ท่าบกท่านาแล้ง กรีนโลจิสติกส์ ประตูส่งออกสินค้าไทย
ไม่นานผ่านมามีโอกาสเดินทางไปศึกษา ดูงานยังโครงการท่าบกท่านาแล้ง และเขตโลจิสติกส์นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว พร้อมกับคณะผู้บริหาร พนักงานของสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) หรือ NEDA รวมถึงสื่อมวลชนอีกกว่า 20 คน
ทั้งนั้นเพื่อต้องการดูระบบการบริหารจัดการโลจิสติกส์ของ บริษัท เวียงจันทน์โลจิสติกส์พาร์ค จำกัด ในเครือบริษัท สิดทิโลจิสติกส์ลาว จำกัด ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการท่าบกท่านาแล้ง (Thanaleng Dry Port) และเขตโลจิสติกส์นครหลวงเวียงจันทน์ (Vientiane Logistics Park-VLP)
พัฒนาระบบขนส่งสินค้าสู่ “Green Logistics”
เพราะทราบข่าวว่าผู้บริหารของที่นี่ต้องการพัฒนาระบบขนส่งสินค้าเพื่อไปสู่ “Green Logistics” ในอนาคต
ซึ่งไม่เป็นการกล่าวเกินจริงเลย เพราะเท่าที่สอบถาม “ศิลา เวียงแก้ว” รองประธานคณะกรรมการบริหารการค้า และการควบคุมบริษัท พีทีแอล โฮลดิ้ง และ “สาคอน พิลางาม” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ท่านาแล้ง ดราย พอร์ต จำกัด ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า…ตอนนี้รถขนส่งสินค้าของเราเกือบ 100% ใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด และที่นี่มีสถานีชาร์จไฟฟ้าเป็นของตัวเอง
นอกจากนั้น “ศิลา” ยังเล่าถึงภาพรวมของโครงการนี้ให้ฟังว่า เนื่องจาก สปป.ลาว เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล (land-locked) ทำให้เกิดข้อจำกัดหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนโลจิสติกส์ค่อนข้างสูง รวมถึงการนำเข้าสินค้าเพื่อการบริโภคในประเทศ และการส่งออกสินค้าจำเป็นต้องผ่านท่าเรือของประเทศที่สาม จึงไม่ดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติมาตั้งฐานผลิตในประเทศของเรา
ดังนั้น เมื่อรัฐบาล สปป.ลาว ภายใต้การนำของ “พันคำ วิพาวัน” นายกรัฐมนตรี กำหนดให้แผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (2564-2568) เพื่อยกระดับจากประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลเป็นประเทศศูนย์กลางการเชื่อมโยงในอนุภูมิภาค (land-locked to land-linked) และเป็นสะพานเชื่อมเศรษฐกิจกับประเทศต่าง ๆ
รวมถึงนโยบาย Lao Logistics Link (LLL) ในการสร้างโอกาส และปรับเปลี่ยน landscape ของ สปป.ลาว ให้เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ และจุดเชื่อมโยงที่สำคัญของภูมิภาคในอนาคต
จึงทำให้กระทรวงแผนการและการลงทุน สปป.ลาว ในนามของรัฐบาล สปป.ลาวอนุมัติสัมปทานระยะเวลา 50 ปี ให้แก่บริษัท เวียงจันทน์โลจิสติกส์พาร์ค จำกัด ในเครือบริษัท สิดทิโลจิสติกส์ลาว จำกัด เป็นผู้พัฒนาท่าบกท่านาแล้ง (Thanaleng Dry Port)
และเขตโลจิสติกส์นครหลวงเวียงจันทน์ (Vientiane Logistics Park-VLP) บนพื้นที่ขนาด 2,387.5 ไร่ มูลค่าการก่อสร้างกว่า 727 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเป็นด่านสากลบริการด้านพิธีศุลกากรสำหรับสินค้าขาเข้า-ขาออกระหว่างประเทศ และสินค้าผ่านแดนระหว่างประเทศ เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 13 ธ.ค. 2564 เป็นต้นมา
พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ
“สาคอน” กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการท่าบกท่านาแล้ง และเขตโลจิสติกส์นครหลวงเวียงจันทน์ ตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เชื่อมโยงกับสถานีรถไฟท่านาแล้ง (โครงการรถไฟไทย-ลาว), สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 (หนองคาย-นครหลวงเวียงจันทน์) และตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีเวียงจันทน์ใต้ (สถานีปลายทางสำหรับขนส่งสินค้า โครงการรถไฟลาว-จีน)
โครงการดังกล่าว ไม่เพียงเปลี่ยนโฉมการขับเคลื่อนด้านโลจิสติกส์ และการเชื่อมต่อของ สปป.ลาว หากยังสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจร ประกอบด้วย ศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้า, ด่านสากลสำหรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ, การวางระบบคลังสินค้า, ลานกองตู้สินค้า, การบริหารจัดการระบบภาษี และพิธีศุลกากรเขตโลจิสติกส์ครบวงจร เขตพาณิชย์ และพื้นที่สำนักงานให้เช่าสำหรับกิจการต่างประเทศ
