายเป็นคำที่ ใช้เรียกรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างชายรักชาย

อย่างไรก็ตาม ในระยะแรกกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศไม่มีส่วนร่วมเกิดขึ้นของวัฒนธรรมวาย เนื่องจากวัฒนธรรมนี้ถูกส่งต่อมาในหมู่ผู้หญิง ซึ่งเป็นทั้งผู้สร้างและผู้เสพคอนเทนต์ หรือที่เรียกว่า “สาววาย” โดยที่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนรักต่างเพศ ฉะนั้นเรื่องวายจึงไม่ไปเกี่ยวข้องกับ LGBTQIA+ เพราะเรื่องวายเป็นความสัมพันธ์ของผู้ชายที่รักกัน แต่ถูกจินตนาการขึ้นมาโดยผู้หญิงแล้วก็ถูกบริโภคโดยผู้หญิง

บทบาทของตัวละครหลักในการ์ตูนวายแบ่งเป็นสองประเภท โดยแฟน ๆ มักเรียกสั้น ๆ ว่า “เมะ” และ “เคะ” ซึ่ง “เมะมาจากคำว่าเซเมะ” (Seme - 攻め) มีความหมายตรงตัวว่า “ผู้กระทำ” หรือ “ผู้บุก” ในบริบทของสื่อบันเทิงวาย ตัวละครสายเมะมักถูกวางบุคลิกให้มีความเป็นชายสูง มีความมั่นใจ เป็นผู้นำ และมักเป็นฝ่ายเริ่มทำกิจกรรมทางเพศก่อนเสมอ รากศัพท์ของคำนี้ยังมีความเชื่อมโยงกับคำศัพท์ในวงการศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่น ซึ่งสะท้อนถึงภาพลักษณ์ของการเป็น “ฝ่ายรุก

ในทางกลับกัน คำว่า “เคะ” ที่ย่อมาจากคำว่าอูเคะ” (Uke - 受け) แปลว่า “ฝ่ายรับ” ตัวละครในกลุ่มนี้มักถูกนำเสนอผ่านภาพลักษณ์ที่ดูนุ่มนวลกว่า มีความอ่อนไหว และเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำในความสัมพันธ์ทางเพศ แม้ว่าในโลกแห่งความเป็นจริงความสัมพันธ์แบบชายรักชายจะมีความลื่นไหลและซับซ้อนกว่านั้น แต่ในวัฒนธรรมวายช่วงเริ่มต้น การแบ่งแยกบทบาทเคะ-เมะอย่างชัดเจนเปรียบเสมือนสูตรสำเร็จที่ทำให้กลุ่มผู้อ่านผู้หญิงเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครได้ง่ายขึ้น

ด้วยเหตุนี้ ในช่วงทศวรรษ 1990 ได้เกิดเหตุการณ์ “กรณีพิพาทยาโออิ” (Yaoi Ronsō) เมื่อนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเกย์ได้ออกมาวิจารณ์ว่า งานเขียนแนววายที่ผู้หญิงแต่งขึ้นถือเป็นการฉกฉวยอัตลักษณ์ของเกย์มาสร้างความบันเทิงโดยไม่คำนึงถึงความจริงทางสังคม ข้อพิพาทนี้ดำเนินอยู่หลายปีและกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สังคมเริ่มหันมามองความแตกต่างระหว่าง “โลกแฟนตาซีของสาววาย” กับ “ชีวิตจริงของเกย์” อย่างจริงจังมากขึ้น

ศัพท์ในวงการวายไทย

วัฒนธรรมวายหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงยุค 90 โดยเริ่มจากกลุ่มเล็ก ๆ ในหมู่แฟนคลับศิลปินญี่ปุ่น ที่นำโมเมนต์ความใกล้ชิดของศิลปินมาแต่งเป็นเรื่องสั้นหรือฟิกชัน หรือนำเรื่องแต่งมาแปล แล้วถ่ายเอกสารแจกกันอ่าน และพูดคุยกันผ่านเว็บบอร์ดต่าง ๆ เช่น Dek-D และ Thaiboyslove ซึ่งถือว่าเป็นยุคที่อุตสาหกรรมวายไทยยังอยู่ใต้ดินต่อให้มีหนังสือนิยายและมังงะวางขายในร้านหนังสือ แต่ก็ยังอยู่ต้องหลบอยู๋ในหลืบมุมร้าน

