โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ชัวร์ก่อนแชร์ FACTSHEET : กรดไขมัน “โอเมก้า 6”

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 08 ก.ย 2566 เวลา 14.00 น. • เผยแพร่ 08 ก.ย 2566 เวลา 07.00 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

🎯 ตรวจสอบกับ ผศ. ภกญ. ดร.รสริน ตันสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาอาหารและเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กรดไขมันโอเมก้า 6 เป็นกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายจะต้องได้รับจากอาหาร ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์เองได้

กรดไขมันโอเมก้า 6 หลัก ๆ ที่พบคือกรดไขมันไลโนเลอิก เวลาร่างกายได้รับเข้าไปก็จะเกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ

อีกตัวหนึ่งที่ได้ยินบ่อย ๆ คือ Arachidonic acid : AA ตัวนี้จะมีจำนวนคาร์บอนที่เป็นสายยาวขึ้น และมีพันธะคู่มากยิ่งขึ้น

เวลาที่จะดูว่าไขมันตัวไหนเป็นกรดไขมันโอเมก้า 6 ดูที่ตัวโครงสร้างของกรดไขมัน ซึ่งเป็นสูตรพันธะคู่ มีปลาย 2 ข้าง คือ เมทิลและคาร์บอกซีลิก และในเชิงโภชนาการจะนับปลายที่เป็นเมทิล เวลานับตำแหน่งนับที่ตัวคาร์บอนไปเรื่อย ๆ เราพบพันธะคู่ที่ตำแหน่งที่ 6

ประโยชน์ของกรดไขมันโอเมก้า 6

“โอเมก้า 6” เป็นกรดไขมันจำเป็นเหมือนกับ “โอเมก้า 3” เป็นตัวตั้งต้นของการสร้างสารไอโคซานอยด์ (Eicosanoids) ที่ช่วยให้ร่างกายทำงานปกติ

กรดไขมันโอเมก้า 6 มีคุณสมบัติหลัก ๆ ลดอาการปวด ลดการอักเสบ แต่ว่าไม่ได้ผลชัดเจนเท่ากับกรดไขมันโอเมก้า 3

กรดไขมันโอเมก้า 6 จะพบมากในน้ำมันปรุงอาหารที่กินทั่วไป เช่น น้ำมันพืช น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน

สำหรับปริมาณการกินกรดไขมันโอเมก้า 6 ที่ควรได้รับสำหรับผู้ใหญ่ แนะนำให้กินกรดไขมันโอเมก้า 6 ประมาณ 2.5-9 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน คือไม่ควรต่ำกว่า 2.5 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน

ความสำคัญของกรดไขมันโอเมก้า 3 และกรดไขมันโอเมก้า 6

“โอเมก้า 3” และ “โอเมก้า 6” เป็นกรดไขมันที่จำเป็นทั้งคู่

คุณสมบัติของกรดไขมันโอเมก้า 3 คือเป็นสารตั้งต้นของไอโคซานอยด์ ที่ลดการอักเสบ ยับยั้งการอักเสบต่าง ๆ และ “ลดการแข็งตัวของเกล็ดเลือด” ซึ่งจะช่วยลดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

ในขณะที่กรดไขมันโอเมก้า 6 มีการสร้างสารบางชนิด “ทำให้เลือดแข็งตัว” ซึ่งทำงานตรงกันข้ามกับกรดไขมันโอเมก้า 3

มีหลักฐานยืนยันว่ากรดไขมันโอเมก้า 3 ลดการอักเสบได้มากกว่ากรดไขมันโอเมก้า 6

กิน “กรดไขมันโอเมก้า 3” และ “กรดไขมันโอเมก้า 6” อย่างไร

กรดไขมันโอเมก้า 3 และ กรดไขมันโอเมก้า 6 คนเราได้รับในชีวิตประจำวันมากอยู่แล้ว เช่น เวลากินของทอดที่ทอดด้วยน้ำมันพืช เราก็จะได้รับโอเมก้า 6 อยู่แล้ว ซึ่งทำให้คนไทยไม่ค่อยขาดโอเมก้า 6

สำหรับกรดไขมันโอเมก้า 3 คนบางกลุ่มจะขาด เช่น คนที่ไม่ค่อยได้กินปลาทะเลและปลาน้ำจืด

นอกจากนี้ กินไขมันให้เพียงพอในแต่ละวัน เพราะร่างกายจะใช้ประโยชน์ของกลุ่มกรดไขมันโอเมก้า 3 กับโอเมก้า 6 คล้ายคลึงกัน ดังนี้

กรดไขมันโอเมก้า 3 จะสร้างไอโคซานอยด์ ทำให้ “ลดการแข็งตัวของเลือด” คือทำให้เลือดไหล (ใครที่จะเข้ารับการผ่าตัด และ/หรือ ถอนฟัน จะต้องบอกแพทย์ด้วยว่ากินอาหารเสริมหรือวิตามินอะไรอยู่บ้าง) ยับยั้งการอักเสบ

กรดไขมันโอเมก้า 6 จะทำให้ “เลือดแข็งตัว” (เลือดหยุดไหล) ซึ่งจะทำงานตรงข้ามและถ่วงดุลกัน

กรดไขมันโอเมก้า 6 พบได้ในน้ำมันพืช ถั่วชนิดต่าง ๆ ในปลาเพียงเล็กน้อย รวมทั้งอาหารทั่วไป

ทั้งนี้ คนเราต้องกินอาหารที่มีกรดไขมั้นทั้ง 2 กลุ่ม เพื่อความสมดุลกัน ซึ่งร่างกายต้องการกรดไขมันโอเมก้า 6 มากกว่ากรดไขมันโอเมก้า 3 ประมาณ 3 : 1 จนถึง 5 : 1

ร่างกายคนเรามีความต้องการทั้งกรดไขมันโอเมก้า 3 และกรดไขมันโอเมก้า 6

การโฆษณาประชาสัมพันธ์ความสำคัญของกรดไขมันโอเมก้า 3 มากเกิน อาจทำให้ผู้บริโภคลืมความสำคัญของกรดไขมันโอเมก้า 6 ด้วย

ดูเพิ่มเติม รายการชัวร์ก่อนแชร์ :

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...