โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"คาลิกูลา" จักรพรรดิโรมันผู้ถูกกล่าวหาว่า "วิกลจริต" บ้าจริงหรือเกมการเมือง!?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 17 ธ.ค. 2566 เวลา 13.45 น. • เผยแพร่ 12 ธ.ค. 2566 เวลา 04.39 น.
จักรพรรดิคาลิกูลา จักรวรรดิโรมัน

จักรพรรดิคาลิกูลา (Caligula) หรือนามเต็ม ไกอุส ยูลิอุส ซีซาร์ ออกุสตุส เยอร์มานิคุส (Gaius Julius Caesar Augustus Germanicus) จักรพรรดิลำดับที่ 3 แห่งจักรวรรดิโรมัน ครองราชย์ช่วงสั้น ๆ ระหว่าง ค.ศ. 37-41 โดยสืบราชบัลลังก์ต่อจาก จักรพรรดิทิเบริอุส (Tiberius)

เรื่องราวเกี่ยวกับ จักรพรรดิคาลิกูลา มักเต็มไปด้วยความหรูหรา ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย จิตใจโหดร้าย และความวิปริตทางเพศ ทำให้ชื่อของจักรพรรดิโรมันองค์นี้เป็นที่รู้จักในฐานะเผด็จการผู้บ้าคลั่ง

คาลิกูลาเป็นบุตรชาย เยอร์มานิคุส (Germanicus) แม่ทัพโรมันผู้ยิ่งใหญ่และญาติผู้น้องของจักรพรรดิทิเบริอุส จึงมีศักดิ์เป็นหลานของจักรพรรดิพระองค์ก่อน แต่การเสียชีวิตของบุตรชายคนเดียวของจักรพรรดิทิเบลิอุส และเยอร์มานิคุสผู้เป็นบิดาของคาลิกูลา ทำให้ตำแหน่งจักรพรรดิตกทอดมายังพระองค์

การเสื่อมความนิยมของประชาชนต่อจักรพรรดิทิเบริอุสผู้ชราภาพ (เสียชีวิตด้วยวัย 77 ปี) และการเป็นบุตรของเยอร์มานิคุสผู้โด่งดัง ทำให้จักรพรรดิคาลิกูลาในวัย 24 ปี เริ่มต้นสมัยแห่งการปกครองด้วยความนิยมจากผู้คนอยู่ไม่น้อย มีการจัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่เหมือนปลุกกรุงโรมให้ตื่นอีกครั้งหลังสิ้นยุคจักรพรรดิชรา

จักรพรรดิคาลิกูลา ยังสร้างความนิยมด้วยการออกนโยบายปฏิรูปสังคม ให้คนจนไร้บ้านได้มีที่พักและอาหารยังชีพ ละเว้นภาษีแก่ผู้ที่เดือดร้อนจากไฟไหม้และน้ำท่วม แจกจ่ายทรัพย์สินที่เปรียบเหมือนโบนัสก้อนโตแก่ทหารทั้งในกรุงโรมและกองทัพทั่วอิตาลี ลดภาษีทั่วจักรวรรดิ รวมถึงมัวเมาประชาชนด้วยกีฬานักสู้หรือ กลาดิเอเตอร์ (Gladiator)

แต่สวัสดิการและกิจกรรมเหล่านั้นแลกด้วยค่าใช้จ่ายมหาศาล ทำให้วุฒิสมาชิก สภาซีเนต (Senate) แห่งกรุงโรม เริ่มมองว่าจักรพรรดิหนุ่มกำลังดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด

มีบันทึกว่า เดือนตุลาคม ค.ศ. 37 จักรพรรดิคาลิกูลาป่วยหนักด้วยโรคประหลาดแต่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว จากนั้นพระองค์เริ่มสั่งประหารและเนรเทศผู้ใกล้ชิดหรือใครก็ตามที่เห็นว่าเป็นภัยคุกคาม ในบรรดาผู้ได้รับผลกระทบคือชนชั้นสูงและเครือญาติใกล้ชิดของพระองค์ คลอดิอุส (Claudius) ลุงของจักรพรรดิคาลิกูลาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รอดชีวิต ด้วยเหตุผลที่จักรพรรดิต้องการให้เขาเป็นตัวตลกประจำวังหลวง

