Star Reverse อีกหนึ่งบทกวี
ข้อมูลเบื้องต้น
กวีเป็นนักแสดงหนุ่มมากความสามารถ เขาควรจะอยู่ในจุดที่ใกล้อิ่มตัว ทว่าโชคชะตาดันเล่นตลก กวีตาย…เขาตายพร้อมกับเพื่อนสนิท รู้ตัวอีกทีก็โผล่มาอยู่ในร่างเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง ที่ทั้งจนและมีชีวิตแสนรันทด อีกทั้งเงินในบัญชีของเด็กคนนี้ซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหนึ่งห่อก็ยังไม่ได้
หนทางการหาเงินจึงได้เริ่มต้นขึ้น แน่นอนว่ากวีต้องใช้ความสามารถของตัวเองให้เป็นประโยชน์ เขาเอาประสบการณ์ที่โลดแล่นในวงการบันเทิงหลายสิบปีมาเริ่มต้นใหม่ในโลกอันไม่คุ้นเคยนี้ แต่การจะเป็นซุป’ตาร์ดังอีกครั้งไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
เพราะนอกจากเรื่องเงินยังมีสิ่งน่าปวดหัวตามมาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความลับของร่างนี้ หรือแม้แต่เรื่องอำนาจในโรงเรียนที่เด็กนี่กำลังศึกษาอยู่ ไม่ว่าเรื่องไหนก็ดูจะแก้ไขได้ไม่ง่าย ยิ่งตามหาคำตอบ ยิ่งเจอต้นตอ ยิ่งทำให้กวีพบความลับอันน่าตกใจ ความลับที่ว่า….
STORY: จ.จอร์เจีย
ILLUSTRATOR: miiir_g
TYPOGRAPHY: MIMiM
****เรื่องนี้จะมีการติดเหรียญล่วงหน้า และติดถาวรเมื่อจบให้หลังประมาณ 1 อาทิตย์นะคะ ซึ่งราคาของเหรียญแต่ละตอน จะเป็นการเอาราคาของ ebook มาเฉลี่ยให้เท่ากัน เพื่อให้ยุติธรรมต่อนักอ่านที่ซื้อ ebook ค่ะ ส่วนตอนพิเศษก็มีลงเช่นกันค่ะ แต่เจียจะติดเหรียญเลย ไม่มีอ่านฟรีนะคะ****
สำหรับนักอ่านที่เคยซื้ออ่านแบบล่วงหน้าไปแล้วเมื่อติดถาวร จะไม่ต้องซ้ำค่ะ ไม่ว่าจะติดสูงกว่าเดิมหรือน้อยกว่าเดิม
จำนวนทั้งหมด 99 ตอน (ไม่นับรวมตอนพิเศษ)
เล่ม 1 จำนวน 30 ตอนบวกบทนำ ตอนพิเศษ 4 ตอน (จบแล้ว)
เล่ม 2 จำนวน 23 (จบแล้ว)
เล่ม 3 จำนวน 36 ตอนพิเศษยังไม่ระบุ
จบเรื่อง //_
ลงเรื่องนี้แค่ใน readawrite กับ Dek-D นะคะ ถ้าพบนิยายที่คล้ายคลึงกับเจียในแอปหรือเว็บอื่นแสดงว่าคัดลอกไปลง
และไม่อนุญาตให้นำภาพปกไปใช้ในทุกกรณี ไม่ว่าจะดัดแปลง ทำซ้ำ หรือนำไปใช้เป็นภาพประกอบในนิยายเรื่องอื่น
นิยายเรื่องนี้เป็นเพียงจินตนาการ และเรื่องที่สมมติขึ้นมาของผู้แต่งทั้งสิ้น ไม่ได้มีเจตนาพาดพิงถึงบุคคลอื่นใด และตัวละครในนิยายทุกตัวไม่ได้อิงจากบุคคลที่มีอยู่จริง เนื้อหาอาจมีบางช่วงที่รุนแรงไปบ้าง แต่นักเขียนจะมีบอกเตือนก่อนเสมอ หวังว่าจะไม่พบนิยายที่คล้ายกันกับของเจียที่อื่นนะคะ นิยายใคร ใครก็รัก และเมื่ออยากเป็นนักเขียนที่ดี ควรเริ่มจากการไม่ลอกผลงานคนอื่น และแต่งมันด้วยตนเองค่ะ
สุดท้ายนี้ขอฝากนิยายเรื่องนี้ไว้ในใจของนักอ่านที่น่ารักทุกท่านด้วยนะคะ//โค้ง
โปรดแสดงความคิดเห็น และแลกเปลี่ยนข้อมูลต่าง ๆ ในภาษาที่สุภาพนะคะ
↧↧↧ ช่องทางการติดตาม ↧↧↧
บทนำ
บทนำ
“รางวัล Star Award สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมประจำพุทธศักราช 2565 ได้แก่ คุณกวี โตษิณ จากเรื่องหมึกดำค่ะ!!” เสียงประกาศดังก้องไปทั่วทั้งฮอลล์ พร้อมกับเสียงปรบมือแสดงความยินดีไม่ขาดสาย ไม่นานเจ้าของรางวัลอันทรงเกียรติก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาหันไปกอดบรรดาทีมงาน และนักแสดงในเรื่อง ก่อนจะเดินขึ้นไปรับรางวัลบนเวที
กวี หรือ นายโตษิณ ภักดีมิจาก ศิลปินชื่อดังที่กำลังมาแรง จากผลงานการแสดงหลาย ๆ เรื่อง ความสามารถของเขาเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาของทั้งคนในประเทศและนอกประเทศ ทำให้รางวัลนี้ไม่ได้เกินกว่าที่ทุกคนคาดคิดเลย
ซึ่งในวันนี้กวีอยู่ในชุดสูทสีเลือดหมู ตัดกับผิวขาวสว่างของเขา ทำให้ดูโดดเด่นได้ไม่ยากท่ามกลางเหล่าคนในวงการที่แสนจะหน้าตาดี ใบหน้าได้รูปอย่างคนที่พระเจ้ารักแย้มยิ้มน้อย ๆ เผยให้กล้องได้จับภาพเขาไว้ได้ถนัด ขาเรียวยาวก้าวขึ้นเวทีอย่างมั่นคง เขายิ้มให้กับผู้ประกาศรางวัล แล้วยื่นมือรับโล่ทองคำรูปดาวแปดแฉกที่มีน้ำหนักพอสมควรเข้ามาถือไว้ในมือ จากนั้นเดินไปยังจุดที่ไมโครโฟนตั้งไว้ และพูดตามธรรมเนียมของผู้ได้รับรางวัล
“ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทีมงานเรื่องหมึกดำทุก ๆ คนเลยครับ ขอบคุณที่ทำงานกันอย่างหนัก เพราะถ้าไม่มีพวกเขา ผมคงมาไม่ถึงจุดนี้” น้ำเสียงนุ่มทุ้มน่าฟังเอ่ยอย่างมีจังหวะจะโคน ด้านล่างเวทีมีทีมงานจากภาพยนตร์เรื่องหมึกดำส่งเสียงให้กำลังใจอยู่เนือง ๆ
กวียิ้มขำเล็กน้อย แล้วกล่าวต่อ “ขอบคุณพี่ตันหยง ผู้จัดการคนเก่งของผมที่คอยช่วยเหลือมาตลอด” เขาชูโล่รางวัลขึ้นไปทางผู้จัดการคนสวยที่ตอนนี้ร้องไห้ออกมาแล้ว “รางวัลนี้มีความหมายกับผมมาก ๆ เลยครับ ผมใช้ชีวิตอยู่ในวงการบันเทิงรวมปีนี้ก็ราว ๆ 15 ปีแล้ว ล้มลุกคลุกคลานมาก็มาก มาถึงวันนี้ได้มีโอกาสจับโล่ทองคำที่เขาว่ากันว่ามันหนักแสนหนักเสียที” ผู้ฟังด้านล่างหัวเราะออกมากันเสียงดังเมื่อศิลปินหนุ่มเล่นมุก
“ตอนนี้ผมยังรู้สึกว่ามันเหมือนเป็นความฝันมากกว่าความจริงอยู่เลยครับ” กวีเริ่มน้ำตาคลอ เพราะความพยายามทั้งหมดที่ทำมามันย้อนกลับมาหาตัวเขาแล้ว “ผมต้องขอบคุณทุกการสนับสนุนจริง ๆ ครับ รวมทั้งเหล่าทิวลิปที่น่ารักทุกคนด้วย” ทิวลิปคือชื่อกลุ่มแฟนคลับกวี ซึ่งคำพูดนี้ทำเอาแฟนคลับที่ดูอยู่ร้องไห้ออกมากันใหญ่ กวีเองพยายามจะไม่ให้น้ำตาไหลออกมา เพราะหากมันเลอะเครื่องสำอางคงไม่น่าดูนัก
กวีค่อย ๆ ร่ายคำกล่าวรับรางวัลอันแสนตราตรึงใจยาวเหยียด รวมถึงพูดเกี่ยวกับวงการบันเทิงในปัจจุบันว่าหากรัฐบาลให้การสนับสนุนมากกว่านี้ผลงานของพวกเขาคงได้ออกสู่สายตาชาวโลกมากยิ่งขึ้น เพราะกวีคิดอยู่เสมอว่าพวกเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าชาติไหนเลย และเมื่อมาถึงช่วงสุดท้ายของการพูด กวีก็ไม่ลืมที่จะกล่าวถึงคนสำคัญที่สุดในชีวิต
เพื่อนสนิททั้ง 4 ของเขา
“สุดท้ายจะขาด 4 คนนี้ไปไม่ได้เลย ถ้าขาดไปคงไม่มีกวี โตษิณอย่างในวันนี้ ขอบคุณพวกนายมากนะ นะโม ปลา แทนไท เปาโล หวังว่าปีนี้เราจะได้ไปเที่ยวด้วยกันนะ” สิ้นคำพูดเจ้าของรางวัลใหญ่ เสียงปรบมือก็ดังขึ้นอีกครั้ง กวีเดินลงจากเวทีอย่างองอาจ ใบหน้าหล่อเหลาเปี่ยมไปด้วยความสุข ในใจคิดว่าวันนี้ถือเป็นวันที่ยอดเยี่ยมมากสำหรับตนเอง
และกว่าจะเสร็จสิ้นการประกาศรางวัล เวลาก็ล่วงเลยไปถึงเที่ยงคืนแล้ว กวีปลีกตัวออกจากนักข่าวมาถึงบ้านได้ ก็เป็นเวลาตีสองกว่า ๆ เขาแทบหมดแรง จนพี่ตันหยงต้องแบกขึ้นมาบนห้อง ดีที่ผู้จัดการคนสวยของเขาแรงเยอะ ไม่อย่างนั้นกวีคาดว่าเขาคงต้องถูกลากขึ้นมาแน่
“พักผ่อนนะคะน้องกวี จบงานนี้พี่เคลียร์ตารางไว้ให้หมดแล้ว เพราะฉะนั้นหยุดยาวนี้ก็ไปผ่อนคลาย ก่อนกลับมาเปิดศึกใหม่นะคะ” พี่ตันหยงพูดเสียงสูง มือจับเอาผ้าขึ้นมาห่มให้ดาราที่ตนเองสนิทเหมือนน้องชายอย่างเอ็นดู
กวีที่ตอนนี้ตาลืมไม่ขึ้นแล้ว ได้แต่ตอบรับอยู่ในคอ ทำเอาผู้จัดการคนเก่งส่ายหน้าน้อย ๆ
“งั้นพี่ไปก่อนนะคะ”
