โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80

นิยาย Dek-D

อัพเดต 07 พ.ค. 2567 เวลา 02.59 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. 2567 เวลา 02.59 น. • Jinovel
เธอคือประธานเซี่ย และยังเป็นเซี่ยเสี่ยวหลานที่ฆ่าตัวตายท่ามกลางคำนินทาในยุค 80 ได้เกิดใหม่อีกครั้ง มีเพียงต้องผสานความสามารถของสองตัวตนให้รวมเป็นหนึ่งเดียว แต่ทำไมต้องมาอยู่อย่างอดสูแบบนี้ด้วยเล่า?!

ข้อมูลเบื้องต้น

เธอคือประธานเซี่ย และยังเป็นเซี่ยเสี่ยวหลานที่ฆ่าตัวตายท่ามกลางคำนินทาในยุค 80 ได้เกิดใหม่อีกครั้ง มีเพียงต้องผสานความสามารถของสองตัวตนให้รวมเป็นหนึ่งเดียว แต่ทำไมต้องมาอยู่อย่างอดสูแบบนี้ด้วยเล่า?!

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ :Guangzhou Alibaba Literature lnformation TechnologY Co., Ltd

ประพันธ์โดย :宝妆成

ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย :Glory Forever Public Co.,LTD

บรรณาธิการ:วลีรัตน์ แทนคง

แปลภาษาไทยโดย :กชวรรณ แสงประทีป

พิสูจน์อักษร:ภัคธีมาพร แดงตุ้ย

---------------------------------------

บ้าน รถ เงินทอง หน้าที่การงาน

“เซี่ยเสี่ยวหลาน” ประธานสาววัยสามสิบเพลิดเพลินกับทรัพย์สินที่หามาได้อย่างยากเย็นไม่ทันไร

พอหลับตาไป ดันตื่นมาพบว่าเธอได้กลายเป็นสาวน้อยที่ชื่อแซ่เหมือนกันกับเธอ ในยุค 80 ซะงั้น!?

เธอในร่างนี้ นอกจากใบหน้าที่สวยเย้ายวนแล้ว

ก็ไม่มีอะไรเทียบกับหงส์ฟ้าทองอย่าง “เซี่ยจื่ออวี้” พี่สาวของเธอได้แม้แต่ปลายขน!

เมื่อถูกคนรักหักหลัง ชาวบ้านปรักปรำอย่างอยุติธรรม ครอบครัวเพิกเฉยไม่เหลียวแลช่วยเหลือ

“เซี่ยเสี่ยวหลาน” คนเก่าอับจนหนทาง ถึงขนาดยอมเอาหัวโขกกำแพงตายแต่ไม่ขอยอมรับข้อกล่าวหา!

ยุคสมัยกำลังเกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่

เธอเองก็ไม่ใช่ยอดคนผู้ถูกลิขิตมาให้เปล่งประกายแสง แต่เธอมีประสบการณ์และความรู้จากอนาคตมากกว่าคนอื่น

เธอจะไขว่คว้าความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าชาติก่อน!

เธอไม่ได้มาเพื่อเป็นผู้พ่ายแพ้!!

----------------------------------

คุณท่านสามารถสนับสนุนนิยายลิขสิทธิ์ถูกต้อง ผ่านเว็บไซต์ Dek-D.com ได้ในราคาเล่มละ 120 บาท หรือหากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยตกเล่มละ 80-90 บาทเจ้าค่ะ (เมื่อเทียบประมาณกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม หรือประมาณ 300หน้า A5 เจ้าค่ะ) (ทั้งนี้ทางตำหนัก Jinovel จะทยอยปล่อยตอนฟรีเรื่อยๆ สำหรับคุณท่านที่เป็นกำลังใจและร่วมติดตามกันค่ะ _ )

ทั้งนี้หากคุณท่านเป็นคนอ่านเร็ว และชอบการอ่านแบบบุฟเฟ่ห์ คุณท่านสามารถเหมาอ่านนิยายเรื่องนี้ รวมถึงเรื่องอื่นๆทุกเรื่อง ทุกตอน ของ Jinovel ได้ในราคาโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะช่วงนี้เพียง 99 บาท / เดือน เสี่ยวเอ้อร์แนะนำที่นี่เลยเจ้าค่ะ >>https://bit.ly/36vFT9g

-----------------

แนะนำช่องทางการอ่านนิยายแปลจีนสุดคุ้มกับระบบ subscribe จาก Jinovel

https://www.youtube.com/watch?v=1Z70wf-9P8A


ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรค์มาเพื่อคุณท่านโดยเฉพาะ
อยากอ่านเรื่องไหน จิ้มได้เลย <3

การเปลี่ยนแปลงทางยุคสมัยของปี 1987

เฉินซีเหลียงฟังคำพูดของเซี่ยเสี่ยวหลานแล้วรู้สึกฮึกเหิมมาก

4 ล้านหยวนไม่นำมาแบ่งปันผลก็ไม่เป็นไร

เงินปันผล 1.12 ล้านหยวน เขาถือหุ้น 55% จะได้ส่วนแบ่ง 6.16 แสนหยวน

โจวเฉิงถือหุ้น 45% จะได้เงินปันผล 5.04 แสนหยวน สำหรับปี 1987 เงินสองก้อนนี้ถือว่าเป็นเงินจำนวนไม่น้อยแล้ว ปีที่แล้วเฉินซีเหลียงได้เงินปันผลไป 1.1 ล้านหยวน ไหนจะมีธุรกิจค้าส่งเป็นของตัวเองอีก เห็นได้ชัดว่าในมือของเขามีเงินสดอยู่ไม่น้อย ไม่ได้กำลังรอเงินก้อนใหม่มาเพื่อประทังชีวิตแต่อย่างใด

ถ้ารีบร้อนแบ่งเงินกันจนหมด แล้วบริษัทจะเติบโตได้อย่างไร

เซี่ยเสี่ยวหลานพูดเสริมอีกประโยค

“ถ้าคุณนายจี้ยังไม่มีปัญญาใช้หนี้ ไม่แน่พวกเราอาจจะมีโอกาสควบรวมกิจการของ Elegance ด้วย…”

เฉินซีเหลียงยิ้มกว้าง “ถ้าอย่างนั้นเงิน 4 ล้านหยวนยิ่งไม่ควรแตะต้องมัน และไม่แน่พวกเราอาจจะต้องเพิ่มเงินด้วยก็ได้”

พอคิดเช่นนี้แล้ว เงินที่อยู่ในมือเขาก็ควรเก็บออมไว้ก่อนเช่นกัน

เฉินซีเหลียงอยากซื้อของขวัญให้กับจางเสี่ยวมาโดยตลอด เขารู้ว่าไม่ควรใช้เงินก้อนใหญ่ แต่ความคิดนี้ยังคงไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป

“พี่เซี่ย หลังตรุษจีนทางฉี่หางจะเปิดขายโครงการใหม่ใช่ไหม ผมอยากจองห้องชุดสักสองห้อง ห้องหนึ่งเป็นชื่อของจางเสี่ยว อีกห้องให้เป็นชื่อของลูกชายผม พอจะทำได้หรือเปล่า”

เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้ารับ “ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ถ้าเธออยากซื้อ ฉันจะลดราคาให้”

บนโลกนี้ไม่มีผู้ชายดีๆ อยู่จริงหรือ?

