โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปิดฉากความขัดแย้งทางการเมือง 2 ทศวรรษ "ทวี สุรฤทธิกุล" ชี้ "พรบ.นิรโทษกรรม" นับหนึ่งสู่ความปรองดอง

สยามรัฐ

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา

">

รายการสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ออกอากาศเมื่อวันที่ 8 ก.ค.69เจาะลึกทิศทาง "พ.ร.บ. นิรโทษกรรม" กับ"ผศ.ทวี สุวฤทธิ์กุล" อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในวันที่ความขัดแย้งกว่า 20 ปีเริ่มคลี่คลาย เพื่อร่วมกัน "นับหนึ่งใหม่" และปิดฉากบาดแผลทางใจที่สืบเนื่องมาอย่างยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ เมื่อมีการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ชุมนุมทางการเมือง ตั้งแต่ปี 2548 จนถึง2569 จากนี้อีกไม่นาน กฎหมายฉบับนี้จะออกมามีผลบังคับใช้ ภายหลังผ่านการพิจารณาจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ไปเรียบร้อยแล้ว

-ในฐานะที่อาจารย์คลุกคลีอยู่ในวงการรัฐศาสตร์และเคยร่วมสังเกตการณ์การชุมนุมมาด้วย อาจารย์มองภาพรวมของร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้อย่างไรบ้าง?

หากมองย้อนกลับไป ประเด็นเรื่องการนิรโทษกรรมถือเป็นปัญหาเรื้อรังในการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน ผมสนใจเรื่องนี้มาตั้งแต่ช่วงการปฏิรูปการเมืองปี 2540 ซึ่งตอนนั้นเรามีรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่พยายามแก้ปัญหาเรื่องการนิรโทษกรรมให้กับการรัฐประหารซึ่งมักเกิดขึ้นซ้ำซาก แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงปี 2548-2549 ความขัดแย้งได้เปลี่ยนรูปแบบไปเป็นการประท้วงของกลุ่ม "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" หรือเสื้อเหลือง และฝ่ายเสื้อแดง ซึ่งนำไปสู่ความสูญเสียอย่างรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

กฎหมายนิรโทษกรรมฉบับปัจจุบันจึงถูกเสนอขึ้นเพื่อมุ่งหวังจะ ปิดฉากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานกว่า 20 ปี และสร้างความสามัคคีปรองดองในชาติ แม้ที่ผ่านมาบ้านเมืองเราจะไม่ได้เกิดสงครามกลางเมืองขนาดใหญ่ที่มีคนตายเป็นหมื่น แต่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้สร้าง "บาดแผลทางใจ" ที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังปัญหาด้านอื่น ๆ ของประเทศ

-เวลาพูดถึงคำว่า "นิรโทษกรรม" มักจะเกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงในทันที มีเหตุผลอะไรที่ทำให้คนรู้สึกระแวงกฎหมายนี้?

ปัญหานี้สืบเนื่องมาจากบทเรียนในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงรัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มีการเสนอการนิรโทษกรรมแบบ "สุดซอย" หรือการเหมาเข่ง เหตุการณ์นั้นทำให้ภาพลักษณ์ของกฎหมายนิรโทษกรรมที่ควรจะเป็นเรื่องดี กลายเป็นสิ่งที่คนมองว่าไม่ยุติธรรมและสร้างความไม่เชื่อมั่นขึ้นมาทันที

ด้วยเหตุนี้ ในปัจจุบันจึงมีการพยายามเลี่ยงไปใช้ชื่ออื่น เช่น "ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข" เพื่อช่วยลดแรงกดดันและแรงปะทะทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นเมื่อได้ยินคำเดิม อย่างไรก็ตาม เป้าหมายหลักยังคงเป็นการสะสางคดีความจากการชุมนุมทางการเมืองเพื่อไม่ให้เกิดตราบาปทิ้งไว้ให้กับคนรุ่นหลัง

-มองสถานการณ์ "สงครามเสื้อสี" ในตอนนี้ว่าคลี่คลายไปในทิศทางไหนแล้ว?

ในมุมมองของผม ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปมาก ความขัดแย้งระหว่างสีเสื้อแบบเดิมนั้นเบาบางลงหรือที่เรียกว่า "เสื้อสีตก" ตัวอย่างเช่น กลุ่มคนเสื้อแดงบางส่วนก็เริ่มเปลี่ยนไปอยู่กลุ่มสีน้ำเงินหรือสีเขียว ขณะที่กลุ่มเสื้อเหลืองหรือ กปปส. ก็ไม่ได้มีการรวมตัวที่เข้มแข็งเหมือนแต่ก่อน

ส่วนกลุ่มเคลื่อนไหวในระยะหลังที่เราเห็น คือกลุ่มที่เรียกว่า "ม็อบส้ม" ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่อาจจะยังขาดประสบการณ์ทางการเมืองบ้าง แต่ภาพรวมในตอนนี้คือสังคมไทยส่วนใหญ่ต้องการเห็นความปรองดองมากกว่าการต่อสู้กันบนท้องถนน และไม่อยากให้คนรุ่นใหม่ต้องมารับเคราะห์กรรมจากความขัดแย้งที่คนรุ่นเก่าเป็นคนสร้างขึ้น