ตันหยงออกไปแล้ว ภายในห้องเหลือแต่ร่างของซุป’ ตาร์ชื่อดัง ที่นอนหลับไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย กวีหลับไปทั้งอย่างนั้นจนกระทั่งยามเช้ามาถึง
แสงแดดที่ลอดผ่านม่านแยงตาชายหนุ่มจนต้องยอมตื่นขึ้นมา กวีคว้าเอาโทรศัพท์ที่วางไว้หัวเตียงมาดูเวลา พบว่าตอนนี้เป็นเวลาสิบโมงกว่า
นี่เขาหลับเป็นตายเลยสินะ…กวีคิดในใจ จากนั้นนิ้วมือเลื่อนดูแจ้งเตือนมากมายที่ยังไม่ได้อ่าน รวมถึงสายจากเพื่อนสนิททั้งสี่ ที่คาดว่าน่าจะโทรมาแสดงความยินดีกับเขา แต่คงจะรู้ว่าเขาหลับเลยส่งข้อความมาแสดงความยินดีแทน
เพื่อนสนิทที่ว่านี้ พวกเราเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยประถม เพราะบ้านอยู่ละแวกเดียวกัน รู้จักกันมากว่าค่อนชีวิต เรียกว่าตายแทนกันยังได้ ซึ่งเหตุที่ทำให้พวกเขาสนิทกันมากขึ้นขนาดนี้ เป็นผลพวงมาจากครอบครัวด้วยส่วนหนึ่ง
จะว่าไปวันพุธนี้ แทนไทหนึ่งในเพื่อนสนิทของเขา มีแข่งขันทำอาหารรอบสุดท้ายด้วยนี่นา
กวีนึกแล้วก็กดแจ้งเตือนช่วงเวลาที่รายการจะออนแอร์ไว้ เพื่อไม่ให้พลาดการแข่งขันของเพื่อน แล้วค่อย ๆ ไล่ตอบข้อความเพื่อนสนิทไปทีละคน สำหรับคนในวงการที่ไม่ได้สนิทอะไรกันมากนัก กวีขอบคุณกลับไปตามมารยาทเท่านั้น ซึ่งใช้คำพูดในทำนองเดียวกันทั้งหมด เมื่อจบเรื่องในมือถือกวีจัดการเก็บที่นอน และลุกไปอาบน้ำแปรงฟัน เพราะรู้สึกตัวเองเน่าพอสมควรจากการที่เมื่อวานนี้ไม่ได้อาบน้ำ
กว่าธุระส่วนตัวจะเสร็จ เที่ยงวันก็มาถึงพร้อมกับท้องที่ส่งเสียงร้องประท้วง ทำให้กวีต้องลงมือทำอะไรง่าย ๆ กิน ยังดีที่ในตู้เย็นพอจะมีของสดติดไว้ เพราะหากสั่งของรอจนของมาส่ง คาดว่าคงได้หิวจนหน้ามืด เอาไว้ค่อยสั่งเป็นมื้อเย็นแทนก็แล้วกัน
วันนี้ทั้งวันกวีใช้ชีวิตแบบเรื่อยเปื่อย สมกับที่ทำงานมาทั้งปี อีกอย่างพักหลังเขารับงานน้อยลงด้วย ไม่ได้บ้างานรับทุกอย่างที่คนเขายื่นมาอย่างช่วงแรก ๆ ที่เข้าวงการ
กวียอมรับว่าตัวเองเป็นคนหน้าเงิน เพราะตอนเด็กเขาจำฝังใจเลยว่า ความจนมันน่ากลัวขนาดไหน เขาจะไม่ย้อนกลับไปกินข้าวคลุกน้ำปลาเป็นครั้งที่สองแน่นอน เขาเลยให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่าเงินยิ่งกว่าสิ่งใด ตอนเข้าวงการแรก ๆ เลยมีมายาคติที่ว่ายิ่งงานเยอะยิ่งเงินเยอะ จนลืมคำนึงถึงสุขภาพ เพื่อน ๆ ที่เห็นสภาพใกล้ตายของเขาเลยต้องเข้ามาปรามให้ลดรับงานบ้าง
อีกอย่างความคิดแรกที่เข้าวงการมา ก็เพราะคิดว่าเป็นดาราแล้วรวย ซึ่งก็รวยจริงหากคุณดัง แต่พอได้ทำจริง ๆ แล้ว กวีกลับหลงใหลในการแสดง ชอบที่ได้เล่นเป็นใครก็ตามที่สร้างขึ้นจากปลายปากกาของนักเขียน หรือคนเขียนบท แต่ถึงจะชอบการแสดงขนาดไหน แต่ยิ่งทำงานในวงการบันเทิง กวีกลับยิ่งรู้สึกรังเกียจวงการนี้ เพราะมันไม่ได้สวยหรูอะไรเลย มีแต่พวกที่พร้อมแทงข้างหลังได้ตลอดเวลา
ดังนั้นต้องรู้จักที่จะสวมหน้ากาก รู้ว่าใครที่ควรเข้าหา หรือเว้นระยะห่าง รู้ว่าใครควรยุ่งไม่ควรยุ่ง เพราะถ้าก้าวพลาดแม้เพียงก้าวเดียว ชีวิตในวงการบันเทิงอาจจบลงแบบที่ไม่สามารถกลับเข้ามาได้อีก
แน่นอนว่าถึงกวีจะรังเกียจมัน แต่เขายังรักการแสดง และปีหน้ายังมีแพลนโกอินเตอร์ ได้รับบทตัวละครสมทบในหนังของค่ายใหญ่ค่ายหนึ่ง ซึ่งลองวิเคราะห์จากบทแล้ว กวีคาดว่าหนังเรื่องนี้ต้องถูกใจใครหลาย ๆ คนแน่
เพราะฉะนั้นก่อนจะไปทำงานหนักในปีหน้า สิ้นปีนี้เขาจะพักผ่อนจะเที่ยวให้หนำใจ อีกทั้งเมื่ออาทิตย์ก่อนนะโมโทรมาคุยเรื่องจัดทริปเที่ยวใต้อยู่ แต่กังวลว่าจะมีเวลาไม่ตรงกัน เลยว่าจะคุยพร้อม ๆ กันสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้ พร้อมกับรอให้แทนไทแข่งขันรายการอาหารเสร็จก่อนด้วย
“อร่อยแฮะ” กวีพูดพึมพำออกมาหลังนั่งกินข้าวผัดฝีมือตัวเองพลางดูรายการอาหารที่เพื่อนกำลังออกอยู่
การทำอาหารเป็นผลพลอยได้จากการไปเป็นลูกมือเพื่อนสนิทอย่างแทนไท ถึงจะไม่สู้รสมือเพื่อนคนเก่ง แต่กวีก็คิดว่าอาหารตัวเองทำพอกินได้ ไม่อดตายแน่นอน
ที่จริงในอาทิตย์หลังรับรางวัล กวีไม่มีแพลนอะไรเลยนอกจากนอนอยู่คอนโด ดูรายการแข่งขันของเพื่อน ดูมวยที่ค่ายของนะโมลงแข่ง ใช้ชีวิตติดบ้านอยู่แบบนี้เกือบอาทิตย์ จนหลังการแข่งขันของแทนไทจบไปหนึ่งวัน กวีถึงได้คุยกับเพื่อนซี้ให้หายคิดถึง
เรื่องที่คุยก็ไม่พ้นเรื่องจัดทริปไปเที่ยวที่มักล่มอยู่ตลอด แต่ปีนี้ดูจะราบรื่นเพราะทุกคนมีเวลาว่างตรงกัน เรียกว่าพยายามจัดตารางให้ว่างตรงกันเสียมากกว่า แน่สิ พวกเขาไม่ได้เที่ยวด้วยกันมาเกือบ 5 ปีแล้ว ยังไงปีนี้ดูจะต้องไปด้วยกันให้ได้
กวีเองก็คิดถึงเพื่อนเหมือนกัน ถึงจะเห็นหน้าในวิดีโอคอลบ่อย ๆ แต่ก็สู้เจอตัวจริงไม่ได้หรอก และมันจะมีเพื่อนตัวดีอยู่หนึ่งคน ที่มักทำให้กวีรู้สึกเส้นประสาทกระตุกบ่อย ๆ
“นี่คุณซุป’ ตาร์ดัง ฉันเพิ่งดูซีรีส์เรื่องใหม่ที่แกเล่นด้วยนะ บทคนดี๊คนดีขัดกับนิสัยแกมากเวอร์” เสียงที่พยายามดัดให้ดูเล็กแหลมทำให้กวีกลอกตาไปมา และโต้กลับไปอย่างไม่ยอมแพ้
“ฉันล่ะอยากส่งรูปที่แกเต้นเลื้อยใส่หนุ่มกล้ามโตไปให้เด็กในค่ายแกดูจริง ๆ” แน่นอนว่าสิ่งที่พูดกวีมีจริง ภาพยุคมืดของเพื่อนมีหรือกวีจะไม่เก็บเอาไว้ และดูเหมือนการทะเลาะกันระหว่างเขาและนะโม เป็นที่ชินชาของคนที่เหลือแล้ว กวีจึงได้ยินเสียงหัวเราะผสมโรงอยู่เรื่อย ๆ
ที่จริงนะโม เป็นเพื่อนคนแรกที่กวีรู้จัก และเพราะสนิทกันมากเกินไป จึงมีความสัมพันธ์ที่ชอบจิกกัดกันแบบนี้ ตัวนะโมนั้นในปัจจุบันเป็นเจ้าของค่ายมวยขนาดใหญ่อยู่ แถมนักมวยในค่ายยังไปถึงระดับโลกอยู่หลายคน ส่วนในอดีตนะโมเป็นถึงทหารหน่วยรบพิเศษในอเมริกา ซึ่งมันดูไม่ค่อยเข้ากับนิสัยชอบพูดเรื่อยเปื่อยของเจ้าตัวเลยใช่ไหมล่ะ แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็เคยเป็นหัวหน้าหน่วยรบที่เก่งกาจมาก่อน
แต่เห็นเขาจิกกัดกันเก่งแบบนี้ ความจริงพวกเขารักกันดีกว่าใคร แน่นอนว่าเพื่อนในกลุ่มก็รู้ดี จึงไม่มีการห้ามปรามเวลาตีกัน
“อุ๊ยตายว้ายกรี๊ด คุณกวีจะทำร้ายเพื่อนได้ลงคอเชียวเหรอ” นะโมส่งเสียงตกอกตกใจอย่างมีจริตตอบกลับมา เมื่อได้ยินว่าภาพยุคมืดจะถูกเผยแพร่ ความจริงเจ้าตัวกลัวเสียที่ไหน เด็กในค่ายมวยรู้กันดีหมดนั่นแหละว่าเจ้าของค่ายเป็นยังไง แต่คำพูดของนะโม ทำให้เปาโลที่ฟังเงียบ ๆ มาตลอด เอ่ยขึ้นมาเสียงอ่อนใจ
“สรุปแกเป็นเกย์ หรือเป็นกะเทย”
“เขาเรียกว่าจริตครับคุณหัวหน้าพรรค”
โดนแซวเข้าหน่อยนะโมก็กลับมามาดแมนทันที ส่วนเปาโลเพื่อนสนิทคนนี้เป็นหัวหน้าพรรคประชานิยมที่กำลังลงชื่อสมัครเป็นนายกในสมัยหน้า เป็นนักการเมืองที่คนรุ่นใหม่ชอบมากเชียวละ เปาโลเดิมทีเป็นลูกเจ้าขุนมูลนาย มีเชื้อเจ้าอยู่ แต่เจ้าตัวดูจะไม่ชอบมันเท่าไร และถอนตัวออกจากตระกูลมาเป็นสิบปีแล้ว เช่นเดียวกับพวกเขาทุก ๆ คนที่ไม่ได้ติดต่อครอบครัวอีกเลยตั้งแต่ถูกไล่ออกจากบ้าน
