โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ญี่ปุ่นเกิดอะไรขึ้น? ทำไม ‘วัดและศาลเจ้า’ ถูกไฟไหม้ 10 แห่ง ภายในเวลา 6 เดือน

The Momentum

อัพเดต 10 กรกฎาคม 2569 เวลา 22.27 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ หนึ่งในประเทศที่มีรากเหง้าวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์มายาวนานอย่าง ‘ญี่ปุ่น’ เกิดเหตุเพลิงไหม้เฉพาะ ‘วัดและศาลเจ้า’ มาแล้วมากกว่า 10 ครั้ง ในที่นี้รวมไปถึงหอเปลวไฟนิรันดร์ ‘เรย์คาโดะ’ (Reikado) ในจังหวัดฮิโรชิมา ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกจุดขึ้นตั้งแต่ปี 806 และลุกไหม้ต่อเนื่องยาวนานกว่า 1,200 ปี

แม้ว่าอัคคีภัยเหล่านี้ยังอยู่ในระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุ และเจ้าหน้าที่ตำรวจก็กำลังพยายามตรวจสอบว่า เหตุไฟไหม้วัดและศาลเจ้าที่เกิดขึ้นทั่วประเทศนั้นมีความเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกันหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การสูญเสียวัดและศาลเจ้าหลายแห่งภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน กลับสร้างความกังวลให้กับสังคมญี่ปุ่นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการสูญเสียมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีข้อน่าสังเกตอีกประเด็นหนึ่งคือ เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในประเทศที่ได้รับการยอมรับว่า มีระบบการป้องกันอัคคีภัยสำหรับมรดกทางวัฒนธรรมที่แข็งแรงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลอัดฉีดงบประมาณเพื่อยกระดับมาตรการป้องกันภัย หลังเกิดเหตุไฟไหม้ปราสาทชูริ (Shuri Castle) เมื่อปี 2019

ญี่ปุ่นกำลังเกิดอะไรขึ้นกันแน่? The Momentum ชวนหาคำตอบในเรื่องนี้

ไล่เรียงเหตุเพลิงไหม้วัดและศาลเจ้าในญี่ปุ่น

ข้อมูลจากเว็บไซต์ Fire Risk Heritage เผยว่า นับตั้งแต่เดือนมกราคมจนกระทั่งถึงปัจจุบัน วัดและศาลเจ้าญี่ปุ่นเกิดเหตุเพลิงไหม้ไปแล้วมากกว่า 10 แห่งทั่วประเทศ โดยเกือบทุกแห่งยังอยู่ในขั้นตอนการสืบสวนหาสาเหตุ ทั้งนี้ เพลิงไหม้แต่ละแห่งมีรายละเอียด ดังนี้

1. ศาลเจ้าสุกะ (Suga Shrine) จังหวัดฟุกุโอกะ ศาลเจ้าที่เกิดเหตุเพลิงไหม้แห่งแรกของปี 2026 โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2026 ส่งผลให้ศาลเจ้าและอาคารสำนักงานของศาลเจ้าถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหลัง

2.วัดโฮเรนจิ (Horenji) จังหวัดเอฮิเมะ เกิดเหตุเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2026 เหตุเพลิงไหม้ในครั้งนี้ส่งผลให้อุโบสถของวัดถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมด

3. ในช่วงเวลาไม่ถึงสัปดาห์ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2026 ก็เกิดเหตุเพลิงไหม้กับวัดโฮโตจิ (Hottoji) จังหวัดเอฮิเมะเช่นกัน ส่งผลให้ชุมชนโดยรอบวัดได้รับความเสียหาย

4. ต่อมาในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2026 เกิดเหตุเพลิงไหม้กับวัดโชรินจิ (Shorinji) จังหวัดยามากูจิ ส่งผลให้วัดไม้ 2 ชั้นแห่งนี้เสียหายทั้งหลัง นอกจากนี้ยังพบผู้เสียชีวิตภายในซากอาคารอีก 5 ราย

5. เพียง 2 เดือนจากนั้น ในวันที่ 24 เมษายน 2026 เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่วัดเรนโชจิ (Rensho-ji) จังหวัดโทยามะ ส่งผลให้อุโบสถหลักถูกไฟไหม้วอดทั้งหลัง ขณะที่อาคารหลังอื่นได้รับความเสียหายเพียงบางส่วน

6. ศาลเจ้าอุรุฟุชิเนะ (Urufushine Shrine) จังหวัดมิเอะ ซึ่งมีอายุกว่า 150 ปี ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหลัง เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2026

