โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“3 เคล็ดลับ” ดูแล “พอร์ตกองทุนหลังเกษียณ”...ทำตามง่าย และมีประสิทธิภาพ

Wealthy Thai

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 28 ต.ค. 2565 เวลา 06.34 น. • รัฐพล วชิรเมฆากุล

Wealth EZ: การจะเกษียณอายุได้อย่างมั่นคงนั้นยังต้องอาศัย “อิสรภาพทางการเงิน” (Financial Freedom) นอกจากจะต้องมีเงินเก็บที่มากเพียงพอแล้ว “การลงทุน” และมี “พอร์ตกองทุนหลังเกษียณ” ก็สำคัญไม่แพ้กัน หากใครกำลังวางแผนเกษียณอายุให้ตัวเองอยู่ แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นวางแผนและบริหารพอร์ตกองทุนหลังเกษียณด้วยตัวเองอย่างไรให้มีประสิทธิภาพและมีเงินใช้ไม่ขาดมือ วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ มาฝากกัน

เคล็ดลับที่ 1 : เข้าใจ “ทิศทางเศรษฐกิจ” ก่อนตัดสินใจลงทุน

ไม่ว่าจะเป็นพอร์ตกองทุนหลังเกษียณประเภทไหน สภาพเศรษฐกิจก็ยังคงเป็นปัจจัยแรกที่ต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจลงทุน โดยทั่วไปแล้วสภาพเศรษฐกิจนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทดังนี้

1.เงินฝืด (Deflation)

“สภาวะเงินฝืด” หรือ Deflation” คือ สภาวะกิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวและมีความไม่มั่นคงสูง ส่งผลให้ความต้องการในตลาด (Demand) ลดลง ผู้คนเก็บเงินไว้กับตัวเองมากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้บรรดาข้าวของและบริการต่างๆ มีราคาที่ถูกลงและมีจำนวนล้นตลาด ที่สำคัญสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ยังทำให้อัตราว่างงานสูงขึ้น เนื่องจากธุรกิจไม่มีกำลังในการจ้างนั่นเอง ภาวะเศรษฐกิจลักษณะนี้สามารถเรียกว่า “เศรษฐกิจหดตัว” (Economic Contraction) ได้เช่นกัน

ควรลงทุนอะไรในช่วง “เงินฝืด” ?

ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังชะลอตัวจากสภาวะเงินฝืด/เศรษฐกิจหดตัว อาจเลือกลงทุนกับ “สินทรัพย์เสี่ยงต่ำ” มีความผันผวนต่ำ หรือในตราสารทุนของธุรกิจ defensive มีสินค้า และบริการที่สร้างกระแสรายรับสม่ำเสมอ การเงินมั่นคง โดยให้สัดส่วนลงทุนกับเงินสด ทองคำ ตราสารหนี้ และอสังหาริมทรัพย์ มากกว่าตราสารทุน

2.เงินเฟ้อ (Inflation)

ในทางตรงกันข้าม “เงินเฟ้อ” หรือ Inflation” คือ ภาวะเศรษฐกิจที่สินค้าและบริการมีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี หากอยู่ในระดับที่เหมาะสมและสามารถควบคุมได้ เงินเฟ้อจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ เพราะ “เงินเฟ้อในระดับที่พอดี” จะทำให้เกิดการกระจายรายได้ไปยังส่วนต่างๆ มากขึ้น และกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้นทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ภาวะเศรษฐกิจลักษณะที่มีเงินเฟ้อในระดับพอดีสามารถเรียกว่า “เศรษฐกิจขยายตัว” (Economic Expansion) ได้เช่นกั

ควรลงทุนอะไรในช่วง “เงินเฟ้อ” ?

“การลงทุนเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อ” เป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญสำหรับพอร์ตหลังเกษียณ แต่การจะลงทุนเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อนักลงทุนไม่ควรเลือกลงทุนกับสินทรัพย์ที่กำหนดผลตอบแทนเอาไว้ล่วงหน้าแบบคงที่ เช่น เงินฝาก หรือ ตราสารหนี้ ในสัดส่วนที่สูง เพราะผลตอบแทนมักจะแพ้เงินเฟ้อ ดังนั้นการได้ผลตอบแทนที่คงที่จากการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำอาจช่วยบริหารความเสี่ยงได้ แต่ผลตอบแทนที่แท้จริงหลังปรับเงินเฟ้อต่ำ หรืออาจติดลบ ทำให้โดยรวมกำลังซื้อของพอร์ตเราลดลงด้วย
“ด้วยเหตุนี้ หากใครที่กำลังวางแผนเกษียณในช่วงนี้ นอกจากจะต้องบริหารเงินฝากของตัวเองใหม่แล้ว การเปิดพอร์ตกองทุนหลังเกษียณ หรือการลงทุนทางเลือกอื่นๆ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจเช่นกัน นักลงทุนอาจลงทุนกับสินทรัพย์ต่างๆ โดยให้สัดส่วนลงทุนกับตราสารทุน และอสังหาริมทรัพย์ มากกว่า เงินสด ตราสารหนี้ และทองคำน้อยที่สุดเพื่อกระจายความเสี่ยงเท่านั้น”