ระหว่าง ค.ศ. 38-39 เกิดวิกฤตทางการเงินขึ้นในราชสำนัก หลังการใช้จ่ายทรัพย์สินเพื่อการเฉลิมฉลอง ช่วยเหลือผู้คน และโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ต่าง ๆ ทั่วจักรวรรดิ จักรพรรดิคาลิกูลาจึงดำเนินนโยบายเพื่อนำรายได้สู่ท้องพระคลัง เกิดคดีความเพื่อเรียกทรัพย์สินจากผู้คนอย่างไม่เลือกหน้า มีการกล่าวหา ปรับ ไปจนถึงสังหารเพื่อยึดทรัพย์ เกิดกระบวนการตรวจสอบทรัพย์สินของวุฒิสมาชิกสภาซีเนต รวมถึงเหล่าองครักษ์เปโตเรียน (Praetorian Guard) ซึ่งเป็นไปอย่างไม่เป็นธรรมนัก เพราะมีจุดประสงค์เพื่อเรียกคืนสมบัติจำนวนมากจากเหล่าวุฒิสมาชิกและราชองครักษ์ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มั่งคั่งอันดับต้น ๆ ในจักรวรรดิ

การจัดการปัญหาที่เด็ดขาดและค่อนข้างเหี้ยมโหด ทำให้จักรพรรดิคาลิกูลาบาดหมางกับผู้คนในราชสำนัก และผู้ที่อยู่รายล้อมพระองค์อย่างรุนแรง

สมาชิกวุฒิสภาหลายคนได้รับผลกระทบจากนโยบายยึดทรัพย์ ความร้าวฉานยิ่งทวีคูณเมื่อวิกฤตการเงินขยายตัวไปสู่วิกฤตทางอาหารช่วงสั้น ๆ แต่ส่งผลกระทบในวงกว้าง เป็นชนวนเหตุแห่งความไม่พอใจที่ลุกลามไปสู่ประชาชนชาวโรมันในที่สุด

ความกังวลต่อสถานภาพของจักรพรรดิคาลิกูลา อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีการประกาศให้ประชาชนสักการะพระองค์เหมือนเป็นเทพเจ้า มีรับสั่งให้ทำลายรูปปั้นเทพกรีก-โรมันในกรุงโรม แล้วแทนที่ด้วยรูปปั้นของพระองค์ ซึ่งเป็นรูปแบบการปกครองแบบเทวราชา แบบที่จักรพรรดิพระองค์ก่อน ๆ ไม่เคยกระทำมาก่อน

การเปลี่ยนแปลงที่กะทันหันนี้ล้มเหลว และสร้างความไม่พอใจแก่ผู้คนทั้งชนชั้นสูงและชนชั้นล่างในกรุงโรม กระแสเกี่ยวกับความวิกลจริตของจักรพรรดิแพร่กระจายไปทั่ว อีกเรื่องราวที่โด่งดังคือการแต่งตั้งม้าทรงตัวโปรดนามว่า อินซิทาตุส (Incitatus) ให้ดำรงตำแหน่งกงสุลแห่งโรมัน นักประวัติศาสตร์มองว่าเพราะความไม่ลงรอยกับสภาซีเนต การมอบยศนี้จึงเพื่อจะสื่อว่าสัตว์ยังมีประโยชน์มากกว่าพวกเขาเสียอีก