-ประเด็นเรื่องมาตรา 112 ที่ไม่ได้ถูกรวมอยู่ในการนิรโทษกรรมฉบับนี้ อาจารย์มีความเห็นว่าควรจัดการอย่างไรเพื่อให้เกิดความยุติธรรม และเมื่อเป็นเช่นนี้จะเท่ากับว่าเป็นการแยกปลาออกจากน้ำ ด้วยหรือไม่

การจะ "แยกปลาออกจากน้ำ" หรือแยกคดีมาตรา 112 ออกจากมูลเหตุจูงใจทางการเมืองนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะต้องยอมรับว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใด มักมีการอ้างถึงหรืออิงกับสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เสมอ

สิ่งที่ผมเห็นว่าควรทำคือ การแยก "ตัวการใหญ่" ออกจาก "ผู้ร่วมกระทำ" หรือ "ปลาซิวปลาสร้อย" ให้ชัดเจน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมเพราะกระแสสังคมหรือถูกชักจูง ซึ่งศาลในปัจจุบันเริ่มมีแนวทางการวินิจฉัยที่คลี่คลายลง

โดยมองไปที่เจตนาว่าเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพทางการเมืองทั่วไป เช่น การติดสติ๊กเกอร์รณรงค์ ไม่ใช่เจตนาทำร้ายหรือดูหมิ่นสถาบัน หากกฎหมายนิรโทษกรรมสามารถแยกแยะจุดนี้ได้และมองไปที่ผลประโยชน์ระยะยาว ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

- เมื่อกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ เท่ากับว่า จะมี "ผู้เล่นทางการเมือง" รุ่นเก่า ๆ จะกลับมาเคลื่อนไหว อีก

ผมไม่คิดว่าน่ากังวล สำหรับคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ แม้จะยังมีความสนใจทางการเมือง แต่คนใกล้ชิดยืนยันว่าท่านมองว่า "ไม่ใช่ยุคสมัยของท่านแล้ว" เช่นเดียวกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่ปัจจุบันอายุมากแล้วและกลุ่มแฟนคลับของท่านเองก็หันมาพูดเรื่องการสร้างความสมานฉันท์เพื่อเป็นของขวัญให้กับท่านมากกว่าจะออกมาเคลื่อนไหวรุนแรง

สำหรับคุณทักษิณ ชินวัตร เอง ผมสังเกตเห็นว่าท่านมีการ "ปรับบุคลิก" ให้ลดความโอหังหรือความมั่นใจที่เกินพอดีลง เพื่อให้สังคมยอมรับได้มากขึ้น การที่ท่านเก็บตัวเงียบและไม่เข้ามาควบคุมพรรคเพื่อไทยโดยตรงในตอนนี้ ถือเป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของพรรคและบรรยากาศทางการเมืองโดยรวม

-รัฐบาลชุดนี้ดูเหมือนจะได้เปรียบเพราะไม่เจอ "ม็อบบนท้องถนน" เลย มองว่านี่คือสัญญาณที่ดีของเสถียรภาพรัฐบาล หรือไม่ ?

แม้จะไม่มีม็อบมาปิดล้อมถนนเหมือนในอดีต แต่รัฐบาลต้องระวังสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้น คือ "ม็อบแห่งความเบื่อหน่าย" หรือ "ม็อบโซเชียล" สังคมปัจจุบันคือสังคมแบบ "ปากต่อปาก" (Mouth to Mouth) ที่สามารถสร้างกระแสข่าวสารให้กระจายไปได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง

จะเห็นได้ว่าคะแนนนิยมของรัฐบาลและตัวนายกรัฐมนตรีในโพลต่าง ๆ ตกลงอย่างน่าเป็นห่วง ทั้งที่เพิ่งบริหารงานได้เพียงไม่กี่เดือน รัฐบาลเองก็เริ่มกังวลจนต้องกำชับให้รัฐมนตรีเร่งออกสื่อเพื่อสื่อสารกับประชาชนมากขึ้น ดังนั้น การที่ไม่มีม็อบบนถนนไม่ได้แปลว่ารัฐบาลจะอยู่ได้อย่างสบาย หากไม่สามารถบริหารความรู้สึกและความคาดหวังของประชาชนในโลกออนไลน์ได้

-อาจารย์คาดหวังจะเห็นผลลัพธ์อย่างไรจากกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้?