ไม่หรอก ผู้ชายดีๆ มีอยู่ถมไป

เหล่าเฉินพึงพอใจจางเสี่ยวมาก จึงอยากจะให้ทรัพย์สินกับจางเสี่ยว

ขณะเดียวกันเขาก็ยังไม่ลืมซื้อห้องชุดให้กับลูกชาย แม้เด็กคนนั้นจะใช้ชีวิตอยู่กับหลินเหม่ยเจวียน ภรรยาเก่าของเขา และไม่ได้ผูกพันกับเหล่าเฉินมากนัก แต่ถึงอย่างไรเด็กคนนั้นก็คือลูกชายของเขา เหล่าเฉินไม่มีทางลืม

เด็กคนนั้นน่าจะเป็นลูกชายคนโตที่เฉินซีเหลียงเคยพูดถึงในข่าวเมื่อชาติที่แล้ว หรือก็คือเด็กหนุ่มคนที่ยืนกรานว่าจะจ่ายค่าไถ่เพื่อช่วยพ่อของตัวเองกลับมาให้ได้ หลังเฉินซีเหลียงถูกลักพาตัวไป

น่าเสียดายที่จิตใจมนุษย์สกปรกเกินไป ลูกชายของเฉินซีเหลียงไม่รู้เลยว่าแม่เลี้ยงของตนกับคนขับรถได้วางแผนลักพาตัวเฉินซีเหลียง และสุดท้ายเฉินซีเหลียงก็ไม่รอดชีวิต

ภรรยาของเฉินซีเหลียงกับคนขับรถถูกจับกุม ลูกชายของเฉินซีเหลียงต้องเข้ามารับช่วงกิจการของเขาอย่างกะทันหัน และเพราะความสามารถที่ไม่เพียงพอ และไม่อาจปรับตัวเข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปได้ สุดท้ายบริษัทเสื้อผ้าที่เฉินซีเหลียงก่อตั้งขึ้นก็ล่มสลาย

เด็กคนนั้นจิตใจดี แต่ขาดความสามารถ

ทว่าก็ไม่แปลก เพราะเขาไม่ได้อยู่กับพ่อตั้งแต่เด็กจึงไม่ได้เรียนรู้วิชาจากเหล่าเฉินเลยแม้แต่น้อย

แต่ปัจจุบันเฉินซีเหลียงไม่ได้แต่งงานกับภรรยาในข่าว และเขาได้หันมาแต่งงานใหม่กับจางเสี่ยว เซี่ยเสี่ยวหลานคาดเดาว่าโศกนาฏกรรมหลังถูกลักพาตัวไปของเฉินซีเหลียงคงไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว

ทว่าลูกชายคนโตของเฉินซีเหลียงยังคงอยู่ในความดูแลของหลินเหม่ยเจวียน

เซี่ยเสี่ยวหลานลูบคางเล็กน้อย เธอคงออกปากเตือนเฉินซีเหลียงไม่ได้ว่า เขาควรรับลูกชายกลับมาเลี้ยง ไม่อย่างนั้นเด็กคนนี้จะไร้ความสามารถ…

พอคิดดูอีกที เด็กจะต้องโตมาแล้วประสบความสำเร็จกันทุกคนเลยอย่างนั้นหรือ?

เธอมีสิทธิ์อะไรไปบงการชีวิตของคนอื่น

ลูกชายคนโตของเฉินซีเหลียงไม่ได้เป็นคนเหลวไหล ไม่ได้ปล่อยให้พ่อของตนถูกลักพาตัวไปโดยไม่แยแส ถึงเฉินซีเหลียงจะตายไป เขาก็ยังได้รับมรดกส่วนหนึ่ง

อีกอย่าง เฉินซีเหลียงก็วางแผนไว้แล้ว เขาตั้งใจจะให้อสังหาริมทรัพย์กับจางเสี่ยวและลูกชาย ไม่ใช่พอแต่งงานใหม่ก็ลืมลูกชายของตน

ไม่ว่าโตขึ้นมาแล้วเด็กคนนั้นจะมีความสามารถเท่าไร แต่ดูจากเฉินซีเหลียงในตอนนี้แล้ว อนาคตลูกชายของเขาคงไม่ขัดสนเงินทองอย่างแน่นอน

พอเซี่ยเสี่ยวหลานนิ่งเงียบใช้ความคิด เฉินซีเหลียงก็รู้สึกกระสับกระส่าย

“พี่เซี่ย อย่ามองผมด้วยสีหน้าแบบนี้สิ ผมทำอะไรผิดหรือเปล่า?”

เซี่ยเสี่ยวหลานหลุดขำ “เปล่า ฉันแค่ใจลอยคิดเรื่องอื่นน่ะ เหล่าเฉิน เธอเป็นมิตรที่ดี สามีที่ดี และเป็นพ่อที่ดีจริงๆ”

หือ?!

จู่ๆ ก็ชมเขาแบบนี้ เขาอดรู้สึกกลัวไม่ได้!

เซี่ยเสี่ยวหลานกลับปักกิ่งไปฉลองตรุษจีน เธอพกเงินปันผลของ Luna ไปให้โจวเฉิงด้วยในรูปแบบเช็คเงินสด ถ้าเธอพกเงินสดห้าแสนหยวนติดดัว ก็คงไม่ต่างจากการพกเงินสดห้าล้านหยวนในโลกอนาคต

เซี่ยเสี่ยวหลานพึมพำ “ธนบัตรรุ่นที่สี่จะประกาศใช้เดือนไหนของปี 1987 นะ? ธนบัตร 100 หยวนใกล้จะได้เปิดตัวต่อโลกภายนอกหรือยัง?”

ปี 1987 มาเยือนแล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ อยู่สองอย่าง

หนึ่งคือหลังผ่านช่วงนำร่องในปี 1985 และการประชาสัมพันธ์ในปี 1986 หลายพื้นที่ทั่วประเทศสามารถยื่นเรื่องขอทำบัตรประชาชนได้แล้วในปี 1987 ก่อนตรุษจีน เซี่ยเสี่ยวหลานเพิ่งจะไปทำบัตรประชาชนของตัวเอง

นี่คือบัตรประชาชนรุ่นแรกของประชากรชาวจีน

บัตรขนาดเล็กเท่านามบัตร ระบุข้อมูลส่วนตัวของทุกคนเอาไว้

หลิวเฟิน หลิวหย่ง และคนอื่นๆ เองก็ไปทำมาแล้วเช่นกัน หลิวเฟินย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ที่เดียวกับทังหงเอิน กลายเป็นประชากรเมืองเต็มตัวแล้ว

ส่วนครอบครัวของหลิวหย่งทั้งสามคน เพราะเขาได้ซื้อบ้านที่บ่อทรายทองจึงได้รับสิทธิพิเศษในการย้ายทะเบียนบ้านมาที่เผิงเฉิง และกลายเป็นพลเมืองของเผิงเฉิงกันหมดทุกคน

เวลานี้แค่พกบัตรประชาชนก็จะสามารถซื้อตั๋วรถไฟและจองที่พักได้ เพราะการประกาศใช้ยังไม่ครอบคลุมทั่วประเทศ จดหมายแนะนำตัวจึงยังมีผลอยู่ แต่หลังผ่านยุค 90 ไป คนที่จะพกจดหมายแนะนำตัวติดตัวจะลดน้อยลงเรื่อยๆ

การเปลี่ยนแปลงอย่างที่สองก็คือเมื่อปี 1982 เมืองเซี่ยงไฮ้ได้เปิดตัวสถานีเพจเจอร์ ก่อนที่มันจะแพร่กระจายไปทั่วประเทศจีน

หลังผ่านการประชาสัมพันธ์ตลอดสามปีมานี้ ปักกิ่งกับเผิงเฉิงจึงมีสถานีเพจเจอร์เป็นของตัวเอง ภายในพื้นที่ที่มีสัญญาณครอบคลุม ประชาชนจะสามารถใช้เพจเจอร์เพื่อการติดต่อสื่อสารได้

สำหรับเซี่ยเสี่ยวหลานแล้ว เพจเจอร์ไม่ใช่ของราคาแพงแต่อย่างใด

คนอื่นชอบเหน็บเพจเจอร์เอาไว้ที่เอว เวลามันส่งเสียงร้องจะให้ความรู้สึกภาคภูมิใจ แต่เซี่ยเสี่ยวหลานเข้าไม่ถึงความรู้สึกนั้น

กลับจีนมาคราวนี้ เธอก็ไปซื้อเพจเจอร์มาเครื่องหนึ่ง คนอื่นจะได้ติดต่อเธอสะดวกมากขึ้น

แต่เธอใส่มันเอาไว้ในกระเป๋า

แน่นอนว่าหลิวหย่งเองก็ซื้อเพจเจอร์แล้วเช่นกัน เถ้าแก่หลิวเหน็บเพจเจอร์เอาไว้ที่เอวตามยุคตามสมัย

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า อนาคตลุงของเธอคงเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ รับรองว่ามันจะช่วยเสริมสร้างบารมีให้เถ้าแก่หลิวได้ไม่น้อย เถ้าแก่หลิวในตอนนี้ผิวคล้ำและผอมแห้ง แถมยังเป็นคนตัวไม่สูง มองอย่างไรก็ไม่เหมือนเจ้าสัวมือใหม่ผู้ร่ำรวยเลยสักนิด

เพราะกลับปักกิ่งพร้อมกันหลายคน เที่ยวบินนี้จึงแทบถูกพวกเซี่ยเสี่ยวหลานเหมาทั้งหมด หากกวาดตามองจะพบว่าครึ่งหนึ่งของผู้โดยสารก็คือญาติของเธอ

หลิวเฟินกระซิบถามทังหงเอิน

“พวกเราจะไปร่วมงานแต่งงานของเซิ่งเซวียนไหมคะ?”

ทังหงเอินยิ้มพลางถามกลับ “ขึ้นอยู่กับเธอว่าอยากไปไหม เลือกจัดงานแต่งในวันสิ้นปี มองอย่างไรก็กระทบกับการฉลองปีใหม่ของพวกเรา”

ร่วมงานแต่งงานของเซิ่งเซวียนอย่างนั้นหรือ?

ถ้ามีเวลาว่าง ทังหงเอินขอห่อเกี๊ยวอยู่บ้านกับภรรยาดีกว่า

เขานวดแป้ง อาเฟินทำไส้ แค่คิดก็อบอุ่นหัวใจ

ตอนกลางวันค่อยๆ เตรียมอาหาร ตกกลางคืนก็มานั่งดูรายการชุนหว่านด้วยกัน ชีวิตแบบนี้มีความสุขกว่าการไปร่วมงานแต่งงานของเซิ่งเซวียนมาก แม้ภรรยาของซ่งจื้อเฉิงจะส่งบัตรเชิญมาให้เขา แต่ทังหงเอินจะไปหรือไม่ไปขึ้นอยู่กับอารมณ์ของเขา

ทำไมเขาต้องไปเพื่อเป็นเกียรติให้กับเซิ่งเซวียนด้วย?

เซิ่งเซวียนไม่ใช่คนตระกูลซ่ง

หรือต่อให้เป็นคนตระกูลซ่ง ก็ไม่มีใครกล้าบังคับทังหงเอินว่าต้องไป

หลิวเฟินไม่ได้เกลียดเซิ่งเซวียน เธอเคยคุยกับเซิ่งเซวียนแค่สองครั้งเท่านั้น อีกฝ่ายมาซื้อเสื้อผ้าที่ร้าน และมีมารยาทมาก

พูดตามตรง เซิ่งเซวียนอัธยาศัยดีกว่าอดีตภรรยาของเหล่าทังอย่างคุณนายจี้โข

แต่ถ้าให้เธอไปร่วมงานแต่งงานของเซิ่งเซวียน เธอก็รู้สึกแปลกประหลาดเช่นกัน

“ถ้าอย่างนั้นฉันไม่ไปดีกว่า”

หลิวเฟินฟังเสียงหัวใจตัวเอง ทังหงเอินไม่ได้พูดอะไรต่อ ทั้งคู่เข้าใจตรงกัน

แต่เซี่ยเสี่ยวหลานได้รับบัตรเชิญต่างหาก แถมจูซุ่ยโจวยังเป็นคนเอามาให้เธอด้วยตัวเอง เธอไม่ไปก็คงไม่งาม

เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย เธอหันไปถามสวีฉางเล่อ “จี้หย่าจะไปแสดงความยินดีกับเซิ่งเซวียนหรือเปล่าคะ?”


ที่ Jinovel จะมีอัพเดตตอนใหม่และตอนฟรีมากกว่า

ใครอดใจรอไม่ไหวตามไปอ่านได้เลยนะคะ
อ่านเลย >>http://jinovel.co/la6A

ไล่ฉันออกไปเถอะ!

ประธานเซี่ยกระฟัดกระเฟียดอยู่ในใจ

เธอยังไม่ทันจะกล่าวคำว่า ‘แม่’ ออกไปเลย หลิวเฟินกลับคุกเข่าอ้อนวอนคนอื่นเพื่อเธอเสียแล้ว ตอนนี้เธอกลายเป็น ‘เซี่ยเสี่ยวหลาน’ สานต่อสถานะและความทรงจำส่วนใหญ่จากเจ้าของเดิม ทว่าเรื่องราวที่เจ้าของเดิมประสบมานั้นทำให้เธอสลดใจอยู่ไม่น้อย—‘เซี่ยเสี่ยวหลาน’ ผู้มีใบหน้าสะสวยแต่ในหัวกลับกลวงโบ๋ ไม่ว่าเธอจะสุขหรือเศร้าล้วนมีเสน่ห์น่ามอง อีก 30 ปีข้างหน้าเธอจะต้องเป็นของล้ำค่าที่ใครๆ พร้อมไล่ตาม แต่ในยุค 80 อย่างเธอน่ะเรียกว่า ‘ไร้แก่นสาร’!