สำหรับเรื่องราวความวิปริตทางเพศของจักรพรรดิคาลิกูลา ถูกกล่าวถึงจากการที่พระองค์หลงรักพี่-น้องสาวของตนเอง เสพติดการสังวาสและโปรดการร่วมเพศหมู่ พระราชวังในกรุงโรมเต็มไปด้วยนางบำเรอ แต่ข้อมูลเหล่านี้ล้วนมาจากบันทึกของผู้ที่กล่าวหาเรื่องการวิกลจริตของพระองค์ทั้งสิ้น

นักประวัติศาสตร์ตะวันตกหลายคนสันนิษฐานว่าความโหดเหี้ยมและจิตใจที่ผิดปกติของจักรพรรดิคาลิกูลา อาจเป็นผลค้างเคียงจาก โรคลมชัก หรือ ลมบ้าหมู (Epilepsy) ที่เป็นมาแต่กำเนิด ก่อนกำเริบหนักขึ้นเพราะการใช้ชีวิตอย่างตามใจ ทั้งสถานะที่อยู่บนจุดสูงสุดแห่งอำนาจตั้งแต่อายุยังน้อยและผ่านการป่วยหนัก ยิ่งตอกย้ำความกลัวการสูญเสียอำนาจและอยากเอาชนะความตาย นำไปสู่การทำลายผู้ที่คิดว่าเป็นภัย

นักวิชาการยังตั้งข้อสังเกตว่าการรักษาอาการป่วยที่ผิดพลาดก็อาจมีส่วนทำให้สติวิปลาส แต่ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด ค.ศ. 41 เหล่าสมาชิกสภาซีเนตและราชองค์รักษ์เปโตเรียนได้ร่วมมือกันสังหารพระองค์พร้อมพระชายาและบุตรสาว ระหว่างการทำพิธีบวงสรวงอดีตจักรพรรดิออกุสตุส (Augustus) ปฐมจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมัน

เหตุการณ์ครั้งนั้น สภาซีเนตและเหล่าผู้สมรู้ร่วมคิดพยายามเปลี่ยนการปกครองของจักรวรรดิมาเป็นแบบสาธารณรัฐดังเดิม แต่ต้องล้มเหลว เพราะคลอดิอุสสามารถหลบหนีไปซ่อนตัวได้ทัน ประกอบกับการหักเหลี่ยมกันเองภายในกลุ่มระหว่างวุฒิสมาชิกสภาซีเนตกับราชองครักษ์เปโตเรียน ที่กังวลเกี่ยวกับสวัสดิภาพของตนหากกลับไปเป็นระบอบสาธารณรัฐอีกครั้ง เหล่าราชองครักษ์เปโตเรียนจึงอัญเชิญคลอดิอุสขึ้นเป็นจักรพรรดิองค์ใหม่แทน

นักประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งยังตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของหลักฐานต่าง ๆ ที่กล่าวหา “จักรพรรดิคาลิกูลา” ว่าเป็นผู้วิกลจริต ข้อมูลเหล่านี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของเกมการเมืองภายในจักรวรรดิโรมันเอง โดยเฉพาะความบาดหมางและขัดแย้งระหว่างจักรพรรดิกับสภาซีเนต รวมถึงความสัมพันธ์ที่ไม่สู้ดีกับเหล่าราชองครักษ์

สิ่งที่ประจักษ์ชัดที่สุดในยุคสมัยของพระองค์ น่าจะเป็นความพยายามในการรวบอำนาจสูงสุดอย่างไร้ขีดจำกัดของจักรพรรดิแห่งโรมัน หรือการบรรลุระบอบการปกครองแบบเทวราชา ซึ่งการกระทำดังกล่าวคือการคุกคามการมีอยู่ของวุฒิสภาสภาซีเนตแห่งโรมอย่างชัดเจน

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ภาสพันธ์ ปานสีดา. (2557).เล่าขานตำนานโรมัน. กรุงเทพฯ : At Homes Digital.

สุริยา รัตนกุล, คุณหญิง. (2557). อารยธรรมตะวันตก : อารยธรรมโรมัน. นครปฐม : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหิดล

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 31 สิงหาคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...