7. ศาลเจ้าอาตาโกะ (Atago Shrine) ในเมืองนิงาตะ สร้างขึ้นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1700 ถูกไฟไหม้เสียหายอย่างหนัก เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2026 ช่วงเวลาประมาณ 23.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น

8. วัดไดโฮจิ (Daiho-ji) ในจังหวัดโทยามะ สร้างขึ้นในปี 1453 ปัจจุบันมีอายุมากกว่า 573 ปี อีกทั้งยังเป็นวัดที่ใช้เก็บสะสมงานศิลปะที่มีอายุหลายร้อยปี เกิดเหตุเพลิงไหม้ระหว่างวันที่ 16-17 พฤษภาคม 2026 ส่งผลให้อุโบสถหลักเกิดไฟไหม้วอดทั้งหลัง อีกทั้งไฟยังลุกลามไปอาคารใกล้เคียงอีกกว่า 10 หลัง

9. หอเปลวไฟนิรันดร์ เรย์คาโดะ (Reikado) ของวัดไดโชอิน (Daisho-in) จังหวัดฮิโรชิมา ถูกไฟไหม้มอดทั้งหอ เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2026 โดยหอเรย์คาโดะถูกใช้เป็นที่ประดิษฐานของไฟศักดิ์สิทธิ์ที่จุดขึ้นเมื่อปี 806 โดยพระอาจารย์คูไค (Kukai) หรือโคโบ ไดชิ (Kobo Daishi) พระภิกษุผู้ก่อตั้งนิกายชิงงน (Shingon) หนึ่งในนิกายของพระพุทธศาสนาสายวัชรยานของญี่ปุ่น ซึ่งไฟดวงนี้ไม่เคยมอดดับมาจนถึงปัจจุบัน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ไฟดวงนี้ถูกจุดติดต่อเนื่องมากกว่า 1,200 ปีแล้ว

นอกจากนี้ เปลวไฟนิรันดร์นี้ยังถูกใช้เป็นแหล่งกำเนิดของ ‘เปลวไฟแห่งสันติภาพ’ ที่ใช้จุด ณ สวนอนุสรณ์สันติภาพฮิโรชิมา เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดฮิโรชิมาเมื่อปี 1945

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงรายงานว่า เปลวไฟดังกล่าวถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี และเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ที่ปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว

10. เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2026 เกิดเหตุเพลิงไหม้ล่าสุดที่ศาลเจ้าอาริมะอินาริ (Arima Inari Shrine) จังหวัดเฮียวโงะ ส่งผลให้อาคารได้รับความเสียหายอย่างน้อย 3 หลัง และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 2 ราย

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า เหตุเพลิงไหม้วัดและศาลเจ้าส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นนั้น ยังอยู่ในกระบวนการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงอยู่

ทำไมเกิดเหตุเพลิงไหม้วัดและศาลเจ้าบ่อยครั้ง?

แม้ในตอนนี้ เจ้าหน้าที่จะยังไม่สามารถยืนยันสาเหตุของเหตุเพลิงไหม้วัดและศาลเจ้าแต่ละแห่งได้อย่างชัดเจน และยังไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าเหตุการณ์เหล่านี้มีความเชื่อมโยงกัน แต่อันที่จริง เมื่อเปรียบเทียบตัวเลขสถิติการเกิดเหตุเพลิงไหม้วัดและศาลเจ้าจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของญี่ปุ่นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าในประเทศญี่ปุ่นจะเกิดเหตุเพลิงไหม้วัดและศาลเจ้าประมาณ 40-60 ครั้งต่อปี ซึ่งหากเปรียบเทียบกับจำนวนครั้งที่เกิดขึ้นในปีนี้ จะพบว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นยังคง ‘ปกติ’

อย่างไรก็ตาม เหตุเพลิงไหม้วัดและศาลเจ้าในปีนี้กลับได้รับความสนใจและสร้างความสะเทือนใจแก่ประชาชนมาก เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงกว่าปกติ อีกทั้งสถานที่หลายแห่งที่ได้รับความเสียหายยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของประเทศเป็นอย่างมาก

ส่วนสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ สื่อญี่ปุ่นหลายสำนักคาดการณ์ไว้ว่า อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น

