โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“ธนาคารกลางอินเดีย” จ่อโอนเงินส่วนเกินเกือบ 3 ล้านล้านรูปี ช่วยพยุงเศรษฐกิจอินเดีย

การเงินธนาคาร

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

"ธนาคารกลางอินเดีย" โอนเงินส่วนเกินระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เกือบ 3 ล้านล้านรูปีให้รัฐบาล รับมือสงครามอิหร่านที่ดันราคาน้ำมันพุ่ง ค่าเงินรูปีอ่อนค่า และเงินทุนต่างชาติไหลออก

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 เวลา 12.15 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) อาจโอนเงินส่วนเกินให้รัฐบาลอินเดียในระดับสูงเป็นประวัติการณ์เกือบ 3 ล้านล้านรูปี หรือราว 31,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในสัปดาห์นี้ เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจของอินเดีย ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามใน Iran ที่ดันราคาพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้น

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า คณะกรรมการ RBI มีกำหนดประชุมในวันศุกร์เพื่ออนุมัติการจ่ายเงินปันผลหรือเงินส่วนเกินดังกล่าว โดยนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ที่ Bloomberg สำรวจคาดว่า ตัวเลขจะสูงกว่าปีก่อนที่อยู่ที่ 2.7 ล้านล้านรูปี และบางสำนักประเมินว่าอาจแตะระดับ 3.4 ล้านล้านรูปี

เงินส่วนเกินดังกล่าวมาจากผลดำเนินงานของ RBI ในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม และจะกลายเป็น “กันชนทางการคลัง” สำคัญสำหรับรัฐบาลอินเดียในปีงบประมาณ 2569–2570 ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ราคาพลังงานที่สูงขึ้นกำลังดันต้นทุนการนำเข้าของอินเดีย เพิ่มการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และเร่งกระแสเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดการเงินอินเดีย โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอินเดียอายุ 10 ปี ปรับขึ้นแล้วราว 0.50% นับตั้งแต่ต้นปี แตะระดับ 7.10% ในวันอังคาร ขณะที่ค่าเงินรูปีอ่อนค่าลงเกือบ 7%

การอ่อนค่าของเงินรูปียังบีบให้รัฐบาลต้องออกมาตรการรัดเข็มขัดหลายด้าน เพื่อลดแรงกดดันต่อดุลการชำระเงินของประเทศ

Puneet Pal จาก PGIM India Asset Management กล่าวว่า ตลาดพันธบัตรได้สะท้อนคาดการณ์เงินโอนจาก RBI ใกล้ระดับ 3 ล้านล้านรูปีไปแล้ว และแม้เงินปันผลที่สูงขึ้นจะช่วยการบริหารการคลัง แต่ผลกระทบอาจจำกัด หากตัวเลขไม่ได้สูงกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจุบันรัฐบาลอินเดียตั้งเป้ารับเงินโอนรวม 3.2 ล้านล้านรูปีจาก RBI ธนาคารรัฐ และสถาบันการเงินต่าง ๆ ในปีงบประมาณนี้ โดยส่วนใหญ่คาดว่าจะมาจาก RBI แม้เงินดังกล่าวจะช่วยฐานะการคลัง แต่การขาดดุลยังเสี่ยงถูกกดดันจากราคาน้ำมันและปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้น

RBI จ่ายเงินปันผลจากรายได้ที่เกิดจากการลงทุน การถือครองทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ และค่าธรรมเนียมจากการพิมพ์ธนบัตร โดยเมื่อปีก่อน RBI ตัดสินใจรักษาระดับเงินสำรองเผื่อความเสี่ยง (contingency buffer) ไว้ที่ 7.5% ของสินทรัพย์รวม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในกรอบเป้าหมาย 4.5%-7.5%

นักเศรษฐศาสตร์คาดว่า RBI จะยังคงรักษาเงินสำรองในระดับสูงต่อไป เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับสูง แต่ก็ยังเปิดทางให้สามารถโอนเงินส่วนเกินได้มากกว่าปีก่อน

Rajeev Sharan จาก Brickwork Ratings ประเมินว่า เงินปันผลปีนี้อาจสูงถึง 3.2 ล้านล้านรูปี โดยได้รับแรงหนุนจากกำไรจากการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ รายได้ดอกเบี้ยจากสินทรัพย์ต่างประเทศจำนวนมหาศาล รวมถึงรายได้ภายในประเทศจากพันธบัตรรัฐบาลและการบริหารสภาพคล่อง

นักเศรษฐศาสตร์ยังประเมินว่า งบดุลของ RBI ขยายตัวเกือบ 20% ในปี 2568-2569 หลังธนาคารกลางเข้าซื้อพันธบัตรราว 9 ล้านล้านรูปี เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบธนาคาร โดย ณ สิ้นปีงบประมาณ 2567-2568 RBI มีขนาดงบดุลอยู่ที่ 76.25 ล้านล้านรูปี

Gaurav Kapur จาก IndusInd Bank กล่าวว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา RBI มีความสามารถในการสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์สูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยอัตราดอกเบี้ยโลกที่อยู่ในระดับสูงช่วยเพิ่มรายได้ ขณะที่ราคาทองคำที่พุ่งขึ้นยังช่วยเพิ่มกำไรจากการตีมูลค่าสินทรัพย์

ทั้งนี้ RBI ถือเป็นหนึ่งในธนาคารกลางที่ซื้อทองคำมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้กำไรจากการขายเงินดอลลาร์เพื่อพยุงค่าเงินรูปีอาจช่วยเพิ่มขนาดเงินส่วนเกินที่สามารถโอนให้รัฐบาลได้อีกด้วย โดย Gaura Sengupta จาก IDFC First Bank ระบุว่า ต้นทุนเฉลี่ยของทุนสำรองดอลลาร์ที่ RBI ถือครองอยู่ในปีงบประมาณ 2568-2569 อยู่ที่ประมาณ 84 รูปีต่อดอลลาร์

หลังสงครามอิหร่านทวีความรุนแรง RBI ต้องเข้าแทรกแซงตลาดเงินมากขึ้น โดยค่าเงินรูปีปิดปีงบประมาณก่อนหน้าที่ระดับ 94.83 รูปีต่อดอลลาร์ ขณะที่ค่าเฉลี่ยในปีงบประมาณปัจจุบันอยู่ที่ 88.33 รูปีต่อดอลลาร์

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจเอเชีย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...