โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยืนยันบัตรคนจนใหม่4มิ.ย.

ไทยโพสต์

อัพเดต 3 มิถุนายน 2569 เวลา 4.33 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“ไทยช่วยไทยพลัส” ยังคึกคัก ยอดใช้จ่ายรวมทะลุ 2.5 พันล้านแล้ว ครม.ไฟเขียวเกณฑ์บัตรคนจนใหม่ เปิดยืนยันสิทธิ์ 4-21 มิ.ย. เคาะการคัดกรองสุดเข้ม เน้นหลักบุคคลไม่ใช่ครอบครัว “พระ-นักโทษ-นักเรียน-นักศึกษา-ข้าราชการ-ผู้รับบำนาญ-ผู้ถือหุ้น” หมดสิทธิ์ ห้ามมีห้องชุดรวม 35 ตารางเมตร บ้านต้องไม่เกิน 25 ตร.ว. และห้ามมีรถยนต์ ประกาศผลรอบใหม่ 17 ก.ค. “คมนาคม” เดินหน้าค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17-45 บาท หวังใช้ในปี 2570 จ่อชง ครม.สัปดาห์เป็นหัวเชื้อ “พิพัฒน์” รับเรื่องละเอียดอ่อนซื้อคืนสัมปทาน

เมื่อวันอังคารที่ 2 มิ.ย.2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงความคืบหน้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ว่าโครงการได้รับการตอบรับจากประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูล ณ วันที่ 2 มิ.ย.2569 เวลา 11.00 น. มียอดใช้จ่ายสะสมรวม 2,581.03 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้จ่ายของประชาชน 1,078.18 ล้านบาท และภาครัฐร่วมสนับสนุนการใช้จ่าย 1,502.85 ล้านบาท

“ผู้เข้าร่วมใช้จ่ายผ่านโครงการมีแล้วกว่า 10.09 ล้านคน เกิดรายการใช้จ่ายรวม 17.71 ล้านครั้ง ขณะที่มีร้านค้าเข้าร่วมและมีการใช้จ่ายผ่านโครงการแล้วกว่า 711,000 ร้านค้าทั่วประเทศ” น.ส.รัชดากล่าว

ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการทบทวนสิทธิ์สวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ว่า เป็นหลักเกณฑ์ของกระทรวงการคลัง ซึ่งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลังดูแลอยู่ ไม่ได้สั่งการอะไรเพิ่มเติม เพราะมีหลักเกณฑ์อยู่แล้ว ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ด้านนายเอกนิติระบุว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 โดยการดำเนินโครงการดังกล่าวถือเป็นการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่มีคุณสมบัติตรงตามกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง ให้ได้รับสิทธิ์สวัสดิการพื้นฐานของภาครัฐและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า จะเปิดให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปัจจุบัน 13.18 ล้านคน ลงทะเบียนยืนยันสิทธิ์เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติตามเกณฑ์ใหม่ของโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 4-21 มิ.ย.นี้ ผ่านช่องทางต่างๆ ได้แก่ แอปพลิเคชันเป๋าตัง และแอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์ของโครงการ: https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th เครื่อง ATM ของบริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), ธนาคารออมสิน, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) หรือไอแบงก์

นายลวรณกล่าวต่อว่า การลงทะเบียนจะทำควบคู่ไปกับกลไกของกระทรวงมหาดไทยเพื่อเก็บตกกลุ่มเปราะบางที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ไม่ได้รับข่าวสาร หรือเข้าไม่ถึงข้อมูลการลงทะเบียนโครงการไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม โดย มท., กรุงเทพมหานคร (กทม.) และเมืองพัทยาจะสำรวจผู้ตกหล่นตามฐานข้อมูลความจําเป็นพื้นฐานของกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) หรือระบบสมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และลงทะเบียนข้อมูล ผ่านระบบตรวจสอบข้อมูลผู้ตกสำรวจการได้รับสิทธิ์สวัสดิการแห่งรัฐของ มท. โดยเจ้าหน้าที่ของมหาดไทย กทม. และเมืองพัทยาจะอำนวยความสะดวกรับลงทะเบียนในพื้นที่โดยตรง