1. ประการสำคัญที่สุดคือ วัดและศาลเจ้าญี่ปุ่นที่เกิดเหตุเพลิงไหม้หลายแห่งมีอายุเก่าแก่ และยังคงโครงสร้างดั้งเดิมไว้ รวมถึงอาคารเกือบทั้งหมดถูกสร้างด้วยไม้ ทำให้ติดไฟง่าย และลุกลามไปอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้

2. วัดและศาลเจ้าญี่ปุ่นมักเกิดเหตุไฟฟ้าลัดวงจร ขณะที่การติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัยยังไม่เพียงพอ เช่น กรณีเพลิงไหม้ศาลเจ้าสุกะ ในจังหวัดฟุกุโอกะ เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2026 เป็นเพียงไม่กี่กรณีที่ตรวจหาสาเหตุเจอ และพบว่าสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจากตู้เย็นเก่าภายในตัววัดเกิดลัดวงจร ทำให้เกิดเพลิงไหม้ลุกลามไปทั่วบริเวณวัด

3. วัดและศาลเจ้าที่เกิดเหตุเพลิงไหม้หลายแห่งเป็นวัดและศาลเจ้าขนาดเล็กในต่างจังหวัด ซึ่งต้องเผชิญกับข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณและกำลังคน ส่งผลให้การบำรุงรักษาอาคาร การปรับปรุงระบบไฟฟ้า ตลอดจนการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัยที่ได้มาตรฐาน ทำได้ไม่ทั่วถึง

นอกจากนี้ วัดหลายแห่งยังมีการประกอบพิธีกรรมที่ต้องใช้ธูปและเทียน แต่มีเจ้าหน้าที่หรือพระสงฆ์คอยดูแลในช่วงกลางคืนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น วัดบางแห่งยังตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลหรือบนภูเขา ส่งผลให้เมื่อเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องใช้เวลานานกว่าจะเข้าถึงพื้นที่ เพื่อควบคุมสถานการณ์ เช่น กรณีของหอเปลวไฟนิรันดร์เรย์คาโดะซึ่งมีที่ตั้งอยู่บนยอดเขามิเซ็น บนเกาะมิยาจิมะ ของจังหวัดฮิโรชิมา

ทฤษฎีสมคบคิด ‘ชาวต่างชาติ’ คือคนตั้งใจวางเพลิง?

แม้ว่าเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถยืนยันสาเหตุของเหตุเพลิงไหม้วัดและศาลเจ้าแต่ละแห่งได้อย่างชัดเจนตามที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ภายในสังคมของญี่ปุ่นบางส่วนกลับเชื่อว่า เหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นหลายแห่งภายในช่วงเวลาไม่กี่เดือน อาจเกิดจากความตั้งใจลอบวางเพลิงของผู้อพยพหรือชาวต่างชาติที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศ ซึ่งคนกลุ่มนี้มีวัฒนธรรมและความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างกับชาวญี่ปุ่น

ข้อสังเกตนี้เกิดขึ้น เพราะในช่วงเวลาเดียวกันญี่ปุ่นยังเผชิญเหตุเพลิงไหม้ในพื้นที่ประเภทอื่นด้วย ซึ่งรวมไปถึงพื้นที่เกษตรกรรมและฟาร์มปศุสัตว์ของเกษตรกรชาวญี่ปุ่นในหลายจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟาร์มเลี้ยงหมู ซึ่งหลายกรณียังอยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุเช่นเดียวกัน

โดยพบเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นกับฟาร์มเลี้ยงหมูภายในปีนี้ที่เมืองโทมาโกไม จังหวัดฮอกไกโด เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ฟาร์มหมูในเมืองนิชิโอะ จังหวัดไอจิ ซึ่งมีหมูมากกว่า 2,000 ตัว ในเดือนกุมภาพันธ์ และล่าสุดเกิดเพลิงไหม้ที่เมืองคาวามินามิ จังหวัดมิยาซากิ ซึ่งมีหมูมากกว่า 5,700 ตัว ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน บนโซเชียลมีเดียได้มีการเผยแพร่ข้อมูลและแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก โดยบางส่วนเชื่อว่า เหตุเพลิงไหม้เหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น โดยเฉพาะชาวมุสลิม ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พร้อมเชื่อมโยงกับประเด็นความขัดแย้งกับคนในท้องถิ่น เช่น การใช้ที่ดินหรือการจัดตั้งชุมชน