สาเหตุที่ถูกไล่ออกจากบ้านก็ไม่พ้นเรื่องที่พวกเขาบอกออกไปว่าตัวเองเป็นเกย์ นอกจากบรรดาผู้ใหญ่จะรับไม่ได้แล้ว ยังขับไสไล่ส่งเหมือนหมาแมวจร เพราะกลัวว่าจะทำให้ครอบครัวกลายเป็นขี้ปากของคนในหมู่บ้าน จึงกล้าไล่เด็กที่เพิ่งก้าวเท้าเข้ามัธยมปลายออกจากบ้านอย่างไม่มีหัวคิด
ตัวเปาโลไม่ได้ถูกไล่เหมือนพวกเขา แต่โดนหนักขนาดที่ว่า ถูกพาไปโรง’ บาลบ้า เพราะพ่อแม่คิดว่าหมอสามารถช่วยให้ลูกชายกลับมาชอบผู้หญิงได้
น่าตลกว่าไหมล่ะ
แต่หากให้ย้อนกลับไปช่วงเวลานั้นมันไม่ตลกเลยสักนิด กวียังจำสภาพเจียนตายของเปาโลได้อย่างดี นับจากนั้นพวกเขาจึงออกมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ยังดีที่มีย่าของแทนไทช่วยดูแลพวกเขาในช่วงแรก ๆ จนตั้งหลัก และหางานเสริมทำระหว่างเรียนได้
ส่วนแทนไทที่ว่าเป็นเชฟอาหารไทย เจ้าตัวชื่นชอบการทำอาหารก็เพราะมีคนเป็นย่านี่ละ ที่เป็นแรงบันดาลใจ แทนไทนั้นเป็นคนใจเย็น มีความเป็นผู้ใหญ่มาก อาจเพราะได้ผู้เป็นย่าอบรมสั่งสอนมาเป็นอย่างดี เพื่อนคนนี้จึงเหมือนน้ำเย็น ๆ ที่ช่วยให้คนในกลุ่มรู้สึกสบายใจยามอยู่ด้วย
“แล้วไทล่ะต้องไปสัมภาษณ์อะไรไหม” คำถามนี้มาจากปลา หรือลูกปลา เพื่อนสารพัดประโยชน์เจ้าของฉายาเป็ด เพราะสามารถทำได้ทุกอย่างที่ขวางหน้า ปัจจุบันปลาเป็นเจ้าของสวนผลไม้รายใหญ่ในภาคเหนือ ปลาถามแทนไทที่เพิ่งได้รับรางวัลมาหมาด ๆ ไม่ช้าเจ้าของรางวัลก็ตอบกลับมา
“ไม่มีแล้วละ ตอนนี้ก็นับวันไปทริป”
“แต่ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่ล่ม ทำไมฉันรู้สึกแปลก ๆ มากกว่าดีใจ” น้ำเสียงนะโมฟังดูเหลือเชื่ออย่างที่พูดจริง ๆ แต่ไม่นานก็ถูกกลบด้วยคำพูดชวนขำขันของปลา
“โอ๊ย! มาปงมาแปลกอะไรไอ้โม นาน ๆ ได้เจอกันทีก็ดีแล้ว เดี๋ยวฉันหิ้วมะม่วงที่สวนไปฝากด้วยเลยเอ้า”
หลังจากนั้นพวกเขาคุยสัพเพเหระกันอยู่พักใหญ่ แล้วค่อยวางสายไปทำธุระส่วนตัวของใครของมัน ตัวกวีเองนึกขึ้นได้ว่าตัวเองเพิ่งสั่งชุดใหม่มา จึงเดินไปหยิบจากกองของมากมายที่มาส่ง
ชุดที่ว่านี้คือชุดของตัวละครหญิงในอนิเมะเรื่องหนึ่งที่กำลังดังอยู่ในช่วงนี้ ซึ่งนี่คืออีกหนึ่งความลับที่คนทั่วไปไม่รู้
กวีชื่นชอบการแต่งครอสเดรสนั่นเอง เขามักแต่งคอสเพลย์เป็นตัวละครหญิงที่ตนเองชอบ และยังมีแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มียอดผู้ติดตามอยู่หลายล้าน แน่นอนว่าไม่มีใครจำเขาได้ คนที่รู้เรื่องนี้มีเพียงตัวเขา เพื่อนสนิททั้งสี่ และผู้จัดการส่วนตัวอย่างพี่ตันหยง
และที่สั่งชุดนี้มาก็เพราะกวีคิดจะลงรูปส่งท้ายปีใหม่ให้ผู้ติดตามเป็นการขอบคุณ กวีจัดแจงเอาชุดออกมาดูความเรียบร้อย ตรวจดูว่าของครบหรือเปล่า จากนั้นจัดการแปลงโฉมตัวเอง
อย่างแรกที่กวีทำคือเปลี่ยนชุด เมื่อเปลี่ยนชุดเสร็จก็เดินไปหยิบเอากระเป๋าเครื่องสำอางใบโตที่เต็มไปด้วยของมากมายมาวางไว้หน้ากระจก ค้นเอากล่องคอนแท็กต์เลนส์สีเดียวกับตาของตัวละครมาใส่ แล้วเริ่มการแต่งหน้าอย่างชำนาญ
กวีใช้เวลาในการแต่งหน้าอยู่พักใหญ่ กว่าจะทำให้ภาพที่เห็นภายในกระจกเวลานี้เปลี่ยนไป จากชายหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหลา กลายเป็นสาวสวยหน้าคม มีนัยน์ตาสีแดงสด ดวงตาเฉี่ยวอย่างมีเอกลักษณ์
“ไม่เลวเลย” กวีมองดูฝีมือการแต่งหน้าในวันนี้ของตัวเองแล้วรู้สึกพอใจ เขาหันซ้ายหันขวาดูว่าต้องแก้ตรงไหนเพิ่มเติมหรือเปล่า พอคิดว่าไม่มี จึงใช้เน็ตคลุมผมสวมศีรษะเก็บผมจนหมด แล้วหยิบวิกผมสีทองที่เตรียมไว้ขึ้นมา และสวมทับลงไป ดีที่ว่าตัวละครนี้ไม่ต้องเซตวิกผมอะไรมาก เพราะทรงผมของเธอเป็นหน้าม้าธรรมดา ๆ จึงประหยัดเวลาในการแต่ง
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นก็ไม่มี กวี โตษิณ ยืนอยู่ในห้องแล้ว มีเพียงสาวสวยแสนมั่นใจกับดาบคู่อันใหญ่ของเธอ กวีเดินไปยังห้องสำหรับใช้ถ่ายคอสเพลย์ของตัวเอง เขาจัดไฟตั้งกล้องอะไรเรียบร้อยแล้วก็เริ่มถ่าย กวีถ่ายอยู่หลายภาพ หลายท่าทางจนกว่าจะได้ภาพที่ถูกใจ แล้วค่อยเอาไปแต่งสีอีกทีในโปรแกรม
ซึ่งกว่าจะได้เวลาลงรูป ก็เกือบสามทุ่มเข้าไปแล้ว กวีเลือกรูปที่ตรงกับท่าโพสต์ยอดนิยมของตัวละครนี้ พร้อมแนบแค็ปชันสั้น ๆ ว่า Happy new year กับอิโมจิรูปแมวเหมียว
เพียงลงรูปไปไม่กี่วินาทียอดกดถูกใจก็พุ่งไปเป็นหมื่น กวีมองแล้วรู้สึกหายเหนื่อย แต่ก็รู้สึกใจหายเช่นกัน ไม่รู้ทำไมเขาถึงมีความรู้สึกแบบนี้ได้
ความรู้สึกที่ว่า…เหมือนจะได้ลงรูปพวกนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้วอย่างไรอย่างนั้น
1 อาทิตย์ถัดมา
“น้องกวีอย่าลืมของฝากพี่นะคะ” ผู้จัดการคนสวยส่งเสียงบอกอย่างทะเล้น เธอมองการพรางตัวของดาราในความดูแลแล้วยิ้มอ่อน แต่เอาเถอะ เจ้าตัวว่ามันพรางก็พราง
“ได้เลยครับพี่” กวีตอบกลับเสียงอู้อี้ เพราะทั้งแมสก์และผ้าพันคอบังปากอยู่
เช้านี้กวีให้พี่ตันหยงมาส่ง เพราะมาเองท่าจะลำบากกว่า เขาพกของไปค่อนข้างเยอะด้วย
“ยังไงพี่กลับก่อนนะคะ ดูแลตัวเองด้วย”
“ครับพี่ พี่ขับรถกลับดี ๆ นะครับ แล้วเจอกันหลังปีใหม่” กวีโบกมือลาผู้จัดการคนเก่งผ่านกระจก มองดูรถของเธอวิ่งออกไปจนลับสายตาแล้วเดินตรงเข้าสู่สนามบิน แต่ในขณะที่เดินอยู่นั้นหางตาเขาก็ไปสบเข้ากับบุคคลที่ท่าทางคุ้นเคย
“เปาโลเหรอ”
อีกฝ่ายเหมือนจะรู้เช่นกันว่าเขาคือใคร เลยเดินตรงดิ่งมาหา พร้อมกับคำพูดที่ว่า
“นี่นายแน่ใจใช่ไหมว่าพรางตัวแล้ว” กวีพยักหน้าหงึกให้เพื่อนนักการเมืองคนเก่ง
การแต่งตัวของเขามันมีปัญหาตรงไหนกัน พี่ตันหยงก็ทีหนึ่งแล้ว
“เฮ้อ ฉันแนะนำให้นายเอาผ้าพันคอออก นี่เมืองไทยนะกวี ร้อนขนาดใส่เสื้อกล้ามยังเหงื่อออก นายมาใช้ผ้าพันคอแบบนี้มันยิ่งสะดุดสายตาชาวบ้าน”
กวีคิดตามแล้วก็เห็นด้วยอย่างที่เพื่อนบอก แต่เพราะเขาใส่เสื้อคอวี แถมลักษณะของเขาที่แฟนคลับต้องจำได้แน่ คือปานรูปคล้ายขนนกตรงคอ หากเอาออกมีหวังเขาได้เป็นจุดเด่นกว่าเดิมแน่
“เอาเถอะ ฉันไม่ร้อน พวกเราไปจุดนัดพบกันดีกว่า”
เปาโลยักไหล่น้อย ๆ แล้วเดินตามเพื่อนไป จุดนัดพบที่พวกเขานัดกันไว้ไม่ไกลจากทางเข้าที่ 1 นัก ทำให้ไม่นานกวีก็เห็นเพื่อนอีกสองคนกำลังนั่งคุยกันอยู่ ทั้งสองเมื่อเห็นพวกเขาก็หันมาโบกไม้โบกมือให้ ซึ่งสองคนที่มาก่อนใครก็ไม่พ้นแทนไทและปลา
“ไงคุณแทนไท คุณอัมพุชา พวกนายนี่มักมาก่อนเสมอเลยนะ” กวีทักทายพร้อมกับแซวเพื่อนเด็กดีทั้งสอง เขาพูดพร้อมกับกวาดสายตาดูรอบ ๆ ก็ยังไม่พบวี่แววของอีกหนึ่งหน่อเลยพูดต่อว่า “แต่ไอ้คนมาช้าเสมอก็ยังเป็นคนเดิม”
“เอาน่า ยังไม่ถึงเวลานัดเลย พวกเรามาเร็วไปด้วยซ้ำ แล้วปลากับไทสบายดีไหม” เปาโลแก้ต่างให้เพื่อนตัวดีพร้อมเข้าไปกอดทั้งปลาและแทนไทแน่น
“ฉันเรื่อย ๆ ไม่ดีไม่เลว” ปลาตอบกลับหลังจากถอนกอดแล้ว พอดีกันกับเสียงของนะโมที่ดังมาแต่ไกล
“Hi เกลอทั้งหลาย มากอดกันหน่อยเร็ว”
แน่นอนว่ากวีเป็นคนแรกที่ถูกเจ้าเพื่อนกล้ามโตคว้าหมับเข้าไปกอด จนเขาต้องตีหน้าอกอีกฝ่ายเพราะหายใจไม่ออก
“หายใจไม่ออกไอ้นะโม สารอาหารไปเลี้ยงกล้ามหมดหรือไง ปล่อยฉันเลยนะ” กวีทุบหลังเพื่อนตัวดีดังอั๊กไปอีกหนึ่งทีถึงเจ้าตัวจะยอมปล่อย
“ก็มันคิดถึงไง แต่แกเนี่ยยังคงคอนเซปต์พรางตัวสุดแสนโอเวอร์เหมือนเดิม อยากให้แฟนคลับจำได้หรือจำไม่ได้กันแน่เนี่ย”
เมื่อโดนแซวเรื่องแต่งตัวอีกรอบก็ทำให้กวีหน้ามุ่ยลง “เรื่องของฉันน่า”
ฝ่ายนะโมที่แกล้งไม่สำเร็จก็หันไปกอดแทนไทแทน ทั้งยังไม่วายหันมาทำปากยื่นปากยาวใส่เขาอีกรอบ
“เนี่ยเพื่อนที่ดีเขาเป็นแบบนี้ดูตัวอย่างไว้” สิ้นคำพูดของนะโม สองเพื่อนซี้ก็ตีกันอีกแล้ว แถมมีคนเชียร์คือปลา คนห้ามปรามคือแทนไท และผู้ที่มองดูด้วยสายตาเหนื่อยใจอย่างเปาโล ซึ่งตีกันจนเหนื่อยแล้วพวกเขาก็พากันไปเช็กอิน และจะไปหาข้าวกินก่อนขึ้นเครื่อง
จากการเดินทางด้วยเครื่องบินทำให้ระยะทางจากกรุงเทพไปภูเก็ตใช้เวลาไม่นาน ประมาณชั่วโมงเศษพวกเขาก็ถึงที่หมาย พอลงจากเครื่องจัดการนู่นนี่เสร็จ ก็ไปจัดการกับรถที่เช่าไว้ต่อ พอได้รถมาแล้วแต่ละคนก็มองหน้ากันว่าใครจะขับดี
“ใครจะขับ” กวีถามขึ้น เพราะตัวเขาเองไม่ได้ขับรถเก่งอะไรมาก ยิ่งในเส้นทางที่ไม่ชำนาญ ยิ่งไม่กล้าขับให้เพื่อนนั่ง
“ฉันเอง” ปลาเลยอาสาขึ้นมา ซึ่งทุกคนเห็นด้วย เพราะปลาขับรถแข็งที่สุด
“มีใครรู้ทางไปโรงแรมไหม” สารถีอย่างปลาถาม แต่ก็ได้รับคำตอบอย่างการส่ายหน้าพร้อมกันของทุก ๆ คน พวกเขาเลยอาศัย Google Map นำทางไป แต่ยิ่งขับไปตามเส้นทางเท่าไรทางยิ่งมืด และยิ่งดูน่ากลัวขึ้น
อะไรบางอย่างบอกกับกวีว่า นี่มันไม่ใช่สถานการณ์ปกติแน่นอน
“มันพาเราหลงหรือเปล่าวะ ในแอปบอกแค่ครึ่งชั่วโมง ทำไมมันดูนานขึ้นเรื่อย ๆ แถมทางโคตรมืดอีกต่างหาก” นะโมเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ
“แต่มันบอกเรามาถูกทางแล้วนะ” เขาที่เช็กทางกับ Google Map พูดเสียงสั่น
ทว่าดูเหมือนจะสร้างความกังวลใจให้พวกเขาไม่พอ เพราะหลังจากสิ้นคำพูดของเขา เสียงบางอย่างก็ดังไล่หลังมา
ปัง! ปัง!
“เหี้- ผีหลอกหรือไงวะ พายุก็ไม่มีมาล้มอะไรขนาดนี้” นะโมอุทานออกมาอย่างตกใจ จะไม่ให้ตกใจได้ยังไง เมื่อต้นไม้ใหญ่รอบด้านที่ขับผ่านมา อยู่ ๆ ก็เกิดล้มลงพาดกับถนนหน้าตาเฉย ทั้ง ๆ ที่ไม่มีลมพายุอะไรเลย
“เร่งอีกหน่อยปลา” เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่ค่อยจะดีเปาโลบอกกับคนขับอย่างปลาเสียงเครียด แต่ดูเหมือนรถเองก็มีปัญหาเช่นกัน
“คันนี้ก็เร่งได้เท่านี้ละเว้ย!”
“ทุกคนใจเย็น ๆ ก่อน”
กวีเองก็อยากจะใจเย็นตามคำพูดของแทนไท แต่นี่มันน่ากลัวเกินไป หากปลาเร่งหนีไม่ทัน พวกเขาได้แบนไปกับถนนแน่ หัวใจกวีเต้นแรง เป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสกับคำที่เขาเรียกว่า การเฉียดตาย
“มันล้มตามตูดมาแล้ว!” ตอนนี้ทุกคนนั่งไม่ติดที่แล้ว แต่ละคนยึดสิ่งที่จับได้ไว้แน่น ทว่าในเสี้ยววินาที ถนนด้านหน้าที่เคยว่างเปล่า กลับมีต้นไม้ขนาดใหญ่ล้มพาดลงมา!
“แม่ร่วงหกแหก ข้างหน้า ๆ” เสียงตกใจและเสียงอุทานดังปนเปไปหมด
“ปลาเบรกเร็ว เบรก!” เหมือนสวรรค์จะไม่เป็นใจ เพราะปลาพูดออกมาเสียงดังว่า
“มันเบรกไม่ได้!”
ซึ่งเสียงวุ่นวายเหล่านี้ดังอยู่ได้ไม่กี่วินาที ก่อนจะถูกกลบด้วยเสียงชนระหว่างรถกับลำต้นของไม้ใหญ่ที่ดังก้องไปทั่ว
เอี๊ยด! ปัง!
ความเงียบกลับคืนสู่ท้องถนน ภายใต้ความมืดมิดเหลือเพียงซากรถยับเยิน และร่างไร้ลมหายใจของทั้ง 5 คน
บทที่ 1 คูณ อคิราห์ เปรมสะสิ
1
คูณ อคิราห์ เปรมสะสิ
เสียงวุ่นวายรอบข้างทำให้ชายหนุ่มที่สลบอยู่บนเตียงผู้ป่วยขมวดคิ้วเข้าหากัน กวีกำลังฝันร้าย ภาพรถชนเข้าต้นไม้ใหญ่อย่างแรงยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขา พร้อมกับความเจ็บปวด และเสียงของกระดูกคอที่หัก
ความรู้สึกที่ได้ไปเยือนโลกหลังความตายนี้เหมือนฝันร้ายตื่นหนึ่ง กวีค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา เพราะเสียงรอบตัวที่ดังเกินไป พอลืมตาขึ้นก็ต้องหรี่ลงอีกครั้งเพราะแสงจากหลอดไฟ เขาจึงกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อให้ดวงตาปรับสภาพให้มองเห็นสิ่งรอบตัวได้ดีขึ้น และเมื่อภาพตรงหน้าชัดเจน สิ่งแรกที่กวีเห็นคือเพดานสีขาวสะอาด พอลองยกมือขึ้น ก็พบว่าแขนของเขามีสายน้ำเกลือเจาะอยู่ รอบกายมีทั้งเตียงผู้ป่วย หมอ และพยาบาล เดินกันขวักไขว่
ที่นี่คือโรงพยาบาลสินะ
คิดได้แบบนั้นกวีก็มีความรู้สึกปวดหน่วง ๆ ที่ต้นคอขึ้นมา แต่ใครพาเขามาโรงพยาบาลกัน แล้วเพื่อนที่เหลืออยู่ไหน เป็นอะไรมากหรือเปล่า
ความสับสนนี้ทำให้กวียิ่งรู้สึกปวดศีรษะมากขึ้น และสิ่งที่กวียังสัมผัสได้ดีเลยคือความตาย
กวีรู้สึกเหมือนว่าตัวเองตายไปแล้ว เพราะคอหักทันทีเมื่อรถชนเข้ากับต้นไม้ แถมสภาพเพื่อน ๆ ที่เห็นก่อนหมดสติไปก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน แต่อะไรที่ทำให้เขารอดมาได้
กวีว้าวุ่นใจอยู่ได้ไม่นาน ก็มีเสียงของพยาบาลวัยกลางคนดังขึ้นข้างเตียงของเขา
“คนไข้รู้สึกยังไงบ้างคะ” เธอถามอย่างรวบรัด มือไม้จัดการกับอุปกรณ์บางอย่างไม่หยุด
กวีขมวดคิ้ว แล้วตอบกลับไปเสียงแหบ “ปวดหัวกับบริเวณท้ายทอยครับ”
“มีความรู้สึกคลื่นไส้ หรือตาพร่ามัวบ้างไหมคะ”
“ไม่ครับ” กวีตอบกลับอาการตัวเองไปตามจริง แต่ที่ยังสงสัยก็คือ เขาประสบอุบัติเหตุรุนแรงขนาดนั้น แต่ทำไมถึงได้มีเพียงอาการปวดศีรษะกับท้ายทอย
“เออ คุณพยาบาลครับ แล้วเพื่อนของผมที่ประสบอุบัติเหตุด้วยกันอยู่เตียงไหนเหรอครับ” กวีถามสิ่งที่อยากรู้มาตั้งแต่ตื่นออกไป แต่คำถามเขากลับทำให้พยาบาลทำหน้างงงวย
“คะ? คุณอคิราห์ แอดมิตแค่คนเดียวนะคะ”
คำตอบของเธอทำเอากวีสมองหยุดประมวลผลไป อีกอย่างเธอเรียกใครกัน อคิราห์คือใคร แถมเธอยังดูจะไม่คุ้นหน้าเขาเลยด้วยซ้ำ กวีคิดว่าตัวเองค่อนข้างรู้จักในหมู่ผู้คนทุกเพศทุกวัย และการที่เขาประสบอุบัติเหตุแบบนี้ ทำไมยังไม่เห็นพี่ตันหยง หรือนี่เป็นรายการถ่ายแกล้งอะไรทำนองนั้น
“คนไข้โอเคหรือเปล่าคะ”
“ไม่ค่อยครับ แต่นอกจากผมไม่มีคนอื่นแล้วจริง ๆ เหรอครับ” กวีถามย้ำอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันได้คำตอบ ร่างสูงใหญ่ของชายคนหนึ่งก็เดินเข้ามา อีกฝ่ายเป็นเด็กวัยรุ่นสูงเกือบ 190 เซนติเมตรได้ ทั้งตัวเต็มไปด้วยกล้ามเนื้ออย่างคนออกกำลังกายอยู่เสมอ ผิวสีน้ำผึ้งสวย มีใบหน้าหล่อเหลาคมคาย เด็กหนุ่มคนนี้มาพร้อมของเต็มไม้เต็มมือ
กวีหรี่ตามองอย่างไม่เข้าใจ เด็กวัยรุ่นหน้าตาดีคนนี้เป็นใครกัน
ดาราใหม่ในความดูแลที่พี่ตันหยงส่งมาเยี่ยมเขาเหรอ ดูจากหน้าตาแล้วอายุคงไม่เกิน 20 ปี
“ไงคูณ ตื่นสักทีนะนาย นึกว่าจะเป็นหนักซะแล้ว”
คูณ? คูณไหนอีก เมื่อครู่ก็อคิราห์ไปแล้วรอบหนึ่ง หรือนี่รายการถ่ายแกล้งจริง ๆ เป็นครั้งแรกเลยที่กวีรู้สึกสับสนขนาดนี้
“ใครคือคูณ ผมชื่อกวี และผมจำได้ว่าผมไม่รู้จักคุณ” กวีพูดเสียงนิ่ง และหากเป็นรายการแกล้งจริง เขาจะฟ้องรายการนี้แน่ เล่นแบบนี้ไม่ตลกเลยสักนิด
ตุ้บ!
ข้าวของในมือเด็กวัยรุ่นตกไปอยู่กับพื้นทันทีที่เขาพูดจบ เจ้าตัวเบิกตากว้างหันไปมองพยาบาลที่ดูจะตกใจเช่นกัน แล้วพูดเสียงดังอย่างคนสติแตก
“คุณพยาบาลไหนคุณบอกว่าเพื่อนผมปกติดี ไม่เป็นอะไรไง!”
เขาก็ปกตินี่ จะให้เป็นอะไรล่ะ
นั่นคือสิ่งที่กวีคิด เพราะตัวเองเพียงรู้สึกปวดหัวกับท้ายทอยเท่านั้น ตอนนี้เขาแค่อยากรู้ว่าเพื่อนตัวเองยังปลอดภัยดีหรือเปล่า
จนแล้วจนรอดกวีก็ยังไม่ได้รับคำตอบว่าเพื่อนตัวเองอยู่ไหน แต่เขากลับได้ไปพบหมอเพื่อสอบถามอาการ และเข้าเครื่องสแกนสมองแทน ซึ่งตลอดการตรวจเจ้าเด็กวัยรุ่นที่โวยวายตอนแรกก็ยังอยู่กับเขา จนกวีสงสัยว่าเด็กนี่เป็นใครกันแน่ ลูกชายลับ ๆ ของพี่ตันหยงหรือไงกัน
“เออ ผมขอไปเข้าห้องน้ำหน่อยได้ไหมครับ” นอนมานานเหมือนร่างกายอั้นปัสสาวะไว้เยอะจนตอนนี้อั้นไม่ไหวแล้ว กวีจึงต้องการเข้าห้องน้ำ ก่อนที่จะคุยกับหมออีกรอบ
“เดี๋ยวฉันพาไป” เป็นเด็กวัยรุ่นแปลกหน้าที่อาสาพาเขาไปยังห้องน้ำ ซึ่งเจ้าตัวขอรออยู่ข้างนอก แถมก่อนเขาจะเข้าไปยังบอกวิธีการกดชักโครกให้เขาอีกต่างหาก
“เฮ้อ” กวีถอนหายใจออกมา หลังจากฟังคำบรรยายการใช้ห้องน้ำของเด็กวัยรุ่นที่ตัวเองไม่รู้จักแม้แต่ชื่อ ทำไมชีวิตเขามันถึงได้สับสนถึงขนาดนี้ แต่เหมือนจะสับสนไม่พอ เพราะในชั่วขณะที่สายตาเห็นภาพสะท้อนของกระจกห้องน้ำ มันก็ทำให้กวีเบิกตากว้าง ยกมือทั้งสองข้างที่กำลังสั่นขึ้นมาลูบใบหน้าตัวเอง ฝ่ามือแสนเย็นเฉียบนี้ทำให้กวีรู้ว่าเขาไม่ได้ฝันไป
กวีเหมือนคนไร้สติไปแล้วจริง ๆ เขาจำไม่ได้ว่าตัวเองยืนอยู่หน้ากระจกนานเท่าไร แต่ที่รู้ ๆ คือ…
นี่มันไม่ใช่ร่างกายเขา!
เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกับเขากันแน่!
ภาพที่กวีเห็นในกระจกเป็นภาพสะท้อนของเด็กหนุ่ม อายุน่าจะไม่เกินยี่สิบ มีใบหน้าหล่อเหลาค่อนไปทางสวย นัยน์ตาสีฟ้าอ่อนอย่างพวกลูกครึ่ง ซึ่งนี่ดูยังไงก็ไม่ใช่เขาเลย
กวีลองหลับตาและลืมตา ทำอย่างนี้ซ้ำ ๆ อยู่หลายสิบครั้ง เขาก็ยังเห็นภาพใครก็ไม่รู้ที่ไม่ใช่ตัวเองปรากฏขึ้นในกระจก
อ้า…พระเจ้า นี่เรื่องบ้าชัด ๆ
กวีไม่เคยเชื่อเรื่องศาสนาและคิดว่าพระเจ้าไม่มีอยู่จริง แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกเหมือนโดนพระเจ้ากลั่นแกล้ง แต่ก็พอจะเข้าใจแล้วว่า ทำไมพยาบาลถึงเรียกชื่อเขาแบบนั้น บวกกับท่าทางตกใจของเด็กผู้ชาย ตอนเขาบอกว่าตัวเองไม่ใช่คนรู้จักของเจ้าตัวด้วย
ถ้าให้กวีจำกัดความเรื่องราวทั้งหมดอย่างง่าย ๆ คงตกผลึกได้ว่า ตอนนี้เขาได้เข้ามาอยู่ในร่างของใครก็ไม่รู้ และยังไม่แน่ว่าตัวเองได้ตายไปแล้วหรือเปล่า แต่อีกใจหนึ่งกวีกลับรู้สึกว่าตัวเองตายไปแล้ว เพราะความรู้สึกตอนที่คอหักยังชัดเจนอยู่ในใจ
น้ำเย็น ๆ จากก๊อกถูกฝ่ามือรองจนเต็ม แล้วยกขึ้นมาลูบหน้าของกวีซ้ำแล้วซ้ำเล่า เผื่อมันจะทำให้เขาใจเย็นลงได้
ตอนนี้คงต้องตั้งสติก่อน เขายังไม่แน่ใจว่าตัวเองอยู่ที่ไหนกันแน่ แถมยังต้องตามหาเพื่อน ที่ไม่รู้เลยว่าตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเขาหรือเปล่า
พอคิดได้ว่าตัวเองอยู่ในห้องน้ำนานเกินไป กวีจึงรีบเดินออก ส่วนเจ้าเด็กวัยรุ่นที่ยืนรอเขาอยู่ พอเห็นเขาก็เข้ามาหาด้วยสีหน้าตกใจ ถามว่าเป็นอะไรมากไหม กวีได้แต่ส่ายหน้า หลบสายตาเป็นห่วงนั้นอย่างเศร้าใจ
มันไม่ใช่เรื่องที่จะยอมรับได้ง่าย ๆ ว่าตัวเองมาอยู่ในร่างใครก็ไม่รู้ เพราะมันทั้งเหนือธรรมชาติ และวิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้เกินไป แถมเขาไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเจ้าของร่างเลย แต่จากอาการตอนนี้หมอคงสรุปให้ว่าความจำเสื่อม ซึ่งนั่นพอจะเป็นข้ออ้างให้เขาสวมรอยเป็นเด็กคนนี้ต่อได้โดยที่ไม่มีใครรู้
และเป็นไปตามที่กวีคาดไว้ เมื่อได้คุยกับคุณหมอ ผลสรุปคือเขาความจำเสื่อม แต่อาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ไม่มี ร่างกายแข็งแรง พรุ่งนี้สามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว จึงทำให้เจ้าเด็กกล้ามโตโล่งใจ สวนทางกับเขาที่กลุ้มใจจนไม่รู้จะทำยังไงต่อดี
“ดีนะไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่เอาเรื่องเจ้าพวกที่ทำให้นายเป็นแบบนี้ไม่ได้ อ้า…ลืมไปนายคงจำไม่ได้สินะ” เด็กหนุ่มคุยจ้อ ขณะเอาของที่นำมาฝากเขาวางไว้ข้างเตียง กวีสบโอกาสจึงถามออกไป
“ผมมาอยู่ที่โรงพยาบาลได้ยังไงครับ เกิดอะไรขึ้น”
เด็กคนนั้นทำหน้าสยองครู่หนึ่งกับท่าทางเป็นทางการของเขา “ก่อนอื่นเลิกแทนตัวว่าผมกับคุณอะไรนี่เถอะ ถือว่าขอ คุยกันเองก็ได้ เราอายุเท่ากันนะ”
ถ้าเจ้าเด็กนี่รู้ว่าเขาแก่กว่าเกือบจะรอบหนึ่งได้จะทำหน้ายังไง
“ที่นายมาอยู่โรง’ บาลก็เพราะถูกไม้ประกอบฉากของละครเวทีตีเข้าน่ะสิ ไม่รู้ทำไมพร็อปที่เตรียมไว้ถึงกลายเป็นไม้จริงได้ แถมเจ้าคนตียังทำไม่รู้ไม่ชี้บอกว่าตอนจับนึกว่าเป็นพร็อปปกติ ทั้ง ๆ ที่น้ำหนักก็ต่างกันอยู่แล้ว มันน่าจะรู้ใช่ไหมล่ะถ้าจับอยู่บ่อย ๆ” ดูเหมือนจะโมโหเอามาก ๆ เพราะบอกกับเขาน้ำไหลไฟดับเลยทีเดียว
และนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาปวดท้ายทอยกับศีรษะสินะ
“ส่วนฉันชื่อสิงหา นายจะเรียกว่าสิงห์ก็ได้ เป็นเพื่อนร่วมห้องและรูมเมตของนาย ความจริงเราไม่ได้สนิทกันมากหรอก”
สิงห์เล่าให้ฟังว่าก่อนจะสลบไป พวกเราเป็นรูมเมตและเพื่อนร่วมห้องกันก็จริง แต่เพราะคูณเป็นคนเงียบ ๆ ไม่ได้คบหากับเพื่อนคนไหน แถมยังเป็นที่เพ่งเล็งของขาใหญ่ในห้อง เลยไม่มีใครกล้าเข้าหานักเพราะกลัวจะโดนหางเลขไปด้วย กวีเองก็ถามกลับไปว่าทำไมสิงห์ไม่กลัวเหมือนคนอื่นล่ะ สิงห์ก็ตอบกลับมาอย่างสบาย ๆ ว่า เจ้าพวกนั้นไม่กล้าทำอะไรตนเองหรอก อีกอย่างเขาน่าสงสารด้วย จะไม่ช่วยตัวเองคงรู้สึกแย่
แต่ฟังไปฟังมาชีวิตเจ้าของร่างนี้ดูรันทดไม่เบา เหมือนเด็กที่ถูกเพื่อนบอยคอตอะไรแบบนั้น การอาศัยอยู่ในโรงเรียนคงจะลำบากน่าดู
หลังจากพอรู้ว่าตัวเองเป็นอะไรถึงมาโรงพยาบาล กวีก็ได้ถามต่ออีกสองสามคำถามก่อนสิงห์จะขอตัวกลับ เพราะเจ้าตัวบอกมีงานเร่งด่วน ไว้พรุ่งนี้มารับเขากลับโรงเรียน เพราะว่าออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว
จึงทำให้ตอนนี้ข้อมูลที่กวีมีอยู่ในมือคือ เขากำลังอาศัยอยู่ในร่างของเด็กหนุ่ม อายุ 18 ปี มีชื่อเล่นว่า คูณ มีชื่อจริงว่า นายอาคิราห์ เปรมสะสิ เป็นนักเรียนในโรงเรียนแห่งหนึ่ง นิสัยเป็นคนเงียบ ๆ ไม่เข้าสังคม มีรูมเมตชื่อว่าสิงห์ ส่วนอย่างอื่นยังเป็นปริศนา เรียกได้ว่าปัจจุบันข้อมูลเกี่ยวกับคูณสำหรับกวีน้อยเกินไป
เอาเถอะจะให้รู้ทุกอย่างในวันเดียวคงเป็นไปไม่ได้
ส่วนของใช้ส่วนตัวต่าง ๆ ไม่ว่าจะกระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์มือถือ เสื้อผ้า และอื่น ๆ สิงห์เอามาให้หมดแล้ว อยู่ในกระเป๋าเป้ใบใหญ่ ซึ่งกวียังไม่ได้ค้นดู เพราะหลังจากกินข้าวกินยาไปได้สักพักเขาก็เริ่มง่วง
วันนี้เหมือนสมองใช้งานหนักเกินไป กวีจึงตัดสินใจนอนพักก่อน เขาไม่มีแรงจะคิดอะไรแล้ว ค่อยเอาข้อมูลทุกอย่างมาย่อยพรุ่งนี้ก็คงไม่สาย
ไม่ก็หวังว่า…ขอให้พรุ่งนี้ตื่นจากฝันร้ายนี่เสียที
บทที่ 2 กลับสู่โรงเรียน
2
กลับสู่โรงเรียน
เสียงถกเถียงกันระหว่างญาติผู้ป่วยกับหมอ และกลิ่นของยาที่ทำเอาฉุนจมูก ทำให้กวีลืมตาขึ้น ดวงตาสีฟ้าครามเบิกค้างอยู่อย่างนั้นจนแน่ใจแล้วว่า เรื่องราวทั้งหมดที่เผชิญไปเมื่อวานนี้ไม่ใช่ความฝัน แต่เป็นความจริง
กวีถอนหายใจออกมาเบา ๆ อย่างปลงตก
คงได้แต่ยอมรับความจริงว่าตอนนี้ตัวเองมาอยู่ในร่างของคนอื่นจริง ๆ
กวีคิดแล้วยันตัวลุกขึ้นจากเตียง มือเอื้อมไปหยิบกระเป๋าเป้ที่สิงห์เอามาให้เมื่อวานเปิดดูด้านใน
ในกระเป๋ามีของใช้ส่วนตัวตามที่สิงห์เคยบอกไว้ สิ่งที่กวีสนใจเป็นอย่างแรกคือโทรศัพท์มือถือ เขาค้นอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะเจอมัน
มือถือเครื่องนี้เป็นแบรนด์ที่กวีไม่เคยเห็นมาก่อน แต่นั่นไม่ใช่จุดสนใจ ข้อมูลในมือถือต่างหากที่ช่วยไขความกระจ่างให้เขาได้ ดีที่รูปแบบปลดล็อกมีทั้งแบบสแกนใบหน้า และรอยนิ้วมือ จึงไม่มีปัญหาเรื่องรหัส ทำให้เขาเข้าหน้าโฮมได้รวดเร็ว แต่ UI ที่แปลกตาทำให้กวีใช้งานมือถือเครื่องนี้ได้ยาก
เบราว์เซอร์อยู่ส่วนไหนของเครื่องกัน ทำไมเขาหาไม่เจอสักที
กวีเลยสุ่มกดทุกแอปที่มีในมือถือเครื่องนี้ จนกระทั่งเจอกับบานหน้าต่างที่เขาคาดว่ามันเป็นเว็บเบราว์เซอร์ มีโลโก้เป็นอักษรภาษาอังกฤษตัวโตว่า AW
ชื่อเว็บเบราว์เซอร์ที่ไม่คุ้นตา ทำให้กวีขมวดคิ้วอีกรอบ แต่นิ้วมือไม่รีรอ กดแป้นพิมพ์ค้นหาข่าวอุบัติเหตุของตัวเองทันที
หัวใจของกวีเต้นแรง ลังเลใจอยู่เล็กน้อยก่อนจะกดค้นหาคีย์เวิร์ดที่กรอกลงไป หน้าเว็บประมวลผลอย่างรวดเร็ว ไม่ช้ามันก็ปรากฏเนื้อหาที่ว่า
ไม่พบผลลัพธ์ที่คุณต้องการ กรุณากรอกคำค้นหาใหม่อีกครั้ง
“…!”
ดวงตาของกวีค้างอยู่กับผลลัพธ์นี้ นิ้วมือสั่น ๆ เลื่อนไปเปลี่ยนคีย์เวิร์ดการค้นหาใหม่ ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันก็ยังขึ้นว่า ไม่พบผลลัพธ์ที่ตรงกัน
ไม่มีทั้งข่าวที่เขาตาย ข่าวที่เปาโลตาย หรือข่าวอุบัติเหตุ ไม่ใช่เพียงแค่นั้น เมื่อกวีลองค้นหาชื่อตัวเอง มันกลับไม่ขึ้นอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว ราวกับโลกใบนี้ไม่ใช่โลกที่เขาเคยอยู่
กวีกำโทรศัพท์ในมือแน่น สมองเขาว้าวุ่นยิ่งกว่าเมื่อวานเสียอีก และหากเป็นอย่างที่เขาคิดจริง ๆ แสดงว่า ไม่ใช่แค่เขาเข้ามาอยู่ในร่างคนอื่น แต่ยังมาโผล่ที่โลกใบไหนก็ไม่รู้อีกด้วย
กวีคิดว่าตัวเองใกล้จะสติแตกแล้วจริง ๆ
อย่าเพิ่งเตลิดสิตัวเรา…กวีได้แต่บอกให้ตัวเองใจเย็นลง
เอาใหม่…ลองค้นหาใหม่ เปลี่ยนเป็นคำทั่วไป อย่างวันนี้วันที่เท่าไร ปีอะไร
กวีคิดแล้วก็เปิดหน้าจอมือถือขึ้นมาอีกครั้ง เขาค่อย ๆ ลองค้นหาไปทีละอย่าง แต่ค้นหาเท่าไรก็ยิ่งทำให้นัยน์ตาสีฟ้าสวยมีน้ำตาเอ่อคลอ เพราะกวีเริ่มแน่ใจแล้วว่า ที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่ที่เขาเคยอยู่
นี่เป็นครั้งแรกในรอบสิบกว่าปีก็ว่าได้ ที่กวีร้องไห้ออกมานอกเหนือจากเวลาแสดง
เขาทนเป็นคนที่เข้มแข็งต่อไปไม่ได้แล้ว
กวีกอดกระเป๋าเป้ใบโตแน่น ซุกหน้าลงไป ไม่ช้าน้ำตาก็ค่อย ๆ ไหลออกมา มันเป็นการร้องไห้ที่ไร้เสียงสะอื้น และเสียงร่ำไห้ มีเพียงน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าเท่านั้น ที่ทำให้รู้ว่ากวียังร้องไห้อยู่
กว่าการระบายความอัดอั้นจะสิ้นสุด กระเป๋าผ้าก็ชุ่มไปด้วยน้ำตา หางตาของกวีแดงเล็กน้อย เขาสูดน้ำมูกเข้าจมูก ยกหลังมือปาดเอาน้ำตาที่ยังคงเหลือออก
กวีไม่ใช่คนที่จะจมปลักอยู่กับความเศร้านาน หากล้มก็จะรีบลุกขึ้นมาสู้ใหม่
ไม่เป็นไร ตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่ก็ดีแล้ว นั่นคือคำปลอบใจตัวเองของกวีที่ทำได้ในเวลานี้
เรื่องเพื่อนอีกสี่คน คงเป็นไปได้ยากที่จะตามหาในตอนนี้ ก่อนอื่นเขาคงต้องรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเด็กคนนี้ให้มากก่อน ว่าคูณคือใคร มีพื้นเพอย่างไร
คิดได้ดังนั้นกวีก็ล้วงเอากระเป๋าสตางค์ของคูณออกมาเปิดดู ภายในกระเป๋ามีบัตรประชาชน บัตรนักเรียน และรูปถ่ายเก่าอีกหนึ่งใบ กวีหยิบรูปถ่ายออกมาดูอย่างสนใจ มันเป็นภาพเด็กน้อยที่หน้าตาเหมือนกันอย่างกับแกะสองคน คนหนึ่งยิ้มกว้าง คนหนึ่งดูเรียบร้อย ด้านหลังเด็กน้อยยังมีผู้หญิงหน้าตาสะสวยโอบกอดพวกเขาไว้อีกที กวีคาดว่าคงเป็นครอบครัวของคูณ พอลองพลิกด้านหลังรูปดู กวีเห็นลายมือยึกยือของเด็ก เขียนเป็นตัวเคพิมพ์ใหญ่สองตัว คั่นด้วยรูปหัวใจไว้ตรงกลาง คงเป็นเด็กในรูปที่เขียน กวีดูแล้วก็เก็บภาพใส่ในกระเป๋า พอจบจากบัตรต่าง ๆ เขาก็รูดซิปหน้ากระเป๋าที่ใส่เงินเปิดดู ซึ่งภาพที่เห็นทำให้กวีลู่ไหล่ลง
เยี่ยม! ไม่มีเงินสักบาท
แต่เดี๋ยวก่อน เด็กนี่อาจจะเป็นพวกไม่พกเงินสด กวีกดเข้ามือถืออีกครั้ง ค้นหาแอปการเงิน และเมื่อแน่ใจว่าคืออันไหนก็ไม่ลังเลที่จะกดเข้าไปเช็กดู ซึ่งปรากฏว่า
3.43 บาท
วิญญาณได้หลุดออกจากร่างดาราหนุ่มไปแล้ว
เพื่อนรู้! คนสนิทรู้! ว่ากวีเกลียดความจนขนาดไหน ในบัญชีของเขาไม่เคยมีเงินต่ำกว่าหกหลัก แล้วสิ่งที่กำลังเจอนี่คืออะไร
พระเจ้าเฮงซวย!
ถึงจะไม่เชื่อว่ามีอยู่จริง แต่กวีก็มอบคำสรรเสริญอันแสนจะน่ารักอย่าง Fuck off ในใจไปให้หลายหน
เฮ้อ…จำนวนเงินอันแสนน่ารักของนายนี่คืออะไรเจ้าเด็กน้อย นายใช้ชีวิตอยู่รอดมาได้ยังไง
กวีได้แต่กุมขมับ ซึ่งเหมือนพระเจ้าอยากบอกเขาว่า บททดสอบความเป็นมนุษย์ของนายยังไม่หมด ไม่ช้ากวีก็ได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ที่อยู่ในมือ กวีกดเข้าไปดูแล้วก็ต้องพบกับข้อความที่ทำเอาเขารู้สึกปวดหัวยิ่งกว่าเดิม
จาก CPA
เรียนนายอคิราห์ เปรมสะสิ ตอนนี้ค่าเทอมของท่านได้เกินกำหนดชำระแล้ว หากต้องการผ่อนผันการชำระเงิน โปรดติดต่อสำนักการเงินภายในอาทิตย์นี้ด้วยค่ะ มิฉะนั้นสถานะการเรียนจะถูกพักไว้ชั่วคราวจนกว่าท่านจะชำระเงินครบ จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ
โอเคเลย เจ้าเด็กคูณนี่นอกจากจะไม่มีเงินแล้ว ยังมีค่าเทอมที่ต้องจ่ายอีกก้อนหนึ่ง ยังไม่รวมเงินค่าโรงพยาบาลที่กวีเองก็ไม่รู้ว่าเท่าไร เขาไม่รู้ว่าตัวเองนอนมากี่คืนแล้ว
ตอนนี้มีเรื่องกี่เรื่องให้เขาปวดหัว หากใช้นิ้วมือไล่นับก็คงไม่พอ
แต่กวีคิดว่าตัวเองพอจะมีแรงใจในการใช้ชีวิตในร่างนี้ต่อแล้ว เขาต้องหาเงิน! นอกจากการแสดงเงินเท่านั้นที่ขับเคลื่อนนายกวีคนนี้ได้
เอาละ…เด็กน้อยอคิราห์ พี่ชายดาราดังคนนี้จะทำให้นายกลายเป็นเศรษฐีในเร็ว ๆ นี้เอง
กวีคิดแล้วก็ตัดสินใจหาหนทางในการใช้ชีวิตต่อ ถึงไม่อยากจะยอมรับก็ต้องยอมรับว่าเรื่องเหลือเชื่อพวกนี้เกิดกับตัวเองจริง ๆ เรื่องเพื่อนกวีไม่มีทางลืม เขาต้องตามหาเพื่อนให้เจอ นั่นคือสิ่งสำคัญที่กวีวางไว้เป็นอันดับแรก ๆ ในใจ แต่ตอนนี้คงต้องเอาตัวรอดในสถานการณ์ที่ยอดเงินในบัญชีซื้อมาม่าสักห่อก็ยังไม่ได้นี่เสียก่อน
อย่างแรกที่กวีต้องรู้ คือ ตอนนี้โลกที่เขาอยู่เป็นแบบไหน กวีใช้มือถือที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ โดยการค้นหาสิ่งที่ต้องการทราบ
ไม่ช้ากวีก็ได้ข้อมูลจำนวนหนึ่งมา เขาพบว่าวันเวลาต่าง ๆ ตรงกันกับโลกเดิมที่เขาเคยอยู่ ซึ่งตอนนี้ตัวเขาอยู่ในประเทศทีเลนเซีย และถ้าให้นึกภาพประเทศนี้ได้ง่าย ๆ ก็คงเปรียบเหมือนประเทศไทยในเวอร์ชันที่ไม่มีทหารปกครอง เพราะภาษา วัฒนธรรม การกิน การอยู่อาศัย หรือแม้แต่ภูมิประเทศ ภูมิศาสตร์ก็มีความเหมือนกันเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ เพียงแต่ทีเลนเซียมีฤดูหนาวที่หนาวจริง ๆ เพราะจะมีช่วงที่หิมะตกอยู่ด้วย
เรียกได้ว่าเป็นประเทศที่เจริญมาก ทั้งยังเป็นที่รู้จักในสายตาชาวโลกจากอาหารที่ติดท็อปความอร่อย ผู้คนเป็นมิตร หลาย ๆ คนจึงเรียกประเทศทีเลนเซียว่า The Land of Smiles อีกทั้งหลายปีมานี้ รัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับวงการอุตสาหกรรมบันเทิงมากขึ้นทำให้ทั้ง ซีรีส์ ภาพยนตร์ อนิเมชัน เผยแพร่ออกสู่สายตาชาวโลกมากขึ้น
แน่นอนว่าโลกใบนี้มีประเทศมหาอำนาจที่ไม่กินเส้นกันอยู่เช่นกัน กวีลองค้นดูแบบไม่ละเอียดนัก พบว่ามีอยู่ 5 ประเทศ คือ เวเนส คุไนเตียน เคลล์ เอกาวา และม็อกคาไลน์ สำหรับส่วนนี้คงต้องค่อย ๆ ศึกษากันไป เพราะยังไม่ใกล้ตัวขนาดนั้น สิ่งที่เขาต้องศึกษาจริง ๆ คือโรงเรียนที่คูณกำลังเรียนอยู่ กวีลองดูคร่าว ๆ แล้วยังไม่เข้าใจกับหลักสูตรของโรงเรียนแห่งนี้ เพราะมันไม่เหมือนโรงเรียนปกติในโลกเก่า คงต้องไปเห็นด้วยตาตัวเอง ยังไงวันนี้เขาก็ได้กลับเข้าโรงเรียนแล้ว เจ้าเด็กสิงหานั่นน่าจะพอบอกข้อมูลอะไรได้บ้าง
นึกถึงไม่ทันไร เจ้าเด็กกล้ามโตก็มาพอดี
สิงหาเดินโบกมือให้เหล่าพยาบาลกับคนไข้จนมาสุดอยู่ที่เตียงเขาพร้อมรอยยิ้มพิฆาตใจสาว ดูแล้วสิงหามีชื่อเสียงอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่แปลก เจ้าเด็กนี่หน่วยก้านไม่ธรรมดา หน้าตาดี นิสัยดูท่าจะใช้ได้ ถ้ารวยด้วยนี่ครบสูตรสามีแห่งชาติ
“ไง ตอนนี้พอจะจำฉันได้หรือยัง” น้ำเสียงหยอกล้อของสิงห์ทำให้กวีหัวเราะออกมา แล้วส่ายหน้าเป็นการตอบกลับ
“เฮ้อ จำไม่ได้ก็จำไม่ได้ นายไปเปลี่ยนชุดเถอะ เดี๋ยวฉันพากลับโรงเรียน”
กวีทำตามคำพูดของสิงห์อย่างว่าง่าย เขาใช้เวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าไม่นาน พอเดินออกมาก็เห็นสิงห์ถูกฝูงชนยืนล้อมอยู่ แต่พอเห็นเขาก็รีบแหวกฝูงชนออกมา จับแขนเขาแล้วพาเดินออกนอกโรงพยาบาลอย่างไว
“เดี๋ยวสิ ยังไม่ได้ไปรับยากับจ่ายเงินเลยนะ” กวีขัด ยื้อแขนเพื่อนของคูณเอาไว้
“ฉันไปเอามาแล้ว ส่วนค่ารักษาฉันออกไปให้ก่อน นายไม่มีเงินไม่ใช่เหรอ” ประโยคท้ายทำเอากวีสะอึก เขาไม่มีเงินจริงอย่างที่เจ้าเด็กนี่พูดนั่นแหละ
“ไม่ต้องทำหน้าเศร้า ไว้มีค่อยคืนฉันก็ได้ นายเองเวลาอาจารย์ประจำห้องมาแจงงานก็หัดรับเอาไว้บ้างเถอะ จะได้มีเงินใช้กับเขาบ้าง”
งาน? งานอะไร
เหมือนสิงหาจะรู้ว่าบนหน้าเขามีเครื่องหมายคำถามก็ค่อย ๆ อธิบายออกมา ระหว่างเดินไปโรงจอดรถ
สิงหาบอกว่าปกติทางโรงเรียนนอกจากสอนแล้ว ยังเป็นเหมือน Agency และ Modeling ไปในตัว ซึ่งจะรับงานจากลูกค้ามากระจายให้นักเรียนได้ออกไปทำงานจริง ๆ แต่จะได้หรือเปล่านั้นขึ้นอยู่กับฝีมือของนักเรียนด้วย ทางโรงเรียนมีหน้าที่ป้อนให้เพียงเท่านั้น
กวียิ่งฟังยิ่งงง นี่โรงเรียนมัธยมปลายหรืออะไรกัน ทำไมมีอะไรแบบนี้ด้วย เท่าที่เขาอ่านมาในเน็ต เห็นบอกว่าเรียน 5 ปี แล้วสามารถทำงานได้เลยด้วย
“ปกติมีงานเข้ามาเยอะไหม” กวีถามสิ่งที่ตนเองสนใจออกไป แน่นอนว่าเงินมาหาถึงที่ คนร้อนเงินอย่างเขาต้องหาข้อมูลไว้ก่อน
“มีมาทุกอาทิตย์เลยนะ จำนวนงานไม่ได้แน่นอน แต่น่าจะสิบเจ้าเป็นอย่างต่ำ ถึงรถพอดีเลย ไว้คุยกันบนรถต่อแล้วกัน”
รถที่ว่าของเจ้าเด็กอายุ 18 ทำเอากวีคอแข็ง กวีไม่รู้จักรถยี่ห้อนี้ แต่แน่ใจเลยว่าราคามันไม่ใช่ธรรมดาชัวร์ ๆ
“ยืนอึ้งอะไร ขึ้นรถสิ ฉันมีใบขับขี่น่า ไม่พานายไปชนที่ไหนแน่นอน รับประกันด้วยกล้ามอันสวยงามของฉันเลย” สิงหากระตุกกล้ามแขนให้รูมเมตดูอย่างติดตลก จนทำให้กวียิ้มขำ
ของแบบนั้นมันเอามารับประกันกันได้ที่ไหนเล่าเจ้าเด็กนี่