จุดเปลี่ยนสำคัญของวงการวายไทยเกิดขึ้นในปี 2014 เมื่อซีรีส์ “รักวุ่น วัยรุ่นแสบ Love Sick The Series” ออกอากาศผ่านช่องฟรีทีวี ซึ่งถือเป็นซีรีส์วายเต็มรูปแบบเรื่องแรกของไทย หลังจากนั้นในปี 2016 “SOTUS The Series พี่ว้ากตัวร้ายกับนายปีหนึ่ง” ก็ได้ออกอากาศตามมา และยิ่งทำให้ “ซีรีส์วาย” กลายเป็นที่รู้จักไปทั่ววงกว้างและมีผู้ชมไปทั่วโลก และมีการผลิตซีรีส์วายออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด จนประเทศไทยกลายเป็นนำในการส่งออกคอนเทนต์ประเภทนี้มาจนถึงปัจจุบัน

ในยุคแรกของวายไทย ตัวละครเคะ-เมะถูกประกอบสร้างขึ้น โดยนำความสัมพันธ์แบบชายหญิงมาครอบทับความสัมพันธ์แบบชายรักชาย โดยตัวละครเคะถูกเรียกอย่างว่า “นายเอก” ซึ่งแผลงมาจากคำว่านางเอก มีลักษณะภายนอกที่ดูตัวเล็ก ผิวขาว มีนิสัยอ่อนหวานคล้ายกับผู้หญิง และต้องคอยให้พระเอก (เมะ) ปกป้อง ซึ่งถือว่าเป็นการสร้าง “โลกในอุดมคติ” ที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของกลุ่มชายรักชายในสังคมไทย

ปฏิเสธไม่ได้ว่า กระแสบริโภคนิยมได้เปลี่ยนให้ตัวละครวายกลายเป็นสินค้าทางเพศอย่างหนึ่ง ทำให้นักแสดงนำในซีรีส์วายไทยส่วนใหญ่ต้องมีหน้าตาและรูปร่างที่ดีตามบรรทัดฐานความงามของสังคม สิ่งนี้ทำให้เรื่องราวของกลุ่มชายรักชายชายขอบ หรือคนทั่วไปที่ไม่ได้มีหน้าตาโดดเด่นถูกละเลยไปจากสื่อกระแสหลัก อีกทั้งยังสร้างภาพจำให้คนทั่วไปมองว่าเกย์ในอุดมคติคือคนที่มีความเป็นชายสูง (Masculine) และต้องแสดงออกให้ดูดีตลอดเวลา

นอกจากนี้ วงการวายไทยยังทำให้เกิด “คู่จิ้น” ซึ่งไม่มีในประเทศต้นกำเนิดอย่างญี่ปุ่น และหลาย ๆ ครั้งก็มีการเซอร์วิสโมเมนต์ให้แฟนคลับ จนบางครั้งคนเข้าใจว่าเป็นทั้งคู่คบกันนอกจอ หล่อเลี้ยงกระแสต่อหลังจากซีนีส์จบ อีกทั้งยังต่อยอดจัดงานแฟนมีตติ้ง คอนเสิร์ต รับพรีเซ็นเตอร์สินค้า สร้างรายได้ให้แก่นักแสดง ซึ่งพฤติกรรมนี้ก็นำมาสู่การเรียกร้องให้ยุติการ “ขายจิ้น” ที่ไม่มีความจริงใจ หรือที่เรียกว่า “Queerbaiting” จากผู้ชมและคนในคอมมูนิตี้บางส่วน

การยอมรับของ LGBTQIA+

เมื่อเข้าสู่ปี 2020 อุตสาหกรรมซีรีส์วายไทย ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อผู้ชมเริ่มตระหนักถึงประเด็นสิทธิและความหลากหลายทางเพศมากขึ้น ทำให้ซีรีส์วายเริ่มใส่ประเด็นทางสังคมที่กลุ่ม LGBTQIA+ ต้องเจอ เช่น ฐานะทางสังคม ความสัมพันธ์ในครอบครัว ปัญหาการทำงาน การสอดแทรกฉากการรณรงค์เพื่อสิทธิของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ การค้นหาตัวตน การยอมรับทางสังคม การเหยียดในชุมชน LGBTQIA+ รวมไปถึงสมรสเท่าเทียม เล่าเรื่องในหลากหลายแนวมากขึ้นไม่ได้เป็นเพียงซีรีส์แนวโรแมนติกรักใส ๆ ของวัยเรียนเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังเริ่มมีการสลัดภาพจำเคะ-เมะแบบเดิม ๆ เริ่มปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด ตัวละครเอกอาจไม่จำเป็นต้องผูกติดกับความเป็นชายตามขนบ เคะสามารถ “ออกสาว” ได้ หรือมีรูปร่างตัวสูงใหญ่กว่าเมะ ขณะเดียวกัน เมะก็สามารถเจ็บได้ร้องไห้เป็น ซึ่งเป็นการท้าทายแนวคิดความเป็นชายในอุดมคติ และครอบคลุมความหลากหลายในชุมชน LGBTQIA+ มากขึ้น (แม้ภายในคอมมูนิตี้จะยังมีการเกลียดกลัวความสาวอยู่ก็ตาม)

