อยู่กรุงเทพฯ มีลูกไม่ง่าย ? เมื่อระบบช่วยเลี้ยงเข้าถึงยาก ศูนย์เด็กเล็กยังต้องดิ้นรนอยู่รอด
เหลือเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่เหล่าผู้สมัครเร่งเครื่องโปรโมตวิสัยทัศน์และนโยบายกันอย่างเต็มที่ แต่ดูเหมือนว่านโยบายเด็กเล็กจะยังไม่ถูกนำเสนอมากนัก แม้ประเด็นการพัฒนาเด็กจะถูกยอมรับว่าเป็นภารกิจสำคัญของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาครัฐที่เป็นผู้พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ยิ่งเมื่อมีความท้าทายจากสถานการณ์สังคมสูงวัยสมบูรณ์ที่ประเทศไทยกำลังเป็นอยู่
ในยุคครอบครัวเดี่ยวไซส์เล็กในกรุงเทพฯ ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่อาจพึ่งพาญาติพี่น้องในการช่วยเลี้ยงดูเด็กได้แบบครอบครัวขยาย ในขณะที่พ่อแม่ยังต้องออกไปทำงานหารายได้ ไม่สามารถดูแลลูกได้เต็มที่ จึงทำให้สถานรับเลี้ยงเด็กเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยดูแลส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเด็กตามวัยได้ อันเป็นหนึ่งในบริการสาธารณะของ กทม. ที่มีบทบาทหน้าที่ในการจัดการศึกษาและพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กตามกฎหมายการกระจายอำนาจ
The Active และ Data Hatch ชวนสำรวจข้อมูลสถานการณ์ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน กทม. ท่ามกลางปัญหารอบด้าน ที่เวลานี้กรุงเทพฯ ได้มีข้อบัญญัติศูนย์พัฒนาเด็กโดยเฉพาะเป็นฉบับแรกแล้ว
ศูนย์พัฒนาเด็กไม่ตอบโจทย์ อุปสรรคพ่อแม่พาลูกเข้าศูนย์
กว่า 10 ปีที่ผ่านมา การเกิดในกรุงเทพฯ ลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง จากเกือบแสนคนในปี 2557 เหลือเพียงครึ่งหนึ่งในปี 2567 ขณะที่รายงานการศึกษาประชากรกรุงเทพฯ ปี 2566 โดยสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง ชี้ว่ามีช่วงเวลาที่จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นและลดลงสลับไปมาอยู่หลายช่วง จนหลังจากปี 2558 ก็มีแนวโน้มลดลงจนถึงปัจจุบัน สถานการณ์นี้อาจส่งผลต่อจำนวนศูนย์พัฒนาเด็กหรือไม่
เมื่อสำรวจข้อมูลศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนของสำนักพัฒนาสังคม กทม. พบว่า ณ เดือนพฤษภาคม 2569 กรุงเทพฯ มีศูนย์พัฒนาเด็กจำนวน 257 ศูนย์ ใน 45 เขต โดยเขตที่มีจำนวนศูนย์พัฒนาเด็กมากที่สุด อย่างหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง ต่างอยู่ในกลุ่มเขตพื้นที่อยู่อาศัยชานเมืองฯ ฝั่งตะวันออก (สีม่วง) ที่แนวโน้มของจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นตลอด 20 ปีที่ผ่านมา และมีอัตราการเปลี่ยนแปลงของประชากรสูงกว่าพื้นที่อื่นจากการขยายตัวของที่อยู่อาศัย
ในขณะที่อีก 5 เขต ไม่มีศูนย์พัฒนาเด็กเลย คือพระนคร บางรัก บางกอกใหญ่ บางบอน สัมพันธวงศ์ ก็มีข้อสังเกตว่าเขตที่ไม่มีศูนย์พัฒนาเด็กหรือมีน้อย ส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มเขตพื้นที่อนุรักษ์ฯ (สีน้ำตาล) และกลุ่มเขตพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจฯ (สีแดง) ซึ่งมีจำนวนประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง จนบางเขตติดอันดับประชากรน้อยที่สุดของกรุงเทพฯ คือ สัมพันธวงศ์ ป้อมปราบศัตรูพ่าย ปทุมวัน พระนคร บางรัก
5 อันดับเขต จำนวนศูนย์พัฒนาเด็กมากที่สุด
- หนองจอก 29 ศูนย์
- มีนบุรี 18 ศูนย์
- ลาดกระบัง 17 ศูนย์
- คลองเตย 14 ศูนย์
- สวนหลวง 12 ศูนย์
จำนวนเขตตามจำนวนศูนย์พัฒนาเด็ก
- มากกว่า 11 ศูนย์ จำนวน 6 เขต
- 6 – 10 ศูนย์ จำนวน 11 เขต
- 1 – 5 ศูนย์ จำนวน 28 เขต
- ไม่มีศูนย์เด็กเล็ก จำนวน 5 เขต
จำนวนศูนย์ที่น้อยมากนี้สะท้อนปัญหาการกระจายตัว ที่สวนทางกับบทบาทของศูนย์ที่ต้องดูแลเด็กในชุมชน ทำให้ต้องเดินทางไกลหากอยากเข้าศูนย์พัฒนาเด็ก จึงกลายเป็นอุปสรรคในการเข้าถึง
ศูนย์พัฒนาเด็ก 257 ศูนย์นี้ ดูแลเด็กอายุ 2 – 6 ปี จำนวน 16,467 คน คิดเป็นเพียง 12% ของเด็กวัยนี้ที่มีทะเบียนบ้านในกรุงเทพฯ 1.3 แสนคนเท่านั้น หากรวมเด็กประชากรแฝง สัดส่วนนี้ยิ่งลดน้อยถอยลง
เขตที่มีจำนวนเด็กในศูนย์มากที่สุด อยู่ในกลุ่มเขตพื้นที่อยู่อาศัยชานเมืองฯ ฝั่งตะวันออก (สีม่วง) สอดคล้องข้อมูลจำนวนศูนย์ มีหนองจอกเป็นอันดับ 1 เด็กในศูนย์พัฒนาเด็กมากที่สุดในกรุงเทพฯ ด้วยจำนวนประชากรเด็กอายุ 2 – 6 ปีที่มากที่สุดเช่นกัน
นอกจากนี้ กลุ่มเขตพื้นที่อยู่อาศัย (สีเหลือง) ก็มีเด็กในศูนย์พัฒนาจำนวนมากอย่างกระจายตัว ซึ่งบางเขตในกลุ่มเขตพื้นที่นั้นยังมีจำนวนศูนย์น้อยอยู่ เช่น เขตสะพานสูง มี 4 ศูนย์ ต้องดูแลเด็กรวม 994 คน
รายงานการศึกษา เรื่องศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนในกรุงเทพมหานคร ปี 2566 ระบุถึงสาเหตุที่ทำให้กลุ่มเขตพื้นที่อยู่อาศัยฯ ฝั่งตะวันตกตอนล่าง (สีน้ำเงิน) มีเด็กเข้าศูนย์พัฒนาเด็กน้อย ด้วยปัจจัยหลักจากความหนาแน่นของประชากรในพื้นที่ การเดินทางเข้าถึงที่ยากลำบาก รวมถึงอัตราการเกิดที่น้อยลงด้วย
5 อันดับเขต จำนวนเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กมากที่สุด
- หนองจอก 1,693 คน
- มีนบุรี 1,292 คน
- ลาดกระบัง 1,136 คน
- หนองแขม 1,090 คน
- สะพานสูง 994 คน
ถึงหนองจอกจะมีเด็กเข้าศูนย์พัฒนาเด็กจำนวนมากที่สุด แต่เมื่อดูสัดส่วนต่อประชากรเด็กที่มีทะเบียนบ้านในเขต พบว่า