เคล็ดลับที่ 2 : บริหาร “กระแสเงินสด” และ “สินทรัพย์สภาพคล่อง” ให้ดี

การบริหารกระแสเงินสด และสินทรัพย์ สามารถเริ่มทำได้ง่ายๆ ดังนี้

  • ทำบัญชีรายรับ - รายจ่าย เพื่อพิจารณาพฤติกรรมทางการเงินของตัวเอง พร้อมวางแผนการใช้จ่ายเงินทั้งหมดทั้งก่อนและหลังเกษียณ

  • ทำบัญชีสินทรัพย์ทางการเงิน โดยแบ่งดังนี้

  • เงินสำหรับใช้จ่ายประจำวันคือ บัญชีสำหรับใช้จ่ายประจำวันในแต่ละเดือน แหล่งเงินจะมาจากกำไรและเงินปันผลจากพอร์ตกองทุนหลังเกษียณ บำนาญ ประกันชีวิต (บำนาญ, สะสมทรัพย์) แนะนำเก็บไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไป

  • เงินสำรองฉุกเฉินบัญชีที่จะไม่นำออกมาใช้นอกจากเกิดเหตุฉุกเฉิน มีให้เพียงพอสำหรับรายจ่าย 3-6 เดือน อาจเก็บไว้ในบัญชีเงินฝากประจำ ออมทรัพย์พิเศษ กองทุนตลาดเงิน กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

  • เงินสำหรับลงทุนคือ เงินที่แบ่งส่วนเอาไว้ลงทุนเพียงอย่างเดียว โดยอาจเลือกลงทุนในเครื่องมือที่บริหารง่าย เช่น กองทุนรวมต่างๆ โดยจัดพอร์ตให้เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

เคล็ดลับที่ 3: เลือก “กองทุน” ให้เหมาะสมกับตัวเรา

“กองทุน” ถือเป็นเครื่องมือทางการเงินการลงทุนที่บริหารง่าย มีมืออาชีพช่วยดูแล โดยการจัดพอร์ตกองทุนรวม นอกจากต้องพิจารณาถึงเงินเก็บ และทิศทางเศรษฐกิจแล้ว นักลงทุนยังสามารถพิจารณาเลือกกองทุนจาก 3 ปัจจัย ดังนี้

1.Mega Trend เพื่อเสริมการเติบโตระยะยาว

Mega Trend” คือ แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ซึ่งสามารถสร้างผลกระทบกับโลก ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมไปจนถึงชีวิตประจำวันของเราทุกคน Trend หลักๆ ในปัจจุบัน เช่น พลังงานทางเลือก สุขภาพ เทคโนโลยี ระบบการเงินรูปแบบใหม่

2.พิจารณาตาม “ความเสี่ยงที่รับไหว” เพื่อสร้างแกนหลักของพอร์ต

ผลตอบแทนที่สูงมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงยิ่ง ให้พิจารณาจาก 2 ค่าดังนี้ ค่า SD (Standard Deviation) คือ ค่าที่แสดงความผันผวนของกองทุน ตัวเลขยิ่งสูง กองทุนก็จะยิ่งมีความผันผวนสูง ค่า Sharpe Ratio คือ ค่าอัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยง แสดงถึงประสิทธิภาพในการบริหารกองทุน โดยหากค่า Sharpe Ratio สูงเท่าไหร่ ประสิทธิภาพในการบริหารกองทุนก็จะยิ่งสูง
3. พิจารณาจาก “ขนาดของกองทุน” ที่ต้องการ
กองทุนที่มีขนาดใหญ่ก็จะมีการซื้อขายที่สะดวกกว่า เนื่องจากมีสภาพคล่องสูง นอกจากนี้กองทุนที่มีขนาดใหญ่มีความเสี่ยงต่อปริมาณการซื้อขายหน่วยลงทุนที่ส่งผลต่อผลตอบแทนน้อยลง แต่ความคล่องตัวในการบริหารจัดการ หรือปรับสัดส่วนในการลงทุน อาจน้อยกว่ากองทุนขนาดกลางและขนาดเล็ก
เห็นได้ว่า การบริหาร “พอร์ตกองทุนหลังเกษียณ” เพื่อสร้างรายได้นั้นมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย จะดีกว่าไหม? หากมีคนช่วยวางแผนการลงทุนที่ช่วยให้ได้รับกระแสเงินสดสม่ำเสมอจากเงินลงทุน หากใครกำลังมองหาผู้ช่วยดีๆ ที่สามารถตอบโจทย์ในเรื่องนี้ได้ “นักวางแผนการเงิน” (CFP) พร้อมช่วยให้คุณวางแผนการลงทุนที่เหมาะกับท่านได้
ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpageและ www.tfpa.or.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...