โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความแก่ : พูดเบาๆ ก็เจ็บ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ

หลายหน่วยงานออกมาเตือนว่า สังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างแท้จริง ทั้งที่จำนวนประชากรของเราลดลงอย่างต่อเนื่อง กอปรกับอัตราการเกิดใหม่รั้งอันดับท้ายๆ ของโลกเลยด้วยซ้ำ บางคนกล่าวเพื่อให้เห็นภาพชัดมากขึ้นก็คือ สังคมไทยกำลังจะเป็นสังคมที่ “แก่ก่อนรวย” นั่นเอง

ก่อนหน้านี้เมื่อสองปีที่แล้วเริ่มมีข่าวออกมาว่ารัฐบาลมีดำริขยายการเกษียณอายุงานราชการที่ 70 ปี

และเมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลได้สั่งให้สำนักงาน ก.พ. ศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายอายุเกษียณของข้าราชการพลเรือนถึง 65 ปี นัยว่าเพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและการขาดแคลนข้าราชการ

พอสัปดาห์นี้รัฐบาลเดินหน้าแผนเกษียณก่อนกำหนดหรือเออร์ลี่รีไทร์ เพื่อลดจำนวนข้าราชการที่ปัจจุบันมีอยู่กว่า 3 ล้านคน

โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล มอบหมายให้ ก.พ.เร่งจัดทำแผน

ส่วนแนวคิดขยายอายุเกษียณจาก 60 ปีนั้น ส่วนตัวรองนายกฯ ไม่เห็นด้วย ชี้ว่าเป็นการยืดปัญหา และยังปิดกั้นโอกาสคนรุ่นใหม่ที่รอเข้าสู่ระบบราชการอีกด้วย

อ่านมาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านคงสับสนไม่ต่างจากผู้เขียน

สรุปว่าประเด็นแรกเลย ข้าราชการของไทยเราตกลงขาดแคลนหรือมีมากเกินไปกันแน่

ซึ่งถ้าถามความคิดเห็นของหลายคนน่าจะมีแนวโน้มไปทางข้าราชการของไทยนั้นมีล้นเกินอย่างแน่นอน แต่ที่มีปัญหาอยู่ทุกวันนี้นั้นเป็นเรื่องของประสิทธิภาพของการจัดการบริหารงานมากกว่า

ประเด็นที่สองที่สำคัญและเป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมไทยและรัฐบาลต้องวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้วว่า สังคมผู้สูงวัย หรือประชากรที่เรียกว่า “คนแก่” นี้สังคมจะพิจารณาอย่างไร

นโยบายเกี่ยวกับ “คนแก่” นี้ควรเป็นอย่างไร

แนวทางการจัดการ นโยบายรองรับด้านอื่นๆ ควรเป็นอย่างไร

ดูเหมือนตอนนี้รัฐบาลก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะรับมือกับสังคมผู้สูงอายุทั้งที่จริงเราได้ก้าวขาข้างหนึ่งเข้ามาสู่สังคมผู้สูงอายุเรียบร้อยแล้ว

อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ที่ดูเหมือนเวลาเราพูดถึงสังคมผู้สูงอายุ แล้วเราไม่รู้จะจัดการหรือรับมืออย่างไร เพราะเรามักจะติดอยู่กับความคิดเดิมๆ ที่มองว่า ความแก่ก็คือความอ่อนแอ การต้องพึ่งพาคนอื่น การไม่มีความสามารถในการผลิต ตลอดจนเป็นภาระ ไม่มีประโยชน์ จนกระทั่งเป็นเพียงผู้เฝ้ารอความตาย ฯลฯ

ปรัชญาจะมาชวนเราพิจารณา “ความแก่” กันใหม่ ว่าอันที่จริงแล้ว “ความแก่” คืออะไร และเป็นอะไรอย่างอื่นได้หรือไม่

