ระทึก! คนร้ายแต่งชุดคล้ายทหารพราน ปิดถนนเผารถบรรทุกสินค้า วอดทั้งคัน
ระทึกกลางดึก! คนร้ายแต่งชุดคล้ายทหารพราน ปิดถนนสาย 410 (ยะลา-เบตง) พื้นที่บันนังสตา ก่อนเผารถบรรทุกสินค้า วอดทั้งคัน โชคดีไร้ผู้บาดเจ็บ
(26 มิ.ย. 2569) เวลาประมาณ 23.10 น. ศูนย์วิทยุ สภ.บันนังสตา จ.ยะลา ได้รับแจ้งจากชุดรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน (ชรบ.) ว่า พบกลุ่มบุคคลแต่งกายชุดสีดำคล้ายเจ้าหน้าที่ทหารพราน สวมหมวกโม่งสีดำ สวมถุงมือ พร้อมสวมเสื้อเกราะแบบ Chest Rig และมีอาวุธปืนยาว จำนวนประมาณ 8-10 คน ใช้รถยนต์จำนวน 4 คัน (ไม่ทราบยี่ห้อและหมายเลขทะเบียน) ปิดกั้นเส้นทางบนถนนสาย 410 (ยะลา-เบตง) บริเวณหัวสะพานโค้งมัสยิด บ้านคลองน้ำขุ่น หมู่ 5 บ้านกาโสด ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จ.ยะลา
ต่อมา รถบรรทุก 10 ล้อ ของบริษัท ซึ่งรับส่งสินค้าระหว่างกรุงเทพมหานคร-หาดใหญ่-เบตง บรรทุกข้าวสารจำนวน 250 กระสอบ พร้อมสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหารแห้ง มุ่งหน้าไปส่งสินค้าในพื้นที่ อ.เบตง เมื่อเดินทางมาถึงจุดเกิดเหตุ กลุ่มคนร้ายได้ใช้รถยนต์ทั้ง 4 คัน ปิดล้อมรถบรรทุก โดยจอดดักด้านหน้า 2 คัน และด้านหลังอีก 2 คัน บังคับให้รถหยุด ก่อนสั่งให้คนขับและผู้โดยสารรวม 2 คน ลงจากรถ
หลังจากนั้น กลุ่มคนร้ายได้วางเพลิงเผารถบรรทุกจนเกิดเพลิงลุกไหม้อย่างรุนแรง ก่อนจะเกิดเสียงระเบิดขึ้นหลายครั้ง ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าเป็นการระเบิดของถังน้ำมันหรือยางรถบรรทุก ส่งผลให้รถได้รับความเสียหายทั้งคัน
ภายหลังก่อเหตุ กลุ่มคนร้ายได้แยกย้ายหลบหนี โดยใช้รถยนต์ 2 คัน หลบหนีไปทางอำเภอเบตง และอีก 2 คัน ขับย้อนกลับไปทางอำเภอบันนังสตา จากเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด
ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทั้ง 3 ฝ่าย ได้ปิดกั้นการจราจรบนถนนสาย 410 บริเวณจุดเกิดเหตุเป็นการชั่วคราว เพื่อให้ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด รวมถึงรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อความปลอดภัยและใช้ประกอบการสืบสวนติดตามผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่เชื่อว่า เหตุการณ์ครั้งนี้มีลักษณะเป็นการก่อเหตุของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่เคลื่อนไหวในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างสถานการณ์ แสดงศักยภาพของกลุ่ม และสร้างผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงและติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป