VINN PATARARIN กับการมุ่งมั่นที่จะเป็นมากกว่าแบรนด์แฟชั่น แต่เป็นคอมมูนิตี้ที่ให้อะไรกับสังคม
LSA Thailand
อัพเดต 26 ก.ค. 2567 เวลา 16.47 น. • เผยแพร่ 18 ก.ค. 2567 เวลา 04.01 น. • Lifestyle Asia Thailandพบกับ 50 ICON ของ Lifestyle Asia บุคคลผู้ทรงอิทธิพลต่อความคิด การทำงาน และไลฟ์สไตล์จากมุมมองของคนรุ่นใหม่ สู่ความสำเร็จอันน่าทึ่งในอาชีพการงานของพวกเขา และนี่คือเรื่องราวของแบรนด์แฟชั่นไทยที่มีชื่อเสียงไปถึงต่างประเทศอย่าง VINN PATARARIN โดยมีสองคู่หูดีไซเนอร์อย่าง “แชมป์-วิณ โชคคติวัฒน์” และ “ฝน-ภทรฤน พงษ์ประสิทธิ์”
ไม่ใช่แค่พาร์ทในการเป็นคนออกแบบเสื้อผ้า แต่ครีเอทีฟดีไซเนอร์คู่หูประจำแบรนด์ VINN PATARARIN อย่าง “แชมป์-วิณ โชคคติวัฒน์” และ “ฝน-ภทรฤน พงษ์ประสิทธิ์” นั้นก็มีอีกพาร์ทในการเป็นอาจารย์สอนแฟชั่น และการมุ่งมั่นที่จะมองแบรนด์ให้เป็นเรื่องของงานอาร์ต งานธุรกิจ และงานพัฒนาสังคม ปีนี้แบรนด์ต่อยอดจากที่ผ่านๆ มา เพื่อปั้นให้ VINN PATARARIN กลายเป็นคอมมูนิตี้ที่รอบด้านในเรื่องของวัฒนธรรมมากขึ้น
เล่าสถานการณ์ของแบรนด์ตอนนี้หน่อย
แชมป์ “ตอนนี้กําลังทําคอลเล็กชั่นใหม่อยู่ เป็นการต่อยอดเกี่ยวกับเรื่องที่เรารีเสิร์ช เราเคยทําเรื่องการบําบัดเกี่ยวกับผู้ป่วยต่างๆ ว่าเนื้อผ้าของเรามันช่วยบําบัดผู้ป่วยได้อย่างไร ซึ่งเราก็ได้ไปทํากับคนหูหนวกด้วย ว่าพวกเนื้อผ้าหรือว่าวิธีการทํางานคราฟต์ของผ้า มันช่วยเพิ่มข้อมูลอะไรเข้าไปในสมองของเขาได้ไหม เพราะคนหูหนวกเขาได้รับข้อมูลไม่เท่ากับเรา เขาได้ยินเป็นคําและสามารถเรียนรู้เป็นคํา เป็นประโยค แล้วมันมาเชื่อมโยงกับงานดีไซน์ได้อย่างไร คือเราทำรีเสิร์ชว่างานดีไซน์หรืองานคราฟต์ จะสามารถช่วยเพิ่มความรู้หรือข้อมูลในวิถีชีวิตประจําวันในสมองของพวกเขา ซึ่งมันก็จะช่วยพัฒนาพวกเขาได้ในขณะเดียวกัน”
“เรามีทำกับสถาบันราชสุดา ซึ่งเป็นโรงเรียนผู้พิการ มีภาควิชาที่เป็นนักออกแบบด้วย เราก็ได้เข้าไปสอนให้เขาได้เจอกับโลกการทำงานจริง ว่าเขาจะต้องเจออะไรบ้าง ซึ่งระหว่างที่เราทําคอลเล็กชั่นใหม่ เราก็ทำรีเสิร์ชของเราไปด้วย ในขณะเดียวกันก็คือเราทํางานในเชิงสังคม ให้ผู้พิการผู้ป่วยได้รู้ว่าอุตสาหากรรมจริงๆ เป็นอย่างไร”