บทความเรื่อง “How Old Is Old? Changing Conceptions of Old Age” ของคริสติน โอเวอร์ออลล์ (Christine Overall) ในหนังสือ The Palgrave Handbook of the Philosophy of Aging (2016)

เธอเสนอว่า คำว่า “แก่” (old) ไม่ใช่คำที่มีความหมายตายตัวทางชีววิทยา หากเป็นมโนทัศน์ที่ถูกกำหนดร่วมกันโดยข้อเท็จจริงทางชีวภาพ เงื่อนไขทางสังคม โครงสร้างทางการเมือง และค่านิยมทางวัฒนธรรม

โดยเธอกำลังรื้อแก้ความเข้าใจทั่วไปแบบเดิมที่คิดว่าความแก่เป็นเพียงข้อเท็จจริงทางธรรมชาติ

และเธอพยายามย้ำว่าความหมายของความแก่นั้นมีลักษณะทั้งแบบพรรณนา (descriptive) และแบบบรรทัดฐาน (normative) ไปพร้อมกัน

ข้อเสนอหลักของนักปรัชญาชาวแคนาดาผู้นี้คือ การถามว่า “แก่แค่ไหนถึงจะเรียกว่าแก่?” แน่นอนว่าเราไม่อาจตอบได้ด้วยตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง เพราะความแก่ไม่ได้เป็นเพียงอายุจริง หรืออายุตามปฏิทิน (chronological age) เท่านั้น

แต่เป็นมโนทัศน์ที่ถูกสร้างขึ้นผ่านการตีความทางสังคมและการเมือง

โอเวอร์ออลล์จึงเสนอว่ามโนทัศน์เรื่องความแก่ควรได้รับการทบทวนใหม่ ทั้งนี้ เพราะข้อเท็จจริงทางประชากรศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป และเพราะเหตุผลเชิงจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมและความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์

วิธีการของโอเวอร์ออลล์คือ เธอเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ความหมายของคำว่า “แก่” ในทางภาษา

เธอชี้ให้เห็นว่าคำว่า “แก่” มีความหมายหลากหลาย แต่ที่สำคัญคือคำนี้มักแฝงนัยเชิงลบอยู่เสมอเมื่อใช้กับคน หรือสิ่งของมักจะใช้คำว่า “เก่า” เรามักนึกถึงสิ่งที่ล้าสมัย เสื่อมสภาพ หมดคุณค่า หรือผ่านจุดสูงสุดของตนไปแล้ว เช่น “ล้าสมัย” “โบราณ” “เลยจุดที่ดีที่สุดไปแล้ว” หรือ “พ้นจุดสูงสุดของชีวิตไปแล้ว”

เธอตั้งข้อสังเกตว่าความหมายเชิงลบเหล่านี้ได้ถูกถ่ายโอนมาสู่การมองมนุษย์สูงวัยด้วย ทำให้ความแก่ถูกเชื่อมโยงกับความเสื่อม ความไร้ประสิทธิภาพ และการหมดคุณค่าโดยปริยาย

จากจุดนี้โอเวอร์ออลได้นำเราไปสู่ข้อวิจารณ์เรื่อง “อคติต่อวัย” หรือ “การเหยียดอายุ” หรือที่ท่านราชบัณฑิตบัญญัติคำว่า“วยาคติ” (ageism)

ซึ่งท่านได้อธิบายเพิ่มเติมว่าหมายถึง

“อคติ และการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลด้วยเหตุแห่งอายุหรือวัย อคติเช่นนี้อาจเกิดขึ้นจากความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยม หรือ บรรทัดฐานในทางลบที่คนมีต่อคนบางกลุ่มอายุ ซึ่งนำไปสู่ความลำเอียงและการเลือกปฏิบัติ เช่น การไม่รับฟังความเห็นของวัยรุ่น เพราะเห็นว่าเด็กเกินไป หรือการไม่ยอมรับพฤติกรรมบางอย่างของผู้สูงวัย เพราะมีทัศนคติว่าผู้สูงอายุไม่ควรทำอย่างนั้น แต่โดยทั่วไป คำว่า วยาคติ ใช้หมายถึง อคติ หรือทัศนคติเชิงลบ หรือการเลือกปฏิบัติต่อผู้สูงอายุ เช่น การมองว่าผู้สูงอายุเป็นภาระของครอบครัวและสังคม ผู้สูงอายุเป็นผู้ต้องพึ่งพิงคนวัยแรงงาน หรือผู้สูงอายุมีภาพลักษณ์ของความทรุดโทรมของสังขาร จนไม่สามารถเป็นผู้มีผลผลิตอีกต่อไป”

คำอธิบายของราชบัณฑิตจึงสอดคล้องกับความคิดของโอเวอร์ออลล์

โอเวอร์ออลล์มองว่าความแก่ไม่ได้เป็นเพียงสภาวะทางชีวภาพ แต่เป็นสถานะทางสังคมที่ถูกตีตรา (stigmatized) โดยวัฒนธรรมที่บูชาความหนุ่มสาว

เธออธิบายว่า ในสังคมตะวันตกปัจจุบัน ความหนุ่มสาวถูกทำให้เป็นอุดมคติ ขณะที่ความแก่ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง ปกปิด หรือชะลอไว้ให้นานที่สุด

ความเฟื่องฟูของอุตสาหกรรมต่อต้านวัย (anti-aging industry) เป็นหลักฐานสำคัญของปรากฏการณ์นี้

จากตรงนี้สังคมไทยเราเองก็ไม่แตกต่างแต่อย่างใด โดยดูได้จากธุรกิจศัลยกรรมความงาม เครื่องสำอาง และแฟชั่น ต่างดำรงอยู่บนความหวังว่ามนุษย์จะสามารถหลอกตัวเองและหลอกสังคมได้ว่า “ตนยังไม่แก่” นั่นเอง

สิ่งที่น่าสนใจคือ โอเวอร์ออลล์มองว่า วยาคติ นั้นทำงานควบคู่ไปกับ “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อคนพิการ” (ableism) หรืออคติต่อผู้ที่มีข้อจำกัดทางร่างกาย

กล่าวคือ ผู้สูงอายุถูกลดคุณค่าซ้ำสอง เพราะถูกมองว่าไม่เพียงแต่แก่ แต่ยังอ่อนแอ พึ่งพาผู้อื่น และมีความบกพร่องทางร่างกายหรือสติปัญญาอีกด้วย

ต่อมาเธอเสนอให้เราแยก “อายุทางปฏิทิน” ออกจาก “อายุทางชีววิทยา”

ประเด็นสำคัญคือ โอเวอร์ออลล์เห็นว่า การมีอายุ 80 ปี ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะมีสภาพร่างกายเหมือนกัน

บางคนอายุ 80 ปีอาจแข็งแรงมาก ขณะที่บางคนอายุ 60 ปีอาจมีความเสื่อมทางร่างกายอย่างรุนแรง

ดังนั้น อายุทางปฏิทินและอายุทางชีววิทยาจึงไม่จำเป็นต้องตรงกันเสมอไป

เธออภิปรายแนวคิดของนักชีววิทยาและนักปรัชญาหลายคนที่นิยามความแก่ผ่านความเสื่อมของหน้าที่ทางร่างกาย เช่น เฮเลน สมอลล์ (Helen Small) ซึ่งนิยามความแก่ว่าเป็น “ช่วงปลายของชีวิตอันยาวนาน ซึ่งมีความเสื่อมถอยของสิ่งมีชีวิตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และไม่อาจย้อนกลับ อันเป็นผลจากอายุที่เพิ่มขึ้น”

อย่างไรก็ตาม โอเวอร์ออลล์ไม่ยอมรับคำนิยามนี้อย่างไม่มีเงื่อนไข

เธอชี้ว่าความเสื่อมไม่ได้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันกับทุกคน และบางส่วนของสิ่งที่เราเรียกว่า “ความเสื่อมตามวัย” อาจเป็นผลจากโครงสร้างสังคมมากกว่าชีววิทยา