รวมถึงเขตอุตสาหกรรมผลิตสินค้าเพื่อส่งออก, การสร้างเส้นทางขนส่งสินค้าทางรถบรรทุกจากสะพานมิตรภาพสู่พื้นที่ VLP, การปรับปรุงลานกองตู้สินค้าขนาดใหญ่, การสร้างจุดเชื่อมจอด (meeting point) สำหรับรถไฟไทย-ลาว และรถไฟลาว-จีน และการปรับปรุงกฎระเบียบภายในต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนทั้งภายใน และต่างชาติ
“เพียงแต่ขณะนี้ความคืบหน้ายังไม่แล้วเสร็จ เพราะเราค่อย ๆ ทยอยเปิดทีละเฟส ๆ และอีกไม่นานคงให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ”
ที่สำคัญ รัฐบาล สปป.ลาว จดทะเบียนท่าบกเป็น “A Dry Port of International Importance” จำนวน 9 แห่ง โดยมีโครงการท่าบกท่านาแล้งเป็น 1 ใน 9 แห่งที่ระบุไว้ในสนธิสัญญาคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมของสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (UNESCAP)
นอกจากโครงการท่าบกท่านาแล้งและเขตโลจิสติกส์นครหลวงเวียงจันทน์ รัฐบาล สปป.ลาวยังมีโครงการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์อีกหลายโครงการ อาทิ โครงการทางด่วนนครหลวงเวียงจันทน์-ด่านสากลบ่อเต็น ที่จะช่วยยกระดับโครงข่ายเส้นทางทางบกไปยังประเทศจีน
ทั้งยังช่วยลดระยะเวลาในการขนส่งสินค้าขึ้นไปทางเหนือ, โครงการเส้นทางรถไฟลาว-เวียดนาม ที่จะเชื่อมต่อนครหลวงเวียงจันทน์-ท่าแขก-นาเพ้า-ท่าเรือหวุงอ่าง ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ด้านการเชื่อมต่อ สปป.ลาวสู่ทางออกทะเล ในเวียดนามที่ใกล้ที่สุด
โครงการพัฒนาท่าเรือหวุงอ่างในเวียดนาม ซึ่ง สปป.ลาวได้สิทธิในการบริหาร และพัฒนาเต็มรูปแบบโครงการ Mega Projects ที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของ สปป.ลาว จาก land-locked สู่ land-linked อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกับสร้างทางเลือกในการขนส่งสินค้าให้กับภูมิภาคอีกด้วย
รวม 7 เขตสำคัญไว้ในจุดเดียว
ถึงตรงนี้ “ศิลา” ขยายความให้ฟังว่า โครงการท่าบกท่านาแล้ง นอกจากจะเป็นเขตโลจิสติกส์ครบวงจรที่มีมาตรฐานระดับสากล ตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ ยังเป็นโครงการเพียงแห่งเดียวที่รวม 7 เขตสำคัญมาไว้ในจุดเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น เขตการค้าเสรี, เขตสินค้าส่งออก, เขตกักกันพืชและสัตว์, เขตเทคโนโลยี, เขตสินค้าเฉพาะประเภทฮาลาล, เขตสินค้าจากฟาร์ม และเขตบริการโลจิสติกส์อย่างครบวงจร
ขณะที่ “สาคอน” บอกว่า อีกส่วนหนึ่งที่่สำคัญคือ โครงการท่าบกท่านาแล้งไม่โดดเด่นแต่เฉพาะการเป็นศูนย์กระจายสินค้าจากไทย-ลาว และลาว-จีนเท่านั้น หากเราต้องการที่จะบริหารธุรกิจของโครงการให้เป็น “connectors” หรือ “จุดเชื่อมต่อ” ที่สำคัญ
“พูดง่าย ๆ เราไม่อยากเป็นฮับ เพราะเป้าหมายของธุรกิจคือต้องการที่จะลิงก์สินค้าจากประเทศไทย อาทิ ทุเรียน, มะม่วง, มังคุด, ลำไย ซึ่งเป็นสินค้ายอดฮิต รวมถึงสินค้าจากประเทศในกลุ่มอาเซียนเพื่อส่งต่อไปยังประเทศจีน รวมถึงเป้าหมายที่สำคัญกว่านั้นคือการมุ่งนำส่งสินค้าเพื่อส่งต่อไปยังกลุ่มประเทศเอเชียกลาง และยุโรปต่อไปในอนาคตด้วย”
ดังนั้น เมื่อมาดูข้อมูลของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ พบว่า นับตั้งแต่เปิดโครงการท่าบกท่านาแล้งเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2564 ผู้ประกอบการไทยสามารถส่งออกผลไม้ไปจีนเพิ่มขึ้นมาก มูลค่าส่งออกจากไทยทางด่านหนองคายผ่านแดน สปป.ลาว ไปจีนอยู่ที่ 90.41 ล้านบาท ในปี 2564
แต่เมื่อเส้นทางรถไฟจีน-ลาวเปิดให้บริการ มูลค่าส่งออกจากไทยทางด่านหนองคายผ่านด่าน สปป.ลาวไปจีนเพิ่มขึ้นเป็น 1,964.89 ล้านบาท ในปี 2565 และเป็น 2,848.41 ล้านบาท ในช่วง 5 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ค.) ของปี 2566
ทั้งนี้ ร้อยละ 72 ของมูลค่าการส่งออกดังกล่าว หรือประมาณ 2,073.18 ล้านบาท เป็นการส่งออกทุเรียนสดจากไทยไปจีนมากที่สุด นอกจากนั้น เป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, ปลายข้าวเหนียว, ยางพารา, แร่เฮมาไทต์ และหัวแร่, เม็ดพลาสติก และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
ถึงเวลาที่ “ผู้ประกอบการ” ไทย และเกษตรกรชาวสวนทุเรียน, มะม่วง, มังคุด, ลำไย ต้องให้ความสำคัญกับการลำเลียงผลผลิตเหล่านี้ เพราะโอกาสมาถึงแล้ว จะปล่อยให้หลุดมือไปได้อย่างไร