คลองเตยมีสัดส่วนเด็กเข้าศูนย์พัฒนาเด็กต่อจำนวนเด็กในเขตสูงที่สุด คือ 43% ของประชากรอายุ 2 – 6 ปีทั้งหมดในเขต
ข้อจำกัดการเข้าถึงศูนย์พัฒนาเด็ก
นอกจากสถานการณ์เด็กเกิดน้อย ผศ.สุนี ไชยรส คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า ชี้ว่า ศูนย์พัฒนาเด็กยังมีข้อจำกัดอีกมากที่เป็นอุปสรรคในการเข้าถึง โดยเฉพาะช่วงเวลาเปิดปิดตามเวลาราชการ 8.00 – 16.00 น. ที่ไม่สอดคล้องกับชีวิตการทำงานของพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่ส่วนใหญ่เป็นคนทำงานหาเช้ากินค่ำ งานรายได้น้อย หรือผู้ทำงานอิสระที่รายได้ไม่แน่นอน เช่น พ่อค้าแม่ค้า ไรเดอร์ รับจ้าง
ผลักให้ผู้ปกครองต้องหาทางออกอื่น ทั้งการส่งลูกไปให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงในชนบท หรือยอมจ่ายเพื่อฝากศูนย์เลี้ยงเด็กของเอกชนที่ยืดหยุ่นและสะดวกมากกว่า
“บางที่เปิดให้ตั้งแต่ตีห้า หกโมงเช้า ปิดให้กระทั่งหกโมงเย็น หรือทุ่มหนึ่ง หรือหากจําเป็นแค่ไหนก็ปรึกษารือกัน ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองจําเป็นต้องเข้ากะ เมื่อศูนย์มันไม่ได้เอื้อต่อคนทํางานจริง ๆ ก็ต้องหาทางออกใหม่ แม้จะต้องเสียสตางค์เอง”
ขณะที่อายุแรกรับเป็นอีกข้อจำกัดใหญ่ที่ปิดกั้นเด็กอีกหลายครอบครัว เมื่อศูนย์พัฒนาเด็กรับดูแลเด็กที่มีอายุ 2 ปีจนถึงไม่เกิน 6 ปี ช่วงเวลาแรกเกิดถึง 2 ปีนี้กลายเป็นช่องว่างทั้งสำหรับแม่ที่ลาคลอดได้ 120 วัน (พ่อลาได้ 15 วัน) และพ่อแม่แรงงานนอกระบบหรือผู้มีรายได้น้อย ที่การหยุดงานเท่ากับขาดรายได้มาจุนเจือในแต่ละวัน
“ยิ่งไม่มีรายได้ก็ยิ่งต้องตัดสินใจ เช่นมีปู่ย่าตายายก็ส่งกลับไปชนบท ไปศูนย์เลี้ยงเด็กของเอกชน ซึ่งเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติก็คือกลุ่มเล็ก ๆ อาจจะเลี้ยงตั้งแต่ 4 – 5 คนไปถึง 20 – 30 คน โดยเก็บเงินจากผู้ปกครองแต่ว่าอยู่ใกล้ชุมชนคืออยู่ใกล้บ้าน เปิดรับตั้งแต่อายุ 2 – 3 เดือน 1 เดือนก็มี 2 เดือนก็มีถ้าจําเป็น ขณะที่ศูนย์ของ กทม. อย่างดีที่สุดก็ 2 ขวบหรือ 2 ขวบครึ่ง เพราะฉะนั้นก็มีช่องว่างใหญ่อยู่ ที่ทำให้เขาต้องตัดสินใจ”
ปัจจุบัน กทม.มีสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย 5 แบบ ครอบคลุมตั้งแต่ทารกอายุ 3 เดือนถึงไม่เกิน 6 ปี หลังมีการเพิ่มสถานพัฒนาเด็กและขยายอายุแรกรับในบางส่วน ดังนี้
- ศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่คู่นมแม่ สำนักการแพทย์ เริ่มจัดตั้งตั้งแต่ปี 2549 อยู่ในโรงพยาบาลสังกัด กทม. ปัจจุบันมีจำนวน 8 แห่ง รับเด็กอายุ 1 เดือน – 3 ปี ศูนย์นี้จะส่งเสริมให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน และเลี้ยงลูกด้วยนมแม่คู่กับอาหารเสริมตามวัยจนถึงอายุ 1 ปี ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม. เคยระบุเมื่อ ก.ย. 2566 ว่ามีเด็กในความดูแล 115 คน