คนชนบทไม่รู้จักคำวิเศษณ์ดีๆ แบบนี้เท่าไร พวกเขาจึงอธิบายเซี่ยเสี่ยวหลานด้วยคำคำเดียวว่า ‘…ไปทั่ว’

เป็นเพราะรูปลักษณ์แบบนี้ ปกติแล้วชื่อเสียงของเซี่ยเสี่ยวหลานจึงไม่ดีนัก เธอยังแย่งคนรักของเซี่ยจื่ออวี้ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องอีก เรื่องอื้อฉาวคือเธอเปลื้องผ้ายั่วว่าที่พี่เขยในเวลากลางวันแสกๆ ไม่เพียงแต่ถูกคนในหมู่บ้านครหาอย่างหนัก แม้แต่ตระกูลเซี่ยเองก็ทนเธอไม่ไหว

ถึงเรื่องแย่งคนรักจะยังพอเถียงได้

แต่เรื่องแก้ผ้ายั่วว่าที่พี่เขยกลางวันแสกๆ นี่ พูดไม่ออกจริงๆ !

พูดไปใครก็ไม่เชื่อ บางคนถึงกับสาบานอย่างขึงขังว่าเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้ยั่วยวนพี่เขยของเธอเท่านั้น แต่ยังไปนอนเปลือยกายกลิ้งเกลือกบนกองหญ้ากับพวกเร่ร่อนหมู่บ้านใกล้เคียง ข่าวลือแพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านจนถึงขั้นรู้กันทั่วสารทิศ เซี่ยเสี่ยวหลานหมดสิ้นหนทางโต้แย้ง บ้านเซี่ยเองก็มาหนุนให้คลื่นมันสูง[1]เข้าไปอีก ในที่สุดเซี่ยเสี่ยวหลานจึงเลือกวิธีเอาหัวโขกเสาฆ่าตัวตาย

ประธานเซี่ยมีประสบการณ์ เธอรู้ว่าโลกนี้มีผู้ถูกปรักปรำอย่างอยุติธรรมอยู่มากมาย ทว่าเธอจะเข้าไปจัดการทุกเรื่องได้อย่างไร?

แต่ตอนนี้เธอได้กลายเป็น ‘เซี่ยเสี่ยวหลาน’ เคราะห์กรรมครั้งนี้เธอต้องยอมรับอย่างไม่เต็มใจเสียแล้ว

คนตระกูลเซี่ยล้วนท่าทางเกรี้ยวกราด อยากจะต้อนเธอจนตายเสียให้ได้ หญิงที่คุกเข่าอยู่บนพื้นคือแม่บังเกิดเกล้าของร่างนี้และเป็นคนที่รักเจ้าของร่างเดิมมากที่สุดในตระกูลเซี่ย ประธานเซี่ยไม่คิดทนอีกต่อไป

“แม่ ลุกขึ้นก่อนเถอะ!”

เธอพยายามดึงหลิวเฟินให้ลุกขึ้น หลิวเฟินกลัวจะไปโดนบาดแผลของลูกสาวเข้าจึงมิได้ขัดขืนแต่อย่างใด

เอาเข้าจริงแล้วเรียกคำว่า ‘แม่’ ออกไปมันไม่ได้ยากอย่างที่คิด มีสองสิ่งที่ประธานอิจฉาในตัว ‘เซี่ยเสี่ยวหลาน’ ที่สุด หนึ่งคือเธอสวย และไม่ใช่สวยแบบดาษดื่นธรรมดาเสียด้วย สองคือเธอมีแม่ที่รักเธอสุดหัวใจ ส่วนประธานเซี่ยเองสูญเสียพ่อแม่ไปตั้งแต่วัยเยาว์ เธอจึงไม่เคยได้รับความรู้สึกแบบนี้!

เธอคือประธานเซี่ย หญิงผู้แข็งแกร่ง

และยังเป็นเซี่ยเสี่ยวหลานที่ฆ่าตัวตายท่ามกลางคำนินทาในยุค 80

ไม่มีโอกาสให้เลือก มีเพียงแต่สองตัวตนที่รวมเป็นหนึ่งเดียว

“เสี่ยวหลาน ฟังแม่นะ ยอมรับผิดกับย่าเถอะ…”

ใบหน้าของหลิวเฟินเต็มไปด้วยความเศร้าโศก หลิวเฟินมักต้องรองรับอารมณ์ของแม่สามี รวมถึงสะใภ้คนอื่นๆ สามี และลูกสาวอยู่เสมอ ยอมจำนนอดทนกับทุกๆ เรื่อง น่าเสียดายที่ไม่มีใครในบ้านเซี่ยหันมาใส่ใจในจุดนี้ กลายเป็นยิ่งเธอทนเท่าไร คนเหล่านี้ก็ยิ่งข่มเหงเธอมากขึ้น…—เจ้าของร่างเดิมเองก็ทำไม่ดีเท่าไรในเรื่องนี้

หญิงชราเซี่ยกลับแผดเสียงขึ้นมาโดยพลัน

“หลานสาวฉันไม่ทำตัวสำส่อน ไม่ใช่หญิงชั่วไร้ยางอาย ขนาดคนรักของจื่ออวี้แกยังแย่งได้ลงคอ!”

ประธานเซี่ยขมับกระตุกตุบๆ

พอหน้าที่การงานของเธอก้าวหน้ามากขึ้น จึงไม่ได้เปิดศึกตัวต่อตัวกับหญิงปากร้ายระดับล่างมานานแล้ว

แต่สองมือที่ฉีกทึ้งพนักงานขายสาวสวยและกำปั้นที่จัดการลูกหนี้ซัพพลายเออร์[2]เหนียวหนี้ทั้งหลายยังคงอยู่!

“คุณย่า!”

เธอฮึดแรงกายทั้งหมดตะโกนออกไปสุดเสียง พอที่จะข่มหญิงชราเซี่ยได้ชั่วคราว

“ย่าไม่ยอมรับฉันในฐานะหลานสาว แต่ฉันก็จะเรียกคุณว่าย่า ตัวฉันเคารพรักตระกูลเซี่ยอย่างเต็มเปี่ยม… ย่าเอาแต่ด่าทอฉัน คำก็สำส่อน คำก็ชั่วร้าย จะรอให้คนทั้งหมู่บ้านมาสอดส่องว่าเราเอะอะอะไรกันหรือ? ฉันมันไม่มีเกียรติอะไรแล้วอยู่แล้ว แต่พวกพี่สาวน้องสาวในครอบครัวก็ต้องออกเรือนนี่ มานับพี่น้องกับคนสำส่อนอย่างฉันมันมีหน้ามีตามากหรือไง?”

เซี่ยเสี่ยวหลานไม่เข้าใจจริงๆ ลำเอียงแล้วยังไม่สนอะไรต่อมิอะไรอีก ทำให้ศัตรูชอกช้ำได้พันส่วนแต่ฝั่งตนเองดันเจ็บไปแปดร้อย[3] ความไม่ลงรอยกันในครอบครัวจะเหยียบย่ำเธอจนตาย? ในหมู่บ้านนี่ชื่อเสียงของเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ดีอยู่แล้ว แต่หากหญิงสาวตระกูลเซี่ยขายไม่ออกเพราะเรื่องวุ่นวายแล้วจะลืมตาอ้าปากได้อย่างไร!

แม่เฒ่าเซี่ยสะอึกไปในทันที หน้าตาท่าทางอาสะใภ้สามของเซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ดูไม่ได้

สามสาวคนโตแห่งบ้านเซี่ยประกอบด้วยเซี่ยจื่ออวี้ อายุ 20 ปี ไม่เพียงสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แต่ยังมีคู่หมายที่พึงใจไว้แล้ว คนต่อมาคือเซี่ยเสี่ยวหลาน อายุ 18 ปี ใครเห็นก็คิดว่าเธอคือหญิงสำส่อนที่ไม่มีโอกาสได้ออกเรือนอีก และลูกสาวคนโตของอาสะใภ้สามที่มีอายุ 17 ปี ไม่ทันไรเธอก็ต้องพูดคุยเรื่องแต่งเข้าบ้านแม่สามีแล้ว

อาสะใภ้โกรธเกลียดเซี่ยเสี่ยวหลานเสียจนฟันกระทบกันดังกรอด แต่ก็จำเป็นต้องเบาเสียงลง ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพลางต่อว่า

“แกยังมีหน้ามาพูดแบบนี้หรือ หงเซี๋ยของพวกเราถูกแกถ่วงรั้งไว้ไม่ได้ออกเรือน ทำไมถึงไม่ไปตายเสีย!”

ใบหน้าของลูกพี่ลูกน้องเซี่ยหงเซี๋ยเองก็เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองเช่นกัน เธออยู่หลังแม่ตัวเองพร้อมทำท่าอยากเอาเรื่องตัวต่อตัวเต็มแก่

หลิวเฟินเคืองจนหน้าขึ้นสี

“พี่ เสี่ยวหลานเพิ่งฟื้นนะ…”

ร่างกายผ่ายผอมของหลิวเฟินเข้ามาบังลูกสาวเอาไว้ ถึงอยากจะถกเถียงออกไป แต่เดิมทีเป็นคนใจเสาะ โดนคนอื่นกดดันเข้าแค่ประโยคเดียวก็ยากที่จะต่อปากต่อคำให้ลื่นไหลต่อได้

เซี่ยเสี่ยวหลานค่อยๆ ดึงแม่ให้มาหลบด้านหลังตน

“แม่ไม่ต้องกังวล ฉันไม่ทะเลาะกับพวกเขาหรอก ฉันเองก็มีเหตุผลนะ”

หญิงชราเซี่ยอยากจะบี้คนดื้อด้านตรงหน้าให้ตาย ทว่าเจ้าตัวเองไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ สายตากวาดไปรอบๆ แล้วดันยิ้มออกมาแทน

“ฉันชนเสาไปรอบหนึ่งแล้วแต่นรกยังก็ไม่ต้อนรับนี่นา ตอนนี้ฉันคิดว่าจะใช้ชีวิตต่อไปให้ดี ฉันจะมีชีวิตที่ดี และถ้าใครมันทำให้ฉันไม่มีความสุข ฉันก็จะทำให้มันไม่มีความสุข—ย่าบอกว่าฉันอยู่ที่นี่ทำให้ทุกคนอยู่ไม่สุข ไม่เช่นนั้นก็ให้ฉันย้ายออกไป?”

ย้ายออกไป?

จะย้ายไปไหนได้ล่ะ?

หลิวเฟินร้อนรนใจ มีผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงานคนไหนเขาย้ายออกไปอยู่ข้างนอกเองเล่า!

เซี่ยเสี่ยวหลานที่ชนเสาแต่รอดตายและดูจะคุยยากขึ้นเหลือเกิน ท่าทางตัวปัญหานั่นทำเอานางเซี่ยโกรธจนเกือบจะเป็นลมไป

แต่ว่าเดิมทีเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้มีนิสัยโอนอ่อนผ่อนตามอยู่แล้ว หญิงชราเซี่ยแสนเจ้าเล่ห์ อาสะใภ้สามก็ช่างแดกดัน เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ไม่ใช่คนที่หาเรื่องได้ง่ายเสียด้วย อาสะใภ้สามอยากให้เซี่ยเสี่ยวหลานออกไปอยู่ไกลหูไกลตาเหลือเกิน จะได้ไม่ต้องสร้างความอัปยศให้ใครเห็นอีก

“แกจะย้ายไปไหนได้? อย่าได้คิดหนีปัญหาไปบ้านยายแกเพียงไม่กี่วันแล้วกระเสือกกระสนกลับมาเชียว!”

ย้ายออกไปก็ดี ห้องที่บ้านใช้สอยไม่พออยู่แล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานเองอยู่คนเดียวถึงหนึ่งห้อง พอย้ายออกห้องจะได้ว่าง อาสะใภ้สามประเมินห้องโกโรโกโสแต่สะอาดเอี่ยมนี้พร้อมตัดสินใจจะให้ลูกสาวตนเองเซี่ยหงเซี๋ยย้ายเข้ามาอยู่—หญิงสาวโตจนใกล้ออกเรือนแล้ว ควรมีห้องส่วนตัวเสียที

“ตระกูลเราไม่ใช่ว่ามีบ้านเก่าริมแม่น้ำอีกหรือ? หลังหนึ่งหน้าหมู่บ้าน อีกหลังท้ายหมู่บ้าน ฉันจะย้ายไปอยู่ที่นั้น ไม่ต้องอยู่ขวางหูขวางตาใคร!”

เซี่ยเสี่ยวหลานกล่าวตามแผนเดิมที่คิดเอาไว้

แม่เฒ่าเซี่ยยังคงไม่ยอมปล่อย

“แกทำงามหน้าขนาดนี้ ไม่ตีแกจนตายก็ปรานีแค่ไหนแล้ว ยังต้องมาแบ่งบ้านให้แกอาศัยอีกหรือ? ”

แม้ว่าบ้านเก่าริมแม่น้ำจะโอนเอนใกล้ร่วง หน้าร้อนยุงชุม หน้าหนาวหนาวจัด คอกวัวที่อยู่ในหมู่บ้านข้างเคียงก็กลิ่นแรง แต่หญิงชราเซี่ยนั้นไม่อยากตกปากรับคำให้เซี่ยเสี่ยวหลานได้อยู่อย่างเป็นสุขจนเกินไป

เธอรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างเปลี่ยนไปตั้งแต่เซี่ยเสี่ยวหลานฟื้นขึ้นมา

แม้จะยังเป็นตัวปัญหาแต่กลับดูมีความคิดขึ้น… แม่เฒ่าเซี่ยถือว่าความรู้สึกไวไม่หยอก และไม่อยากปล่อยให้เซี่ยเสี่ยวหลานพ้นเงื้อมมือตนไป

เซี่ยเสี่ยวหลานคลี่ยิ้มหวาน

“ฉันไม่ย้ายออกไปก็ได้ อยู่บ้านน่ะมีให้กินให้ดื่ม อย่างไรเสียชื่อเสียงของฉันมันป่นปี้ไปแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็อยู่เป็นสาวเทื้อคาบ้านอย่างสงบดีกว่า! พี่ใหญ่เป็นถึงนักศึกษามหาวิทยาลัย อีกหน่อยคงไม่ปล่อยให้น้องสาวตัวเองอดตายหรอกนะ?” 

เซี่ยเสี่ยวหลานพูดยากเสียเหลือเกิน ทำเอาป้าสะใภ้ใหญ่ที่เงียบมาตลอดถึงกับหนังตากระตุกอย่างแรง

เซี่ยเสี่ยวหลานอยากจะเกาะจื่ออวี้ลูกสาวตนอย่างนั้นหรือ?!

“เอาน่า ป้าใหญ่ไม่เชื่อคำพูดคนพวกนั้นหรอก เสี่ยวหลานยังโมโหทุกคนอยู่ เป็นสาวเป็นแส้จะออกไปอยู่คนเดียวอย่างไรล่ะ? เดี๋ยวป้าคุยกับย่าให้ พวกเราทุกคนก็ถอยคนละก้าว ใจเย็นๆ กันก่อนเถอะนะ”

ป้าสะใภ้ใหญ่พาแม่สามีออกจากห้อง อาสะใภ้สามก็กุลีกุจอตามไปเช่นกัน

เหล่าผู้น้อยที่เหลือในห้องล้วนใช้สายตาอาฆาตจ้องมองมาที่เซี่ยเสี่ยวหลาน หลิวเฟินกำลังร้องไห้เงียบๆ เซี่ยเสี่ยวหลานจึงได้แต่ถอนหายใจ

“แม่อย่าร้องไห้เลย ฉันใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านต่อไปไม่ได้หรอก”

คำด่าดูแคลนน่ะไม่เท่าไร บ้านเซี่ยไม่มีทางเอาเธอถึงตายหรอก… แต่เซี่ยเสี่ยวหลานไม่อยากทน เธอมีโอกาสได้เกิดใหม่อีกครั้ง ทำไมต้องมาอยู่อย่างอดสูแบบนี้ด้วยเล่า?!

ผ่านไปไม่นานนัก หญิงชราเซี่ยพร้อมพรรคพวกก็เข้ามาในห้องอีกรอบ

“แกไปอยู่บ้านเก่าเสีย แล้วจะเป็นจะตายอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับพวกเราตระกูลเซี่ยอีก!”

เซี่ยเสี่ยวหลานได้คืบจะเอาศอกมิวายขอเครื่องเรือนสำหรับย้ายบ้าน นางเซี่ยสุดจะทนกับตัวปัญหาคนนี้เสียจริง แต่สุดท้ายก็โยนหัวมันถุงเล็กให้เธอ

“รีบไสหัวไป!”

เชิงอรรถ

[1]推波助澜 หนุนคลื่นลมให้สูง หมายถึง ทำให้ปัญหาหรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นยิ่งแย่ขึ้นไปอีก

[2]ซัพพลายเออร์ Suppliers หมายถึง ผู้ผลิตสินค้าและนำมาจำหน่ายให้กับบริษัทต่างๆ ที่ได้ยื่นใบสั่งซื้อสินค้าให้

[3]伤敌一千,自损八百 จัดการศัตรูได้หนึ่งพัน ฝั่งตนสูญเสียไปแปดร้อย หมายถึง ดูเหมือนจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามเสียหายหรือเจ็บได้มาก แต่แท้จริงแล้วฝั่งตนก็เสียหายไปไม่น้อยเช่นกัน ในที่นี้นางเซี่ยด่าทอเซี่ยเสี่ยวหลานเสียๆ หายๆ แต่ก็เป็นการประจานให้คนนอกมานินทาว่ากล่าวคนตระกูลตัวเองเช่นกัน


ติดตามได้ก่อนใคร และร่วมให้กำลังใจ นักเขียน นักแปลได้ที่นี่ เลยค่า~ >/\<
> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <

ฉันจะทวงความยุติธรรมให้เธอเอง

“แม่ช่วยฉันถือหน่อย”

เซี่ยเสี่ยวหลานเอาถุงใส่มันเทศยัดเข้าอ้อมอกของหลิวเฟิน ในขณะที่ผู้เป็นแม่น้ำตาไหลอาบแก้ม

“เสี่ยวหลาน ลูกจะออกไปได้อย่างไร… พ่อลูกกลับมาแล้วจะทำอย่างไรเล่า…”

หลิวเฟินจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าทำไมเรื่องราวมันมาถึงจุดนี้ได้ แม้ลูกสาวจะยังไม่โดนอะไรแต่ก็ถูกแบ่งแยกออกไปใช้ชีวิตคนเดียว ไล่เด็กสาวอายุสิบกว่าออกไปอยู่นอกบ้าน ภายภาคหน้าจะใช้ชีวิตอย่างไรกัน? เธอเองอยากให้เซี่ยเสี่ยวหลานยอมรับผิดไปเสีย แต่ก็กลัวว่าจะไปขัดเคืองลูกสาวเข้า

“ถ้าอย่างนั้นแม่ก็ไปอยู่ข้างนอกกับฉันสิ รอพ่อกลับมาค่อยว่ากัน ฉันทำอาหารไม่เป็นนะ อยู่คนเดียวมีหวังได้หิวตายก่อนแน่!”

เซี่ยเสี่ยวหลานไม่คิดจะปล่อยหลิวเฟินไว้คนเดียวอยู่แล้ว ถ้าหากเธอไปแล้วคนบ้านเซี่ยยังรังแกหลิวเฟินอย่างเอาเป็นเอาตายล่ะ? เธอคิดไว้แล้วว่าหลิวเฟินจะใจอ่อน แค่ต้องทำท่าทางยืนหยัดจริงจังสักหน่อยแล้วพาหลิวเฟินไปกับเธอให้ได้

คนบ้านเซี่ยไม่รั้งหลิวเฟินไว้ คาดว่าคงรอให้เซี่ยต้าจวินหรือบิดาของเซี่ยเสี่ยวหลานกลับมาก่อนค่อยคิดบัญชีกับสองแม่ลูก ฝนตกหนักติดต่อกันมาสักพัก ทางตัวเมืองกังวลว่าน้ำหลากจะทำให้คันกั้นน้ำในหมู่บ้านรอบๆ พังทลาย ไม่ไกลจากที่นี่ได้เรียกรวมพลเหล่าชายฉกรรจ์ ผู้ชายตระกูลเซี่ยจึงออกไปซ่อมแซมคันกั้นน้ำกันหมด

แต่ไหนแต่ไรหลิวเฟินเป็นคนที่ไม่มีจุดยืนนัก แม้ยังงุนงงแต่ก็อุ้มถุงใส่มันเทศตามลูกสาวไป

เซี่ยเสี่ยวหลานเพิ่งพ้นประตูได้ก้าวเดียวก็หันกลับไปถ้วยเอากระเบื้องเคลือบที่บรรจุไข่ตุ๋นถือติดมือไปด้วย หลานชายตัวน้อยประจำบ้านเซี่ยที่เล็งไข่ตุ๋นจนน้ำลายสอเอาไว้ไม่คิดว่าจะโดนเซี่ยเสี่ยวหลานฉวยเอาไป จึงได้ร้องไห้โยเยไม่หยุด

คนทั้งบ้านได้แต่รุมด่าเซี่ยเสี่ยวหลาน ถึงกระนั้นก็ต้องโอ๋เด็กๆ ด้วยเสียจนวุ่นวาย

เมื่อโผล่พ้นจากบ้าน ไออากาศบริสุทธิ์ได้โชยมากระทบใบหน้าในทันที

ไม่มีหมอกควัน ไม่มีท้องฟ้าเจือมลพิษ พอย้อนจาก 30 ปีข้างหน้ามาตอนนี้ถึงได้รู้ว่าอากาศที่บริสุทธิ์มันล้ำค่ามากเพียงใด เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกตกตะลึงโดยพลัน

เมื่อกลางวันบ้านเซี่ยเอะอะกันไปยกใหญ่ ไม่รู้ว่าบ้านไหนแอบสอดหูมาฟังเรื่องคนอื่นบ้าง

เมื่อพบเซี่ยเสี่ยวหลานและมารดา คนเหล่านั้นก็ไม่หลบซ่อนแถมยังชี้โบ๊ชี้เบ๊ไปยังสองแม่ลูกอย่างเปิดเผย แน่นอนว่าหลิวเฟินไม่ได้ถูกสนใจเท่าไร พวกเขานินทาเซี่ยเสี่ยวหลานเสียมากกว่า  

“โดนไล่ออกจากบ้านแล้วหรือ?”

“เหอะ สมน้ำหน้า พี่เขยก็ไม่เว้น!”

“ถึงขนาดไปเกลือกกลั้วบนกองหญ้ากับพวกเสเพลหมู่บ้านข้างๆ ทำเอาตระกูลเซี่ยขายหน้าจริงๆ ”

“แซ่เดียวกันแท้ๆ พี่สาวน่ะเข้ามหาวิทยาลัยไปแล้ว ดูมันเหลวไหลสิ”

“เซี่ยต้าจวินกลับมาเมื่อไรล่ะก็โดนเฆี่ยนจนตายแน่”

“เฆี่ยนน่ะเคยแล้ว ด่าก็ด่าแล้ว มันดันรั้นไม่แก้ตัวเอง ดูมันเดินสิ ก้นบิดไปมาเชียว”

เซี่ยเสี่ยวหลานอยากจะฟาดพวกแม่บ้านปากยื่นปากยาวเสียจริง เธอดูเหมือนกำลังเดินบิดก้นหรือ เป็นเพราะเธอหิวและอ่อนแรงมากต่างหาก! เหล่าแม่บ้านจอมสะเออะได้ทำลายความอภิรมย์จากอากาศบริสุทธิ์จนหมดสิ้น เซี่ยเสี่ยวหลานมองไปรอบตัว ทิวทัศน์ของไร่นาที่งดงาม? นั่นเป็นสิ่งที่เมื่อความสุขทางวัตถุถูกเติมเต็มแล้วถึงจะมีอารมณ์มาชื่นชมหรอก

ในปี 83 นั้น ชนบทได้รับการยกย่องความน่าพิสมัยผ่านบทประพันธ์จากเหล่าบัณฑิตสาย ‘วรรณกรรมท้องถิ่น’

ดูจากภาพรวมแล้ว ในหมู่บ้านมีบ้านดินหลายหลัง บ้านที่ก่อด้วยอิฐนั้นน้อยมาก บ้านส่วนใหญ่เป็นทรงเตี้ย ผนังอิฐผนังดินถูกโบกด้วยปูนขาวและมีคำขวัญของเมื่อ 10 ปีก่อนที่เขียนด้วยสีแดงแปะไว้  

ที่นี่ไม่อยู่เหนือไม่อยู่ใต้ เป็นมณฑลที่อยู่ติดฝั่งทะเลในดินแดนมาตุภูมิ สายลมฤดูใบไม้ผลิของการปฏิรูปเศรษฐกิจจีน [1] พัดมาไม่ถึงที่นี่ จึงเป็นเพียงหมู่บ้านต้าเหอที่ไกลปืนเที่ยง

ถ้าอยากจะหลุดพ้นจากสภาพแวดล้อมนี้ก็จำต้องเรียนหนังสืออย่างเดียว

เส้นทางชีวิตที่พี่สาวของเซี่ยเสี่ยวหลานเลือกนั้นถูกครรลอง เซี่ยจื่ออวี้เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเพียงคนเดียวของหมู่บ้านต้าเหอในรอบ 30 ปีนับตั้งแต่ยุคสร้างชาติ[2]มาจนถึงยุคฟื้นฟูเกาเข่า[3] ลองจินตนาการดูก็รู้ได้เลย หากเซี่ยเสี่ยวหลานไม่คิดเปลี่ยนวิถีชีวิต พอเซี่ยจื่ออวี้เข้าเรียนแล้วเส้นทางของทั้งคู่ก็คงต่างกันราวฟ้ากับเหว!

ต่อให้เสียเปรียบเซี่ยจื่ออวี้แล้วมันจะเป็นอะไรล่ะ?

คนหนึ่งคือนักศึกษาสาวในยุค 80 ผู้มีอนาคตสดใส ไม่แปลกใจว่าคนทั้งบ้านพร้อมใจกันมองเธอเป็นหงส์ฟ้าทอง อีกคนหนึ่งชื่อเสียงป่นปี้ ทักษะใดๆ ไม่มี อีกหน่อยคงได้แค่แต่งงานกับพ่อม่ายหรือกลายเป็นสาวทึนทึก ช่วยอะไรพี่ป้าน้าอาที่บ้านไม่ได้ด้วยซ้ำ

ความแตกต่างของฟ้ากับดิน

พอเข้าใจได้ว่าที่ตระกูลเซี่ยเย่อหยิ่งเห็นแต่ตัวเองนั้น… ก็นับว่าเป็นอารมณ์ปกติของมนุษย์แหละนะ

เพื่อผลประโยชน์ของครอบครัวแล้ว ทุกคนพร้อมใจกันเคียงข้างเซี่ยจื่ออวี้ ส่วน ‘เซี่ยเสี่ยวหลาน’ นั้นครุ่นคิดให้ตายก็ไม่เข้าใจ ชายหญิงไปมาหาสู่กันจนเกือบกลายเป็นคนพิเศษ เป็นตัวเธอเองด้วยซ้ำที่สนับสนุนให้ฝ่ายชายสอบเข้ามหาวิทยาลัย

เธอยังไปก้มหัวขอยืมหนังสือจากเซี่ยจื่ออวี้มาให้ฝ่ายชายเรียน รวมถึงไปส่งเขาเข้าสอบคัดเลือกในตัวเมืองอีกด้วย

สอบเสร็จแล้วก็ไม่เกิดอะไรผิดวิสัย แล้วทำไมพอจดหมายตอบรับเข้าเรียนมาถึง เขาจึงได้กลายเป็นคู่หมายของเซี่ยจื่ออวี้อย่างเปิดเผยเล่า?

เพราะเธอไม่คู่ควรกับหวังเจี้ยนหัว?

การเลือกผู้เป็นพี่คิดดูแล้วก็เป็นสิ่งที่เหมาะสม นักศึกษาคบกับนักศึกษา ราวกับสวรรค์สรรสร้างมาให้คู่กัน

แต่ทำไมตอนพวกเธอจะจากไปนั้นต้องหันมาเหยียบย่ำ ‘เซี่ยเสี่ยวหลาน’ คนนี้ด้วย?

เพราะต้องการรู้ว่าข่าวลือร้ายแรงที่เกือบคร่าชีวิตคนนั้นแพร่ไปทั่วได้อย่างไร ‘เซี่ยเสี่ยวหลาน’ จึงไปหาหวังเจี้ยนหัวเพื่อถามถึงเรื่องราวที่แท้จริง ทว่าดันพบกับเซี่ยจื่ออวี้ในห้องของหวังเจี้ยนหัว เซี่ยจื่ออวี้ช่างมีเหตุผลกว่า ‘เซี่ยเสี่ยวหลาน’ มากนัก เธอพูดไม่กี่ประโยคก็ทำให้ ‘เซี่ยเสี่ยวหลาน’ หันหลังกลับได้แล้ว

ระหว่างทางกลับบ้านเธอได้พบกับหนุ่มเสเพลหมู่บ้านข้างๆ คนคนนี้เคยตามตอแย ‘เซี่ยเสี่ยวหลาน’ มาก่อน คราวนี้เขาอุกอาจมาฉีกแขนเสื้อเธอจนหลุดลุ่ย หวังเจี้ยนหัวและเซี่ยจื่ออวี้ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน หวังเจี้ยนหัวราวกับผิดหวังในตัว ‘เซี่ยเสี่ยวหลาน’ เป็นที่สุด เขาไม่แม้แต่จะรอเธออธิบายที่มาที่ไป อีกทั้งยังจูงมือเซี่ยจื่ออวี้จากไปทั้งอย่างนั้น

หรือว่าคนเสเพลหมู่บ้านถัดไปนั้นจะเป็นคนปล่อยข่าวลือ? ปีนี้มันปีปราบปราม[4]เสียด้วย ถ้าอย่างนั้นก็วิสามัญพวกเลวทรามนั่นด้วยลูกปืนได้แล้วสิ!

ไม่เป็นไร ในเมื่อเธอได้เกิดในร่างใหม่โดยใช้ชื่อแซ่เดิมแล้ว เรื่องราวที่ ‘เซี่ยเสี่ยวหลาน’ ยังไม่เข้าใจ เธอจะทำให้มันแจ่มแจ้งเอง และจะเรียกร้องความยุติธรรมให้เจ้าของร่างเดิมนี้ด้วย

ริมแม่น้ำนั้นปรากฏบ้านเก่าซอมซ่อขึ้นในสายตา

รั้วไผ่หงิกงอ ประตูไม่มีกลอนสักอัน ผนังและหลังคาเต็มไปด้วยรู หลิวเฟินที่อุ้มมันเทศไว้กับอกรู้สึกหมดสิ้นหนทางนัก

ที่นี่ใช้หลบลมฝนไม่รอดด้วยซ้ำ

“เสี่ยวหลาน ฟังแม่นะ…”

เซี่ยเสี่ยวหลานกุมศีรษะตัวเองไว้ “แม่ ฉันเจ็บแผลอีกแล้ว!”

เธอเรียกมารดาได้คล่องปากมากขึ้นแล้ว หลิวเฟินจึงเบนความสนใจจากสิ่งที่กำลังจะพูดทันที “แผลลูกมันปริหรือ? ให้แม่ดูหน่อย”

ประตูไร้กลอน ในบ้านรกรุงรัง เตียงนอนก็เหลือแต่โครง หลิวเฟินบอกให้เซี่ยเสี่ยวหลานรีบกินไข่ตุ๋นเสีย ไข่ตุ๋นที่เย็นชืดแล้วเริ่มมีกลิ่นคาว เซี่ยเสี่ยวหลานเองไม่อยากเห็นแก่ตัวกินคนเดียว จึงกินไปแค่ครึ่งพร้อมบอกว่าตัวเองอิ่มแล้ว

“ที่เหลือแม่กินเถอะ เหลือเอาไว้พรุ่งนี้ก็เน่าเสียไปเปล่าๆ ”

หลิวเฟินถือถ้วยเคลือบเอาไว้ ความรู้สึกต่างๆ ปะปนกันไป ไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาก่อนเลย หลังจากลูกสาวเอาหัวชนเสาไปทีก็ดูท่าจะเข้าใจความรู้สึกคนที่รักใคร่ห่วงใยเธอมากขึ้น

“อีกสองวันพ่อของลูกก็กลับมาแล้ว”

การกล่าวถึงสามีตนเองขึ้นมาทำให้หลิวเฟินห่อไหล่อย่างเสียไม่ได้ เธอรู้สึกหวาดกลัวเข้ากระดูก

เชิงอรรถ

[1]改革开放 การปฏิรูปเศรษฐกิจจีนในปี 1978 โดยปรับระบบเศรษฐกิจให้กลายเป็น ‘สังคมนิยมแบบจีน’ โดยโอนกรรมสิทธิ์การทำเกษตรกรรมคืนให้ประชาชน มีการเปิดประเทศค้าขายกับต่างชาติ

[2]建国 ยุคสร้างชาติ ในที่นี้คือนับตั้งแต่สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ก่อตั้งขึ้นในปี 1949

[3]高考 เกาเข่า คือ ระบบการสอบมหาวิทยาลัยที่ใช้อย่างเป็นทางการในประเทศจีน

[4]严打1983 แคมเปญปราบปรามอาชญากรรมในปี 1983 โดยมีการใช้ความเด็ดขาดในการปราบปรามอาชญากรรมทั่วประเทศจีน


ติดตามได้ก่อนใคร และร่วมให้กำลังใจ นักเขียน นักแปลได้ที่นี่ เลยค่า~ >/\<
> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...