ดังเช่นในกรณีของเหตุเพลิงไหม้วัดไดโฮจิ ในจังหวัดโทยามะ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2026 มีผู้ใช้งานรายหนึ่งเผยแพร่ข้อมูลลงบนแพลตฟอร์ม X ระบุว่า “วัดไดโฮจิ ในจังหวัดโทยามะ ซึ่งมีอายุ 573 ปี ถูกไฟไหม้ทำลายจนหมดสิ้น เมื่อวันที่ 16 ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นการวางเพลิง และสงสัยว่าผู้อพยพผิดกฎหมายเป็นผู้รับผิดชอบ”

จากโพสต์ดังกล่าว มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก และถูกแชร์ต่ออีกมากกว่า 1 แสนครั้ง โดยมีการเชื่อมโยงและชี้เป้าไปที่ชาวมุสลิม ซึ่งถูกมองว่าต้องการทำลายพื้นที่ศาสนสถานของศาสนาพุทธ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจของจังหวัดโทยามะออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงโดยกล่าวว่า “สาเหตุของไฟไหม้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน และไม่มีหลักฐานใดบ่งชี้ว่าเป็นการลอบวางเพลิงที่มาจากฝีมือของผู้อพยพผิดกฎหมาย”

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา สำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่นยังรายงานว่า ในช่วงที่ผ่านมา สื่อสังคมออนไลน์ของญี่ปุ่นมีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จจำนวนมาก ซึ่งพยายามเชื่อมโยงเหตุเพลิงไหม้วัดและศาลเจ้า รวมถึงเหตุเพลิงไหม้ฟาร์มเลี้ยงหมู เข้ากับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวมุสลิม โดยพบว่าภาพและข้อมูลบางส่วนถูกสร้างขึ้นด้วย AI จนกลายเป็นกระแสที่ปลุกปั่นความหวาดระแวงและความเกลียดชังต่อชาวต่างชาติ (Xenophobia) ในสังคมญี่ปุ่น

ศาสตราจารย์ทานาเบะ ชุนสุเกะ (Tanabe Shunsuke) จาก Waseda University ให้สัมภาษณ์กับ NHK ระบุว่า โพสต์เหล่านี้ใช้โอกาสจากอคติของสังคมที่มีอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว มาโหมกระแส ทำให้ความเกลียดชังเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในอนาคตอาจจะนำไปสู่การเลือกปฏิบัติและความแตกแยกของสังคม รวมถึงชาวต่างชาติที่เข้ามาอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นก็อาจจะถูกคุกคามเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน

อนึ่ง เหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างชาวญี่ปุ่นกับชาวต่างชาติทวีความตึงเครียดมากขึ้น หลังจากที่จำนวนประชากรมุสลิมในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยชาวมุสลิมในญี่ปุ่นร้อยละ 90 คือชาวต่างชาติที่ย้ายเข้ามาทำงานในประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับภาวะขาดแคลนแรงงานภายในประเทศ อันเป็นผลจากการที่ญี่ปุ่นก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

และหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ทำให้ชุมชนชาวมุสลิมเผชิญกระแสต่อต้านในญี่ปุ่นคือ ความต้องการพื้นที่เพื่อสร้างชุมชนชาวมุสลิมและสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอย่างมัสยิด รวมถึงความแตกต่างด้านการจัดการพิธีศพ เนื่องจากชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยึดถือธรรมเนียมการเผาศพ ขณะที่ชาวมุสลิมต้องใช้วิธีการฝังศพตามหลักศาสนา ซึ่งแตกต่างจากวิถีของคนในท้องถิ่น รวมถึงทำให้คนในท้องถิ่นกังวลเรื่องการใช้พื้นที่และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การปนเปื้อนของเชื้อโรคในดินและแหล่งน้ำ

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ยังมีผู้ลงชื่อคัดค้านการสร้างมัสยิดดังกล่าวมากกว่า 3 หมื่นราย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลมีมาตรการเพื่อปกป้องความมั่นคงในชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนชาวญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ที่มา:

- https://www.fireriskheritage.net/fire-and-cultural-heritage-losses/japans-2026-fire-crisis-9-shrines-and-temples-lost-in-five-months/

- https://www.worldtimes.co.jp/society/20260526-210649/

- https://bosai-navit.hatsuta.co.jp/case-studies/fire-risk-survey-shrines-temples/

- https://www.threads.com/@sugajinja.official/post/DTnbfpFkXzy/

- https://x.com/AsianDawn4/status/2053155845060644910

- https://emmary.jp/ngals/20260602-132011/

- https://www.arabnews.jp/en/japan/article_173034/

- https://themomentum.co/report-japan-ban-muslim/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...