ฝน “ส่วนของแบรนด์ล่าสุดเลยก็คือการที่ได้ไปทําป๊อปอัพอีเวนต์ที่นิวยอร์กเดือนพฤษภาคม คือที่อเมริกาเขาตั้งใจให้มันเป็นเดือนของ Asian American Pacific Asia Islander คือจะพูดถึงคนผิวเหลืองพวกเอเชีย รวมหมดเลยเกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย ไทย รอบนี้ที่เราไปที่นิวยอร์กก็ได้ไปทําแคมเปญที่รวบรวมเหล่าเอเชียนดีไซน์เนอร์ต่างๆ ทําแคมเปญเพื่อสร้างการรับรู้ แล้วเราก็รวบรวมเงินทุนจากการขายป็อปอัพ มาผลักดันให้เอเชียศึกษาเข้าไปอยู่ในการศึกษาประถมหรือระดับเค 12 ของประเทศเขาด้วย”
เข้าไปร่วมป๊อปอัพครั้งนี้ได้อย่างไร
แชมป์ “มันเริ่มจากที่แบรนด์เราทําการตลาดที่นิวยอร์กมาสักปีสองปีแล้ว แล้วดันได้ Troye Sivan มาใส่ ได้เข้าไปอยู่ในรายการ Saturday Night Live ตอนที่ Timothée Chalamet มา แล้วมันไวรัลไปทั่วโลกคนเลยรู้จักเรามากขึ้น โดยเฉพาะที่นิวยอร์กแล้วเขาก็เชิญเราไป มันเหมือนกับว่าเรามีคอมมูนิตี้ที่ค่อนข้างใหญ่เหมือนกันที่นู้น คือเราจะพูดอยู่เสมอว่าเราจะทําอะไรเพื่อสังคม หรือเพื่อสร้างคอมมูนิตี้อย่างไร มันเป็นเรื่องของการพัฒนาสังคมในแง่ต่างๆ ทั้งอุตสาหกรรมเพลง ทั้งช่วยผู้ป่วย มันเป็นการพัฒนาคอมมูนิตี้ในเชิญวัฒนธรรม แล้วนิวยอร์กมันเป็นหม้อรวมทุกเชื้อชาติอยู่แล้ว ถ้าไปดูจะเห็นเลยว่าแบรนด์เราเข้าไปอยู่ในทุกๆ ชาติพันธุ์จริงๆ เราก็พยายามจะให้เห็นถึงความหลากหลายของกลุ่มคนและวัฒนธรรม ซึ่งนิวยอร์กก็เป็นคําตอบที่ถูกต้อง แล้วก็เป็นเมืองที่น่าจะเหมาะกับเราด้วย ทั้งชุมชน เมือง วัฒนธรรม มันลิ้งค์กันหมด เลยดีใจที่ได้ไปที่นู้น”
ฝน “ก็คือเราตั้งใจที่จะมุ่งให้แบรนด์เราไปสู่ความเป็นคอมมูนิตี้มากขึ้น ในปีนี้เลยต่อยอดคอลเล็กชั่นที่เราเคยพัฒนากับนักวิจัยต่างๆ เรื่องการพัฒนาการถัก การสาน เพื่อให้มันเกิดเป็นเทคนิคใหม่ๆ เพื่อเอาไปบําบัดให้ผู้คนอื่นๆ ด้วย มันก็ไปพัฒนาคอมมูนิตี้ในด้านนั้น ในขณะเดียวกันเราแพลนว่าในปีนี้กําลังจะขยายคอมมูนิตี้ให้มันใหญ่ขึ้น ไปสู่ระดับโลกมากขึ้น จริงๆ เราไม่ได้รู้สึกว่าการที่เราจะไปนิวยอร์ก ไปปารีส ต้องเป็นระดับโกลโบลเชิงนั้น แต่เพราะพวกเราคือ Citizen of the World มันคือการที่เสื้อผ้าเราไปอยู่ที่นู้นก็เท่านั้นเอง เราไม่ได้ยัดเยียดให้คนมาชอบ แต่ถ้าเกิดวันหนึ่งโลกชอบในงานเราขึ้นมา มันก็จะไปของมันเอง ซึ่งแบรนด์เราเชื่ออะไรที่เป็นออร์แกนิคอยู่แล้ว งานดีไซน์มันก็จะนำพาเราไปเอง เราก็อยากไประดับนั้นแหละ เพียงแต่เรามองมันลึกไปมากกว่านั้น”