เคาะเกณฑ์คนจนเข้ม

สำหรับเกณฑ์การคัดกรองนั้นจะเป็นเกณฑ์ใหม่ ซึ่งจะใช้ข้อมูลรายบุคคลแทนการใช้ข้อมูลแบบครอบครัว ซึ่งเป็นเกณฑ์เดิม เพื่อประโยชน์ในเรื่องของความแม่นยำ สามารถคัดกรองคนที่จนจริงและจนไม่จริงได้อย่างชัดเจนมากขึ้น โดยเกณฑ์ใหม่ ประกอบด้วย ต้องเป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทยและมีอายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และต้องไม่เป็นบุคคลดังต่อไปนี้ ภิกษุ สามเณร, นักพรต หรือนักบวช, ผู้ต้องขัง, ผู้ถูกกักกัน, ผู้ต้องกักขัง, บุคคลที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐ, นักเรียน, นักศึกษา, ข้าราชการ, พนักงานราชการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่มีรายได้เกิน 100,000 บาทต่อปี, ผู้รับบำนาญ เบี้ยหวัด หรือบำเหน็จรายเดือนจากภาครัฐ, ผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท หรือหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน ได้แก่ ผู้มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์หรือถือครองตราสารหนี้, ผู้มีกรมธรรม์ประกันชีวิตประเภทสามัญและชำระเบี้ยประกันตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปีขึ้นไป และผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิ์ลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร

นอกจากนี้ต้องมีรายได้หรือมีการจ่ายเงินให้แก่บุคคลใดไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ต้องไม่มีบัตรเครดิต ต้องไม่มีวงเงินสินเชื่อรวมทุกประเภทเกิน 100,000 บาท โดยจะใช้ข้อมูลในเดือน พ.ค.2569 เป็นหลัก ต้องไม่มีเงินฝาก สลาก รวมกันเกิน 100,000 บาทต่อปี ต้องไม่เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ ห้องชุดรวมกันทุกแห่งต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 35 ตารางเมตร, บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ห้องแถว และตึกแถว รวมกันทุกแห่ง ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา, กรณีเป็นเกษตรกร ที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 10 ไร่ และกรณีไม่ได้เป็นเกษตรกร มีที่ดินและที่อยู่อาศัยรวมกันไม่เกิน 1 ไร่ รวมทั้งต้องไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์หรือยานพาหนะอื่น ยกเว้นรถจักรยานยนต์ที่มีขนาดความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 300 ซีซี รถยนต์สามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง หรือรถใช้งานเกษตรกรรม ประเภทละไม่เกิน 1 คัน

“การปรับเกณฑ์มาใช้แบบบุคคล ไม่รวมกับครอบครัว พี่ น้อง พ่อ แม่ ครั้งนี้ ประโยชน์ที่จะได้เลยคือความแม่นยำ เพราะก่อนหน้านี้ที่เป็นเกณฑ์แบบครอบครัวจะได้ข้อมูลที่ค่อนข้างเบลอ บางคนฐานะดี บางคนฐานะไม่ดี แต่เมื่อรวมกันทั้งครอบครัวแล้วกลายเป็นว่าได้บัตรสวัสดิการไปทั้งหมด ทำให้มีคำถามอยู่เสมอว่าทำไมบ้านนี้ไม่จนจริง แต่ได้รับ ขณะที่อีกบ้านจนจริง แต่ไม่ได้รับ แต่รอบนี้หากเข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งก็จะถูกปัดตกทันที ทำให้เชื่อมั่นว่าผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการรอบนี้จะน้อยกว่า 13.18 ล้านคนแน่นอน และเกณฑ์บุคคลครั้งนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับรัฐบาลในอนาคตที่จะทำมาตรการทางภาษีและสวัสดิการที่รัฐบาลโอนเงินช่วยเหลือให้แก่ผู้มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ (Negative Income Tax : NIT) เป็นสิ่งที่กระทรวงการคลังตั้งใจจะทำให้สำเร็จในอนาคตอันใกล้ เพราะเรื่องนี้ต้องได้ข้อมูลรายบุคคลที่ชัดเจนก่อน และการดำเนินการครั้งนี้ผ่านระบบดิจิทัล ซึ่งจะทำให้มีความสะดวกในการทบทวนผู้ได้รับสิทธิ์ ซึ่งสามารถคัดกรองใหม่ได้อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือมากกว่านั้น” นายลวรณกล่าว

ประกาศผล 17ก.ค.