- ศูนย์เด็กอ่อนกรุงเทพมหานคร สำนักอนามัย เป็นสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยรูปแบบใหม่ล่าสุดของ กทม. เปิดในปี 2568 รับเด็กอายุ 1 – 3 ปี จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์ต้นแบบในการดูแลเด็กอ่อนภายใต้มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ รูปแบบการพัฒนาดูแลเด็กของศูนย์นี้จึงจะเน้นการส่งเสริมพัฒนาทักษะทางสมอง (EF) ทักษะการเรียนรู้ ทักษะชีวิต ตลอดจนการดูแลให้เด็กมีพัฒนาการที่สมวัยทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ มี 3 แห่งเท่านั้น คือ ศาลาว่าการฯ 2 ดินแดง, สถานรับเลี้ยงกลางวัน ศูนย์บริการสาธารณสุข 3 บางซื่อ และสถานรับเลี้ยงกลางวัน ศูนย์บริการสาธารณสุข 16 ลุมพินี
- ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน สำนักพัฒนาสังคม ตั้งอยู่ในชุมชนที่จดทะเบียน โดยคณะกรรมการชุมชนเป็นผู้แจ้งขอจัดตั้งศูนย์และขอรับการสนับสนุนจากสำนักงานเขต ดำเนินงานเองภายใต้การดูแลของสำนักงานเขตและสำนักพัฒนาสังคม ศูนย์พัฒนาเด็กจะรับเด็กอายุ 2 ปี – ไม่เกิน 6 ปี ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2569 ระบุว่ามีจำนวนศูนย์ 257 แห่ง ดูแลเด็ก 16,482 คน
- สถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน สำนักอนามัย ตั้งอยู่ในศูนย์บริการสาธารณสุข จำนวน 12 แห่ง จากเดิมรับเด็กอายุ 2 ปี 6 เดือน – 5 ปี ได้ขยายอายุแรกรับในปี 2568 นำร่อง 10 แห่ง ให้รับเด็กอายุ 1 – 3 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับการเข้าเรียนชั้นอนุบาล
- โรงเรียนอนุบาล สำนักการศึกษา ในโรงเรียนสังกัด กทม.บางแห่ง เปิดชั้นเรียนอนุบาลรับเด็กอายุ 3 – 5 ปี ในปีการศึกษา 2568 มีเด็กอนุบาล 45,013 คน จาก 428 โรงเรียน
แม้ว่า กทม. จะมีสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยหลายรูปแบบ แต่ก็ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการเลี้ยงเด็กอ่อนที่มีเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น คนส่วนใหญ่จึงเข้าถึงยาก รวมถึงอาจยังมีเงื่อนไขที่กลายเป็นข้อจำกัดสำหรับบางครอบครัว เช่น การเลี้ยงด้วยนมแม่เท่านั้น
เมื่อไม่มีทางเลือกมากนัก หลายครอบครัวที่ไม่มีคนช่วยเลี้ยงและไม่มีเงินจ่ายค่าดูแล ก็ต้องยอมกระเตงลูกไปทำงานอย่างไม่มีทางเลือก หลายครั้งที่เราเห็นภาพไรเดอร์ คนขับแท็กซี่ คนขับรถเมล์ พาลูกนั่งรถไปด้วย แม่ค้าริมถนนที่กล่อมลูกน้อยหลับข้างแผง สูดควันไอเสียและเสี่ยงอันตราย เป็นอีกครั้งที่คนจนเมืองต้องตกหล่นจากระบบ