กวีคิดในใจ แล้วก้าวเข้าไปนั่งในรถที่เบาะแสนจะนุ่ม กลิ่นหอมกำลังดีทำให้กวีรู้สึกผ่อนคลาย สิงห์ค่อย ๆ ขับรถออกจากโรงพยาบาลด้วยความเร็วสม่ำเสมอ ระหว่างทางก็บอกเรื่องเรียนให้เขาที่ความจำเสื่อมปลอม ๆ ฟังไปในตัว
ก็เลยทำให้กวีรู้ว่าตอนนี้เขากำลังเรียนอยู่ที่ The Constellations Performing Arts Academy โรงเรียนชื่อดัง และขึ้นชื่อเรื่องการผลิตเหล่าต้นกล้าอันแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมสื่อและบันเทิง รับนักเรียนตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไป หลักสูตรการสอนคือ 5 ปีเต็ม จบแล้วได้วุฒิตามสาขาวิชา และสถาบันรับประกันว่ามีงานรองรับเมื่อจบ และเมื่อจบจากที่นี่สามารถออกไปเปิดกิจการเองได้เลย
ซึ่งระหว่างเรียนทางโรงเรียนก็จะทำหน้าที่เป็นเหมือนโมเดลลิง และเอเจนซี่ไปในตัว ส่วนรายได้จะหักเปอร์เซ็นต์ตามที่ตกลงสัญญากัน และภายในโรงเรียนจะมีการจัดอันดับชื่อเสียง และความสามารถเป็นประจำทุกเดือน เรียกว่า Ranking Idol นักเรียนที่ได้อันดับสูง ๆ ก็จะได้สิทธิ์ในการใช้งานสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ภายในโรงเรียนมากกว่าคนอื่น เรียกว่ายิ่งสูงยิ่งมีอภิสิทธิ์
ตัวคูณตอนนี้กำลังเรียนอยู่ปี 3 เอกสื่อสารการแสดง และจากที่ฟังสิงห์เล่า กวีพอจะนึกภาพโครงสร้างของโรงเรียนออก มันคล้ายกับระบบการเรียนในคณะนิเทศศาสตร์ของโลกก่อน แต่ก็ไม่ได้เหมือนขนาดนั้น เพราะมีข้อแตกต่างกันหลายจุด
จุดแรกคือที่นี่เรียนทั้งหมด 5 ปี
จุดที่สองสิงห์บอกว่าการจะเรียนจบจากโรงเรียนแห่งนี้ต้องผ่านโปรเจกต์ยักษ์ในปี 5 ให้ได้ ซึ่งเป็นจุดชี้ชะตาว่าคุณจะจบหรือต้องอยู่ซ้ำอีกปี
จุดที่สามคือโรงเรียนนี้นอกจากจะได้ใบวุฒิแล้ว ยังได้ใบประกอบวิชาชีพที่ออกให้เฉพาะของโรงเรียนเท่านั้นอยู่ด้วย ซึ่งใบประกอบนี้เทียบเท่ากับใบปริญญาบัตรตามมหาลัยต่าง ๆ
และยังจุดต่างอื่น ๆ อีกมากมาย กวีคิดว่าตัวเองน่าจะไปรอด เพราะโลกก่อนเขาจบนิเทศมา การเรียนคงไม่ได้มีปัญหาขนาดนั้น แต่การใช้ชีวิตในโรงเรียนคงเป็นอีกเรื่อง
“พอจะเล่าเรื่องงานที่โรงเรียนรับมาเพิ่มเติมได้หรือเปล่าว่าเป็นยังไง” เรื่องนี้กวีค่อนข้างจะสนใจ ที่จริงเขายังสนใจเรื่องจัดอันดับอะไรนั่นด้วย
“งานน่ะเหรอ ในที่สุดนายก็สนใจจะรับงานกับเขาบ้างแล้วสินะ” สิงหาพูดพลางทำท่าปาดน้ำตาทิพย์
กวีหรี่ตามอง ไอ้น้ำเสียงเหมือนพ่อภูมิใจที่ลูกชายสามารถใส่กางเกงเองได้แล้วนี่มันอะไรกันฮะ
“ฮา ๆ อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ มันไม่เหมือนนายปกติเลยสักนิด ปกตินายเคยสนใจเรื่องงานที่ไหน วัน ๆ เห็นเอาแต่นั่งเขียนอะไรไม่รู้” สิงหาบ่น แล้วเริ่มบอกเกี่ยวกับงานที่ว่า “ส่วนงานที่ว่าทางโรงเรียนรับมาจากทั้งในประเทศและนอกประเทศ โรงเรียนเราดังมาก ๆ นะ ฉันบอกไว้ก่อนเผื่อนายจำไม่ได้ งานที่รับมาจะมีคนคอยแบ่งกระจายไปตามชั้นปี ตามสาขา และแบ่งย่อยตามห้องอีกที ยิ่งห้องสูง ๆ ยิ่งได้งานดี แต่บางงานลูกค้าเขาก็ระบุตัวมาเลยว่าอยากได้คนนี้ไปทำ แต่ถ้างานไหนไม่ได้ระบุ ใครก็สามารถไปแคสต์ หรือไปออดิชันได้หมด แต่ที่พูดมาทั้งหมดนี่ มันเป็นธรรมเนียมที่เขาไม่ได้ทำกันมานานแล้ว” สิงหายักไหล่ ทำหน้าตาเบื่อหน่ายเล็กน้อย จนกวีสงสัย
“ไม่ได้ทำแล้ว หมายความว่ายังไง”
สิงหาถอนหายใจ “แต่ก่อนมันก็เป็นแบบที่ฉันพูดนี่แหละ จนมาถึงรุ่นหลัง ๆ นี้เองมั้งที่งานส่วนใหญ่จะถูกพวกลูกหลานคนดังคนมีอิทธิพลเลือกก่อน พวกอาจารย์ประจำห้องก็ถูกยัดเงินมาอีกที เพื่อให้นักเรียนที่มีอิทธิพลได้เลือกงานที่ตัวเองสนใจก่อนเพื่อนร่วมห้องคนอื่น ๆ พอพวกนั้นเลือกไปหมด ก็เหลือแต่งานเล็ก ๆ ที่คนปกติธรรมดาอย่างนายจะได้เลือก”
“แล้วนายไม่ปกติธรรมดา?” กวีเลิกคิ้วถามกลับอย่างรู้สึกหมั่นไส้
“แน่นอน” สิงหาพูดเสียงสูง “พ่อฉันเองก็มีอิทธิพล ถึงจะไม่ได้ยัดเงินใต้โต๊ะก็เถอะ แต่เหมือนอาจารย์ประจำห้องยังพอจะรู้ว่าใครควรยุ่งไม่ควรยุ่ง ฉันเลยได้เลือกงานอย่างปกติ”
ฟังแล้วกวีรู้สึกตัวเองได้ต้นขาทองคำชั้นดีมาเป็นเพื่อน ยังดีที่สิงหาไม่ใช่พวกลูกคนรวยเอาแต่ใจ ชอบรังแกคนอื่น ๆ แถมยังคอยช่วยเขาอีก เจ้านี่เป็นเด็กน่ารักเลยนี่นา สงสัยทางครอบครัวคงจะเลี้ยงมาดีมาก
ตอนนี้กวียังมองสิงหาเป็นเพื่อนไม่ได้ เพราะความต่างของช่วงอายุ ทำให้เขามองสิงหาเหมือนเด็กน้อยคนหนึ่ง และคาดว่าเข้าโรงเรียนไป เขาคงเป็นตาลุงท่ามกลางฝูงเด็กวัยรุ่น
“แต่หลังจากนี้ฉันจะช่วยนายแย่งงานเอง เพราะเราว่าเป็นเพื่อนกันแล้วนี่เนอะ” สิงห์พูดเสียงร่าเริงจนกวีเผลอยิ้มตาม
ถือว่าพระเจ้าเฮงซวยยังใจดีกับเขา ที่ส่งเจ้าเด็กน่ารักนี่มาให้ ส่วนที่เหลือก็ยังเฮงซวยอยู่ดี
แต่กวีจะรู้ไหมว่า ตัวเองใส่ฟิลเตอร์หนาปึกกับเด็กหนุ่มกล้ามโตขนาดไหน สิงหาเพิ่งจะอายุ 18 ปีก็จริง แต่ร่างกายเหมือนเป็นชายหนุ่มคนหนึ่งไปแล้ว แถมเจ้าตัวเป็นประเภททำดีเฉพาะกับคนที่รู้สึกถูกชะตาเท่านั้นด้วย
ที่จริงสิงหาอยากสนิทกับคูณมานานแล้ว เพราะตัวเองก็ไม่เคยมีเพื่อนสนิทมาก่อนเลย แต่คูณค่อนข้างเก็บตัว เหมือนแมวจรที่ไม่ยอมให้คนจับอะไรแบบนั้น ตอนนี้ได้คุยสมใจแล้ว เจ้าตัวเลยรู้สึกมีความสุขอย่างที่เห็น
“เดี๋ยวแยกหน้าก็ถึงแล้วละ” เมื่อใกล้ถึงสิงห์ก็ร้องบอกเพื่อน
กวีมองรอบข้างที่เข้ามาอย่างสนใจ ถือว่าขับเข้ามาลึกพอสมควรเลย
“ทำไมถนนเส้นนี้ไม่ค่อยมีรถเลยล่ะ” ระหว่างขับเข้ามา กวีเห็นรถสวนไม่กี่คันเอง
“เพราะเป็นถนนของโรงเรียนยังไงล่ะ นายเห็นป้ายใหญ่ ๆ ตอนแรกนั่นไหม นั่นแหละจุดทางเข้าของโรงเรียนเรา” กวีนึกย้อนไปถึงตอนที่ขับผ่านมาแล้วตกใจ
“โรงเรียนเรากว้างขนาดนั้นเลยเหรอ”
“พื้นที่ทั้งหมดน่าจะเกิน 2,000 ไร่นะ ถ้าฉันจำไม่ผิด”
“…!!”
โรงเรียนหรือสวนสัตว์ ทำไมมันใหญ่ขนาดนั้น
“เราถึงกันแล้วละคูณ” สิงห์พูดขึ้นพร้อมกับรถของเจ้าตัวที่แล่นเข้าสู่ย่านโรงเรียนของจริง ภาพรอบด้านตอนนี้ดูเกินจริงจนทำให้กวีรู้สึกตกตะลึงในใจ แต่มันก็มาพร้อมกับความรู้สึกเสียดแทงบางอย่าง ที่เหมือนจะฝังลึกลงไปในร่างกายของคูณแล้ว
และมันก็เป็นความรู้สึกที่ไม่ดีเอามาก ๆ เสียด้วย