ปลัดกระทรวงการคลังระบุอีกว่า จะประกาศผลผู้ลงทะเบียนภายในวันที่ 17 ก.ค.2569 ผ่านช่องทางแอปพลิเคชันเป๋าตัง และแอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง พร้อมทั้งเปิดให้ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ แต่ยังไม่เคยมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาก่อน เข้าไปยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่ประกาศผลผ่านช่องทางแอปพลิเคชันเป๋าตัง และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง และสามารถใช้สิทธิ์สวัสดิการตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2569 เป็นต้นไป ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ สามารถอุทธรณ์ผลการตรวจสอบผ่านช่องทางแอปพลิเคชันเป๋าตัง และแอปพลิเคชันทางรัฐ เว็บไซต์ https://welfare.mof.go.th หรือ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง ได้ตั้งแต่วันที่ 17-31 ก.ค.2569 โดยต้องไปแก้ไขข้อมูลที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติที่หน่วยตรวจสอบคุณสมบัติตามที่ได้รับแจ้งให้ครบทุกเกณฑ์ ภายในวันที่ 16 ส.ค.2569 และจะประกาศผลการอุทธรณ์ดังกล่าวในวันที่ 14 ก.ย.2569 ซึ่งผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติในรอบอุทธรณ์สามารถยืนยันตัวตนได้ตั้งแต่วันที่มีการประกาศผล และใช้สิทธิ์สวัสดิการได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ผู้ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและยืนยันตัวตนแล้วจะได้รับสวัสดิการต่างๆ ได้แก่ วงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษาและวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรม จากร้านธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และร้านอื่นๆ ตามที่กระทรวงพาณิชย์ 300 บาทต่อคนต่อเดือน, วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้มจากร้านค้าตามที่กระทรวงพลังงานกำหนด 80 บาทต่อคนต่อ 3 เดือน, วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ จำนวน 750 บาทต่อคนต่อเดือน, มาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้า อุดหนุนค่าไฟฟ้าจำนวน 315 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน กรณีที่ใช้ไฟฟ้าเกินวงเงินที่กำหนด ผู้ที่ได้รับสิทธิ์จะเป็นผู้รับภาระค่าไฟฟ้าทั้งหมด และมาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำประปา อุดหนุนค่าน้ำประปา 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน กรณีที่ใช้น้ำประปาเกิน 100 บาท แต่ไม่เกิน 315 บาท ผู้ที่ได้รับสิทธิ์ยังคงได้รับการสนับสนุนในวงเงิน 100 บาท และต้องชำระส่วนที่เกิน 100 บาท ด้วยตนเอง แต่หากใช้น้ำประปาเกิน 315 บาท ผู้ที่ได้รับสิทธิ์จะเป็นผู้รับภาระค่าน้ำประปาทั้งหมด

นายอนุทินยังให้สัมภาษณ์ถึงการเรียกรัฐมนตรีขึ้นไปหารือบนตึกไทยคู่ฟ้าว่า ได้ให้ผู้อำนวยการสำนักงานงบประมาณมาสรุปรายละเอียดให้กับรองนายกฯ และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องรับทราบเกี่ยวกับงบประมาณปี 2540 ซึ่งไม่มีข้อกังวลอะไรเป็นพิเศษ ทุกอย่างเป็นไปตามกรอบวงเงิน ซึ่งปีนี้มากกว่าปีที่แล้วเพียง 7 พันล้านบาท ซึ่งค่อนข้างจำกัด จึงกำชับให้ทุกหน่วยงานใช้งบให้เกิดประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ และกระจายให้ถึงประชาชนให้ได้มากที่สุด