แล้วพาร์ทของการทำงานเป็นครูที่ปรึกษาล่ะ
ฝน “อย่างเราสอนเป็นหลักเพราะว่าเป็นอาจารย์ประจําที่มศว. ส่วนแชมป์เป็นอาจารย์พิเศษอยู่ที่จุฬาฯ จริงๆ ต้องเริ่มที่มายด์เซ็ทก่อน เรารู้สึกว่าแฟชั่นโซไซตี้จะโตได้ทุกคนจะต้องโตไปพร้อมกัน คือทุกคนต้องมีองค์ความรู้ที่ถูกพัฒนาไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นการเตรียมมายด์เซ็ทของการเป็นอาจารย์มันจะเป็นอีกเลเวลหนึ่ง คนละแบบกับการเป็นดีไซเนอร์ การเป็นดีไซเนอร์คือเราอยากจะเล่าว่าเราคิดอะไรอยู่ มุ่งอยากให้สังคมเป็นอย่างไร แต่พอเป็นเรื่องของการสอน มันเป็นเรื่องของการที่เราต้องเอาความรู้และประสบการณ์ทั้งหมดที่เรามีมาบอกน้อง เพื่อทําให้เขาได้มีสกิลที่แน่นที่สุด ก่อนจะไปเจอโลกแห่งความเป็นจริง แต่ทุกวันนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องของการทําเทคนิค งานทํามือ หรือการทํางานดีไซน์ แต่มันคือการที่สังคมในอนาคตเขาตั้งเป้าว่าเราจะไปทำอะไร”
“การเตรียมการสอนเชิงแฟชั่นในปัจจุบันมันไม่ใช่มาเรียนแพทเทิร์น เรียนดีไซน์ แต่มันคือการเป็นที่ปรึกษา ว่าสิ่งที่เขาคิดมันสามารถตีเพิ่มให้ไปไกลได้แค่ไหน ต้องเล่าด้วยวิธีที่ง่ายที่สุดแบบไหน มันคนละมุมความคิดเลย แต่ว่าส่วนหนึ่งของการสอนที่เราเรารู้สึกว่ามันเวิร์คมากๆ กับเราในฐานะดีไซน์เนอร์ คือมันทําให้เราย้อนกลับมาคิดว่าเด็กยุคนี้คิดแบบไหน แล้วเราในฐานะดีไซน์ที่จะต้องเสิร์ฟของให้เขา เราจะต้องเล่าอะไร มันกลายเป็นว่าวันนี้น้องๆ ได้แบรนด์เราเป็นตัวอย่าง เขาสามารถข้ามสิ่งที่เราทําไปแล้ว เพื่อสร้างสิ่งอื่นให้สังคมไปได้เร็วกว่านี้ได้”
แชมป์ “เราต้องศึกษาก่อนว่าผู้ฟังของเราเป็นใคร ผู้ประกอบการ นักเรียน หรือดีไซเนอร์รุ่นใหม่ เราต้องคัดสรรความรู้ที่เหมาะสมว่าเขาต้องการอะไร ขาดอะไรแล้วเราก็มาช่วยเติมให้ ในฐานะที่ปรึกษาเราก็จะต้องดึงเขากลับมาอยู่ในเส้นทางที่เขาตั้งเป้าหมายเวลาเขาเขวไป ตอนนี้การสอนมันไม่ใช่ One Way Communication แล้ว และมันไม่ได้มีคำตอบเดียว ยิ่งในขอบข่ายงานดีไซน์แล้วด้วย มันดิ้นได้ตลอดอยู่แล้วขึ้นอยู่กับมุมมอง เพราะความรู้ในตอนนี้ แค่หนึ่งวินาทีมันก็เปลี่ยนไปแล้ว เรายังเชื่อในกระบวนการ วิธีคิด และการนํามาใช้มากกว่า”
จัดการกับของเลียนแบบอย่างไร