เช่น การขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ การเข้าถึงบริการสุขภาพ หรือการถูกผลักออกจากพื้นที่ทางสังคม

จากนั้น โอเวอร์ออลล์ได้พิจารณาแนวคิดอีกแบบหนึ่งมาโยงความแก่เข้ากับ “ความใกล้ตาย”

โดยยกความคิดของแมรี มาเธอร์สติลล์ (Mary Mothersill) ที่ได้เสนอว่า คุณลักษณะเฉพาะที่สุดของความแก่คือการเป็นช่วงชีวิตที่ความตายเริ่มปรากฏอยู่ในขอบฟ้าแห่งประสบการณ์อย่างชัดเจน

ผู้สูงอายุรู้ว่าชีวิตที่เหลืออยู่สั้นลง และอนาคตไม่เปิดกว้างเหมือนเดิม

แต่โอเวอร์ออลล์ก็ชี้ว่าความคิดนี้มีปัญหาเช่นกัน เพราะคนหนุ่มสาวจำนวนมากก็ตายก่อนวัย ขณะที่ผู้สูงอายุจำนวนมากมีชีวิตยืนยาวเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้

ดังนั้น การนิยามความแก่ผ่านความใกล้ตายเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ

ต่อมาโอเวอร์ออลล์ยกเรื่อง “อายุขัยเฉลี่ย” (life expectancy) ขึ้นมาอธิบายความแก่

เธอเห็นว่าหากเราต้องการเกณฑ์แบบภววิสัยบางอย่าง ความแก่อาจถูกนิยามโดยสัมพันธ์กับอายุขัยเฉลี่ยของประชากร

ข้อสังเกตสำคัญคือ อายุขัยเฉลี่ยในแต่ละประเทศแตกต่างกันอย่างมาก นอกจากนี้ ยังขึ้นอยู่กับเพศ ชนชั้น และเชื้อชาติ ผู้หญิงอเมริกันมีอายุขัยเฉลี่ยสูงกว่าผู้ชาย คนญี่ปุ่นมีอายุขัยเฉลี่ยสูงกว่าประชาชนในประเทศยากจนหลายแห่ง และบางประเทศในแอฟริกามีอายุขัยเฉลี่ยต่ำกว่า 50 ปี

ผลที่ตามมาคือหากเราใช้อายุขัยเฉลี่ยเป็นเกณฑ์ “คนแก่” ในประเทศหนึ่งอาจไม่ใช่ “คนแก่” ในอีกประเทศหนึ่ง

ข้อสรุปของโอเวอร์ออลล์ก็คือ ความแก่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางชีววิทยาล้วนๆ อย่างที่เราเข้าใจมาแต่เดิม

แต่เป็นผลผลิตของโครงสร้างทางสังคม การแพทย์ เศรษฐกิจ และนโยบายสาธารณะด้วย

โอเวอร์ออลล์ต้องการแสดงให้เห็นว่าความแก่เป็นข้อเท็จจริงทางการเมือง (political fact) พอๆ กับที่เป็นข้อเท็จจริงทางชีววิทยา

ฉะนั้น การเปลี่ยนใจไปมาของรัฐบาลเรื่องการต่ออายุราชการ เดี๋ยว 70 สักพัก 65 สุดท้าย 60 เหมือนเดิม ก็เพราะว่าความแก่ไม่แก่นั้นล้วนเป็นเรื่องการเมืองด้วยเสมอ

ฉะนั้น คำว่าแก่ไม่เพียงแต่พูดเบาๆ ก็เจ็บ

แต่การที่รัฐบาลพูดแล้วไม่มองหรือพิจารณาให้รอบด้านก็จะส่งผลกับทุกคนทุกวัยในสังคมนั้น “เจ็บ” ไปด้วยกัน ไม่ใช่เฉพาะแต่ “คนแก่” อย่างแน่นอน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ความแก่ : พูดเบาๆ ก็เจ็บ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...