น.ส.รัชดากล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ของหน่วยรับงบประมาณตามที่สำนักงบประมาณเสนอ วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท ประกอบด้วย รายจ่ายประจำ 2,786,367.1363 ล้านบาท รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 71,038.0403 ล้านบาท รายจ่ายลงทุน 789,171.5383 ล้านบาท และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 151,520 ล้านบาท

15 ก.ค.ทูลเกล้าฯ ถวายโอนงบ

น.ส.รัชดายังกล่าวว่า ครม.ยังมีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์และแนวทางการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 พร้อมปฏิทินการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เพื่อโอนงบรายจ่ายของหน่วยรับงบที่หมดความจำเป็น หรือชะลอการดำเนินการได้เป็นค่าใช้จ่ายในการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วน โดยคาดว่าวันที่ 15 ก.ค. จะนำร่าง พ.ร.บ.โอนฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย

โฆษกประจำสำนักนายกฯ ยังแถลงว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินโอนเงินเข้าบัญชีสะสมเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ชดใช้ความเสียหายของกองทุนฟื้นฟูฯ ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เพิ่มเติม 18,000 ล้านบาท โดยให้กองทุนฟื้นฟูฯ ทยอยโอนเงินดังกล่าวเข้าบัญชีสะสม ตามปริมาณสภาพคล่องของกองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่ง ครม.เคยมีมติอนุมัติให้โอนเงินหรือสินทรัพย์ของกองทุนฟื้นฟูฯ เพื่อชำระคืนต้นเงินกู้และดอกเบี้ย FIDF 1 และ FIDF 3 มาแล้ว 27 ครั้ง (ปีงบ 2546-2569) วงเงินรวม 279,042 ล้านบาท

น.ส.รัชดายังกล่าวว่า ภายหลังประชุม ครม. นายอนุทินได้มีข้อสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเจรจาด้านภาษีกับสหรัฐอเมริกาให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว โดยมอบหมายให้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ เร่งนำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนการเจรจา ก่อนอัตราภาษีปัจจุบันจะสิ้นสุดลง ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วงวันที่ 24 ก.ค.นี้

วันเดียวกัน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม (คค.) กล่าวถึงนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17-45 บาทตลอดสาย ว่า คาดว่าจะเสนอให้ ครม.ในสัปดาห์หน้าเพื่อพิจารณารับทราบในหลักการเท่านั้น ยังไม่ใช่การอนุมัติ แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้น โดยเฉพาะการตั้งโต๊ะเจรจากับภาคเอกชนเกี่ยวกับแนวทางการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า และการบริหารจัดการระบบร่วมกัน โดยเป้าหมายสำคัญคือลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยต้องการให้ผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าเดินทางข้ามสายหรือเปลี่ยนเส้นทางได้โดยเสียค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว ต่างจากปัจจุบันที่เมื่อเปลี่ยนสายหรือเปลี่ยนสีรถไฟฟ้าต้องชำระค่าแรกเข้าใหม่ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูงขึ้น

สำหรับแนวทางการจัดหาเงินทุนเพื่อซื้อคืนสัมปทานนั้นได้วางไว้ 2 แนวทางหลัก โดยแนวทางแรกคือการระดมทุนผ่านกองทุน Thailand Future Fund ซึ่งได้หารือร่วมกับกระทรวงการคลังแล้ว โดยต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี ส่วนแนวทางที่สอง คือให้เอกชนเข้ามาบริหารเดินรถต่อไปในลักษณะผู้รับจ้างบริหาร แต่ต้องโอนสิทธิ์สัมปทานกลับมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ก่อน เพื่อให้ภาครัฐกำหนดนโยบายค่าโดยสารร่วมทั้งระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และดำเนินมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนได้จริง