ผมหวังว่ากฎหมายฉบับนี้จะเป็น "การนับหนึ่งใหม่" เพื่ออนาคตของลูกหลาน เราควรวางรากฐานให้มั่นคงเพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้โดยไม่มีบาดแผลทางใจตกทอดไปอีก และผมคาดหวังว่าการนิรโทษกรรมครั้งนี้จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการนำไปสู่ การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มีความเป็นธรรม โดยเฉพาะการบัญญัติให้การรัฐประหารเป็นความผิดที่ร้ายแรงและไม่ควรมีการนิรโทษกรรมให้ผู้ทำรัฐประหารในอนาคต

-ในช่วงที่ผ่านมามีกระแสข่าวเกี่ยวกับ "นายกฯ สำรอง" และ "สูตรจัดตั้งรัฐบาลใหม่"

ตอนนี้ในสภาเริ่มมีการกลมกลืนเข้าหากันในแบบที่คาดไม่ถึงครับ มีกระแสข่าวว่าหากคุณอนุทิน ไปต่อไม่ไหว อาจมีการ "รวมขั้ว" ของพรรคการเมืองฝ่ายต่างๆ ในสูตรใหม่ เช่น พรรคเพื่อไทย (สีแดง) จับมือกับพรรคกล้าธรรม ของร้อยเอกธรรมนัส เพราะท่านเป็นลูกน้องเก่าคุณทักษิณ แล้วไปรวมกับสีอื่นเพื่อโค่นพรรคภูมิใจไทย (สีน้ำเงิน)

นอกจากนี้ ผมมองว่าพรรคประชาชน (ส้ม) หรือแม้แต่ประชาธิปัตย์ (ฟ้า) ก็มีโอกาสรวมในสูตรนี้ได้ ในขณะที่คุณอนุทินเองก็เริ่มเจอแรงกดดันจากคดีในท้องถิ่น และมีข่าวความขัดแย้งกับคนใหญ่คนโตภายในพรรคภูมิใจไทยเอง ซึ่งหากคุณอนุทินแบกรับไม่ไหว ท่านยังมี "ไพ่ตาย" คือการ ยุบสภา ในช่วงปลายปี 2568 เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่และลอยตัวจากความขัดแย้งครับ

-มีคนเปรียบเทียบการทำงานของรัฐบาลกับ "คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์" อาจารย์มองว่าคุณชัชชาติมีโอกาสจะลงสนามการเมืองระดับประเทศไหม?

สำหรับ คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ท่านมีจุดขายที่ชัดเจนคือสโลแกน "ทำงาน ทำงาน ทำงาน" ซึ่งคนมักนำไปเปรียบเทียบกับรัฐบาลว่า "พูดมากกว่าทำ" จนมีคนตั้งฉายาให้ท่านเป็น "ผู้ว่าฯ กอลิลล่า" ในเชิงบวกที่สื่อถึงความแข็งแรงและเอาจริงเอาจัง

แต่ความเห็นส่วนตัวของผม ไม่เชื่อว่าคุณชัชชาติจะลงเล่นการเมืองสนามใหญ่ เพราะการเมืองระดับประเทศมันเหมือน "มหาสมุทร" ที่ต้องเจอฉลามและประเด็นที่ซับซ้อนกว่า กทม. มาก การเป็นผู้ว่าฯ กทม. เหมือนเล่นในสระน้ำหน้าบ้านหลังบ้าน

หากท่านลงสนามใหญ่จริง ท่านอาจจะต้องไปตั้งพรรคใหม่ เพราะในพรรคเพื่อไทยเองตอนนี้คุณแพทองธารก็ดูโดดเด่นกว่า ผมคิดว่าคนฉลาดอย่างท่าน เมื่อทำอะไรที่พอสมควรแล้ว คงไม่อยากลงมาให้ตัวเปื้อนในสนามใหญ่

-รัฐบาลชุดน่าจะเป็นรัฐบาลชุดแรก ที่ไม่ต้องเจอม็อบบนท้องถนนเลย?

จะเรียกว่าเป็นบุญบารมีก็ยังไม่ชัดเจน แต่มันสะท้อนถึงความอ่อนแอของโครงสร้างการเมืองไทยที่ขาดแกนนำนำมวลชน แม้จะไม่มีม็อบปิดถนน แต่รัฐบาลกำลังเจอ "ม็อบแห่งความเบื่อหน่าย" หรือ "ม็อบโซเชียล" ซึ่งน่ากลัวไม่แพ้กัน เพราะสังคมสมัยนี้เป็นแบบ "ปากต่อปาก" (Mouth to Mouth) ที่สร้างกระแสไวรัลได้รวดเร็ว

คะแนนนิยมในโพลที่ผ่านมาทั้งของรัฐบาลและตัวนายกฯ ตกลงมาอย่างน่าเป็นห่วง ทั้งที่เพิ่งบริหารมาเพียง 3 เดือน การที่รัฐบาลสั่งให้รัฐมนตรีเร่งออกสื่อ แสดงว่าเขา แคร์เรื่องโซเชียลมีเดียมาก ดังนั้นแม้ไม่มีม็อบบนถนน รัฐบาลก็ยังต้องระมัดระวังม็อบความรู้สึกของประชาชนที่ก่อตัวขึ้นจากจุดเล็กๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...