ทั้งคู่ “เรายังไม่เจอขนาดนั้น คือมันก็มีอะไรคล้ายๆ แต่ไม่ได้รู้สึกว่าต้องเป็นห่วง เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนเลียนแบบ มันแปลได้ว่าเรามาถูกทางแล้ว แค่ว่าจะถีบตัวเองให้เร็วขึ้นกว่านี้อย่างไร ซึ่งคนซื้อของเลียนแบบวันหนึ่งเขาก็อาจจะกลับมาซื้อของจริงของเราก็ได้ มันไม่ได้เบิร์นเอ้าท์ คือแฟชั่นมันก็คือธุรกิจ ทุกอย่างมันมีเรื่องตัวเลขอยู่แล้ว แต่การทำธุรกิจในฐานะดีไซเนอร์ หรือการทำธุรกิจในฐานะนักการเงินมันก็ไม่เหมือนกัน มันคงเป็นจังหวะมากกว่า อย่างตอนนี้ติดตลาดแล้วก็โกยหน่อย หรือตอนไหนควรช้าลง คือมันต้องอยู่ที่ประสบการณ์ มันเป็นธุรกิจดังนั้นก็มีจังหวะขึ้นลงของมันอยู่แล้ว ถ้าเราเข้าใจมันมากพอ”
แล้วยังมองว่าแฟชั่นสนุกเหมือนเดิมไหม
ฝน “มันอาจจะไม่ได้สนุกสุดเหวี่ยงเท่าเดิม แต่มันเป็นความสนุกในเวอร์ชั่นขององค์ความรู้ที่ได้จากวงการแฟชั่นมากขึ้นเรื่อยๆ เราตื่นเต้นกับแบรนด์ใหม่ เพราะเรารู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นแค่ดีไซน์เนอร์แล้ว วันนี้เราต้องบริหารแบรนด์ในเชิงธุรกิจแบบไหน หรือเชิงสังคมแบบไหน ในแบบที่เราอยากให้มันเป็นจริงๆ เราอยากให้แบรนด์เราเป็นวัฒนธรรมหนึ่ง ไม่ได้สร้างเพื่อขายอย่างเดียว แต่เราตั้งใจที่จะสร้างแบรนด์เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้บางอย่างให้กับคนด้วย อยากจะให้คนในวงการแฟชั่นเห็นอะไรใหม่ๆ สนุกๆ มากขึ้นจากเราสองคน”
แชมป์ “ในฐานะดีไซเนอร์เรามีหน้าที่ในการสร้างความสนุก สร้างความแปลกใหม่ให้กับอุตสาหกรรม แต่เราก็ต้องดูด้วยว่าลูกค้าพร้อมสนุกกับเราไหม ความท้าทายของเราก็ต้องคอยดูเรื่องนี้ เพราะเขาอาจจะไม่ได้ซึ้งไปกับงานคราฟท์อีกแล้ว อาจจะมองไปที่ความหลากหลาย หรือความไร้เพศมากขึ้น เราก็ต้องปรับ ขยับ ความสนุกไป ด้วยหัวข้อสังคมมันเปลี่ยน เราก็ต้องเปลี่ยน เพียงแต่ความสนุกมันยังอยู่ตรงนั้น ยังอยากให้สังคมมันนำพาอะไรบางอย่าง เรารู้สึกว่าแฟชั่นยังเป็นศิลปะที่พูดง่ายที่สุดอยู่ดี ยังเป็น Provocative Art อยู่นั่นแหละ”
อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ ไลฟ์สไตล์คนเมือง ร้านอาหารเด็ดดัง แฟชั่นล่าสุด สุขภาพ และความงาม พร้อมกับ เรื่องราวทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ได้ที่ Lifestyle Asia
The information in this article is accurate as of the date of publication.