“ในระหว่างเจรจากับภาคเอกชนยังไม่แล้วเสร็จ กระทรวงกำลังพิจารณาแนวทางประกาศใช้อัตราค่าโดยสารแบบใหม่ก่อน โดยค่าโดยสารเริ่มต้น 17 บาท และไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว หรือหนึ่งขาเดินทาง ไม่ว่าผู้โดยสารจะเปลี่ยนสายกี่ครั้งก็ตาม แต่หากเดินทางกลับก็คิดค่าโดยสารใหม่อีกหนึ่งเที่ยว ซึ่งแตกต่างจากมาตรการรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายสีแดงในปัจจุบันที่กำหนดอัตรา 40 บาทตลอดวัน สามารถขึ้นลงได้ไม่จำกัดเที่ยว”

รับตีค่ารถไฟฟ้าซับซ้อน

นายพิพัฒน์กล่าวอีกว่า การประเมินมูลค่าการซื้อคืนสัมปทานเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน โดยเฉพาะรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่เหลืออายุสัมปทานอีกเพียง 3 ปี และสิ้นสุดในปี 2572 หากซื้อคืนในราคาที่สูงเกินไป อาจถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าและการเอื้อประโยชน์แก่เอกชนได้ ดังนั้นรัฐบาลต้องชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการลดค่าโดยสารทันทีกับภาระและต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นจากการซื้อคืนสัมปทานก่อนครบกำหนด ส่วนสัมปทานของ BEM ซึ่งยังมีอายุเหลืออีกเป็นเวลานานจนถึงช่วงปี 2593-2596 นั้น จะต้องใช้รูปแบบการเจรจาที่แตกต่างออกไป เนื่องจากมีเงื่อนไขทางสัญญาและมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูงกว่า

“หลักการสำคัญในระยะยาวคือการรวบรวมสิทธิ์การบริหารจัดการระบบรถไฟฟ้าทั้งหมดกลับมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ รฟม. ในฐานะหน่วยงานกลาง เพื่อให้สามารถกำหนดนโยบายค่าโดยสารร่วมทั้งระบบได้อย่างเป็นเอกภาพ ขณะที่รายละเอียดการคำนวณมูลค่าสัมปทาน การแบ่งผลประโยชน์ และกลไกชดเชยต่างๆ ยังต้องศึกษาทางการเงินอย่างละเอียด โดยให้กระทรวงการคลังและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และคณิตศาสตร์การเงินเข้ามาร่วมพิจารณา เพื่อให้เกิดความเหมาะสม โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย พร้อมคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นสำคัญ” นายพิพัฒน์ระบุ

ด้าน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวว่า สาระสำคัญที่จะเสนอ ครม.ในวันอังคารที่ 9 มิ.ย.นี้ ประกอบด้วย 1.ยกเลิกแนวทางดำเนินโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายในระยะที่ 2 2.ยกเลิกมติ ครม.ที่มอบหมายให้ DGA ดำเนินการพัฒนาระบบ Clearing House 3.กำหนดนโยบายค่าโดยสารใหม่ 17-45 บาทต่อเที่ยว 4.รับทราบผลการประชุมคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ที่เห็นชอบให้รวมการบริหารรถไฟฟ้าสายสีเขียว สายสีทอง เข้าสู่ระบบของ รฟม. 5.มอบหมายหน่วยงานเจ้าของสัมปทานเจรจาปรับรูปแบบค่าแรกเข้าให้เหลือครั้งเดียวตลอดการเดินทาง 6.ให้ กทม.เร่งถ่ายโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีทอง พร้อมภาระหนี้สินให้ รฟม. และ 7.มอบหมายให้กระทรวงการคลังพิจารณารูปแบบผู้ดำเนินการระบบ Clearing House ใหม่

“นโยบาย 17-45 บาทต่อเที่ยวมีเป้าหมายเริ่มดำเนินการใช้ได้ภายในปี 2570 ซึ่งอัตราค่าโดยสาร 17-45 บาท นั้นเป็นตัวเลขที่กรมการขนส่งทางราง (ขร.) จัดทำขึ้นภายใต้หลักการไม่สร้างภาระทางการคลังมากจนเกินไป” นายสิริพงศ์กล่าว.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...