เมื่ออิงกับความเป็นจริง ลดจินตนาการของผู้แต่งลง ก็เริ่มทำให้เส้นแบ่ง “ซีรีส์วาย” กับ “ซีรีส์เกย์” พร่าเลือนจนแทบจะหายไปในปัจจุบัน แต่อุตสาหกรรมวายยังคงเผชิญกับการวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง “การฉกฉวยอัตลักษณ์” ของคนในคอมมูนิตี้ไปใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการตลาด นักวิชาการและคนในชุมชนยังคงเรียกร้องให้ผู้สร้างตระหนักถึงสิทธิทางการเมืองและการนำเสนอภาพลักษณ์ที่เป็นจริงมากขึ้น ไม่ใช่เพียงการจำลองโลกในอุดมคติที่ทุกคนยอมรับความเป็นเกย์ได้ทันที ซึ่งขัดกับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อวัฒนธรรมวายกลายเป็นกระแสหลัก ก็ทำให้คนทั่วไปเข้าใจกลุ่ม LGBTQIA+ มากขึ้น จนช่วยให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ผ่าน “กฎหมายสมรสเท่าเทียม” และกลายเป็น “ซอฟต์พาวเวอร์” ที่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศเป็นกอบเป็นกำ

ในปัจจุบัน ซีรีส์วายไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่ความรักของเพศชายกับเพศชายเท่านั้น ตอนนี้ “ซีรีส์แซฟฟิก” เพศหญิงที่มีความรู้สึกรักหรือดึงดูดทางเพศและโรแมนติกต่อเพศหญิงด้วยกัน หรือที่เรียกว่า “ยูริ” หรือ GL (Girls' Love) ก็กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งทำให้ตัวละครในเรื่องก็หลากหลายตามไปด้วย และมีรูปแบบความรักที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นความรักของคนข้ามเพศ ความรักของผู้หญิงกับคนข้ามเพศ หรือความรักของคนข้ามเพศด้วยกันเอง ซึ่งสะท้อนว่าวายไทยก้าวข้ามจากจินตนาการของผู้หญิง มาสู่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคม

ขณะเดียวกัน กลุ่ม LGBTQIA+ ก็เปิดรับวัฒนธรรมวายด้วยเช่นกัน เริ่มนำ “เมะ-เคะ” มาใช้บ่งบอกบทบาททางเพศของตนเอง ร่วมกับ “รุก” (Top) และ “รับ” (Bottom) คำศัพท์ดั้งเดิมที่ใช้ในคอมมูนิตี้โดยที่สามารถใช้ได้ทั้งชายและหญิง ต่างจากในญี่ปุ่น ที่ถึงแม้เซเมะและอูเคะจะไม่ใช่คำเชิงดูหมิ่น แต่ก็ไม่นิยมมาใช้เรียกกันในชีวิตจริง

ผ่านมากว่าสิบปี นับจากซีรีส์วายเรื่องแรกออกอากาศ วัฒนธรรมวายเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนจากเรื่องแต่งเพื่อความบันเทิงของสาววาย กลายเป็นกระบอกเสียงให้แก่กลุ่ม LGBTQIA+ แม้จะยังไม่ได้สะท้อนเรื่องราวทั้งหมดของคนในชุมชน แต่ก็ช่วยให้กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศมีพื้นที่ในสังคมมากกว่าที่เป็นมา ให้ทุกคนรับรู้ว่าพวกเขามีตัวตนอยู่จริง และไม่ได้ต้องการอะไรไปมากกว่าสิทธิที่มนุษย์ทุกคนพึงได้รับ

บทความโดย กฤตพล สุธีภัทรกุล
ที่มา: การประกอบสร้างตัวละครชายรักชายในซีรีส์วาย, Japan Gay Guide, The Momentum

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...