ทะลุมิติมาเป็นคุณแม่ตัวร้ายในยุค70
ข้อมูลเบื้องต้น
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะบุญหรือกรรม ที่ทำให้หยกสาวไทยเชื้อสายจีนวัย 29 ปี ที่เสียชีวิตเพราะโรคหัวใจวายเฉียบพลัน แต่แทนที่เธอจะได้ไปกินน้ำแกงยายเมิ่งและข้ามสะพานไหน่ห่อเกี๊ยเพื่อไปสู่ปรโลก แต่กลับถูกส่งไปเกิดใหม่ในร่างของหลิวชิงเอ๋อ คุณแม่ลูกหนึ่งที่อยู่กันต่างภพต่างชาติ แถมร่างเดิมที่เธอต้องมาใช้ชีวิตแทนได้สร้างวีรกรรมความเห็นแก่ตัวไว้กับครอบครัวสามีไว้มากมาย การไปใช้ชีวิตแทนผู้อื่นถึงเธอจะผ่านด่านการยอมรับครอบครัวของสามีได้อย่างง่ายดายด้วยความไม่คิดซับซ้อนของคน แต่กับสามีของร่างเดิมนี่สิเธอจะผ่านด่านนี้ไปได้ง่ายๆ หรือไม่ เพราะเธอดันไม่ได้รับข้อมูลความสัมพันธ์และความเป็นมาของทั้งคู่เลยนี่สิ และเธอไม่รู้เลยว่าร่างเดิมเคยตกลงกับจางจื่อหลงสามีไว้ว่าวันหนึ่งทั้งสองจะหย่าขาดกัน แล้วเมื่อถึงวันนั้นจะหยกและจางจื่อหลงจะตัดสินใจกันอย่างไรจะทำตามที่ตกลงกันไว้หรือไม่
#นิยายเรื่องนี้ไรต์แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ชื่อสถานที่ตัวบุคคล ตำแหน่งหน้าที่การงานความเป็นอยู่ล้วนเกิดจากจินตนาการและจากคำบอกเล่าของอากง ล้วนๆ หวังว่ารี้ดทุกท่านจะมีความสุขกับนิยายเรื่องนี้นะคะ#
ที่มา "วันๆ ทำอะไรนักหนาอยู่แต่หน้าคอม" อากงเคยบ่นแบบนี้บ่อยๆ วันนี้ไม่มีเสียงบ่นนั่นแล้ว แต่ด้วยความคิดถึงเลยขออนุญาตพาอากงมาเป็นส่วนหนึ่งในนิยายเรื่องนี้เสียเลย#
ภาพปก: bookcover.lnwshop.com
ความเป็นมา
ตอนที่ 1
ความเป็นมา
ปี 1978 ณ หมู่บ้านเหลียวต้าซ่ง มณฑลส่านซี
ในฤดูใบไม้ร่วง ตอนนี้ทั่วทั้งหมู่บ้านเหลียวต้าซ่ง ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยต้นข้าวที่ออกรวงสีเหลืองปนเขียวรอการเก็บเกี่ยวในไม่ช้านี้ ส่วนข้าวโพดและถั่วลิสงที่ชาวบ้านเพาะปลูกไว้ได้เก็บเกี่ยวผลผลิตไปรวมไว้ที่หน่วยผลิตหมดแล้ว ภาพนี้ช่างเป็นภาพที่แตกต่างจากเมื่อปีที่แล้วมากมายนัก เพราะเมื่อปีที่แล้วเกิดฝนทิ้งช่วงนานหลายเดือน จนทำให้ต้นข้าวในแปลงนายืนต้นตาย ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มีเพียงข้าวโพด และถั่วเหลืองเท่านั้นที่พอจะได้ผลผลิตบ้าง ในปีที่ผ่านมาชาวบ้านจึงได้รับส่วนแบ่งธัญพืชไปเพียงบ้านละเล็กละน้อยเท่านั้น จึงทำให้ชาวบ้านเหลียวต้าซ่งและอีกหลายหมู่บ้านในแถบนี้ ประสบปัญหาการขาดแคลนอาหารมาเกือบปี บ้านไหนที่พอมีเงินเก็บอยู่บ้างก็ต้องนำออกมาซื้อข้าวและธัญพืชที่มีราคาสูงมากกว่าปกติ แต่บ้านไหนที่ยากจนไม่มีเงินเก็บก็ต้องหาของป่าทุกชนิดที่สามารถกินได้เอามากินประทังชีวิต รอจนกว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตใหม่ได้
บ้านสกุลจาง
บ้านสกุลจางก็เช่นกัน ถึงแม้ว่า จางจื่อหลง ลูกชายคนโตจะไปเป็นทหารมีเงินเดือนส่งมาให้ทางบ้านเดือนละ 20 หยวนก็ตาม แต่เงินนั้นต้องแบ่งให้ หลิวชิงเอ๋อ ลูกสะใภ้ที่อยู่ในบ้านเดียวกัน 10 หยวน เงิน10 หยวนของครอบครัวจางจึงต้องเลี้ยงดูทุกคนในครอบครัวรวมทั้งลูกสะใภ้และหลานชายวัย 3 ขวบด้วย และหลังการเปลี่ยนแปลงผู้นำจางจื่อหลงลูกชายคนโต ได้ขาดการติดต่อและไม่ได้ส่งเงินมาให้ทางบ้านนานถึง 6 เดือน จึงทำให้ในตอนนี้เงินเก็บของครอบครัวจางไม่พอที่จะนำไปซื้ออาหาร ลูกชายและลูกสาวในวัยเรียนสองคนของบ้านจาง ก็จะต้องหยุดเรียนในวันเปิดภาคเรียนที่จะถึงนี้หลิวชิงเอ๋อลูกสะใภ้ผู้เห็นแก่ตัว ก็ไม่ยอมนำเงินในส่วนของตัวเองออกมาช่วยเหลือครอบครัวเลยแม้แต่น้อย
"ให้ตายเถอะ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับฉัน" หลังจากรู้สึกตัวขึ้นมาหยกสาวชาวไทย วัน 28 ปีเจ้าของห้องเสื้อชื่อดังก็ถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกใจ ที่อยู่ๆ ตัวเองก็มาอยู่ในสถานที่แปลกตาจนสุดจะเดาได้ว่าเป็นที่ไหน ซ้ำร้ายไปกว่านั้นร่างกายนี้ก็ยังไม่ใช่ร่างกายของเธออีกด้วย แต่ข้างๆ ตัวของเธอกลับมีสิ่งของที่คุ้นตาคือสมุดบันทึกของอากงที่เขียนไว้ตั้งแต่ก่อนจะอพยพหนีความอดอยากไปอยู่เมืองไทยในสมัยยุค 70-80 ที่เธอขออากงมาเก็บไว้ แต่หยกก็ยังไม่เคยได้เปิดสมุดบันทึกเล่มนี้อ่านเลย เพราะว่าเธออ่านภาษาจีนไม่ออกนั่นเอง แต่มาวันนี้เธอกลับอ่านหน้าปกสมุดบันทึกเล่มนี้ได้ราวกับเป็นภาษาของเธออย่างน่าแปลกใจ และของชิ้นที่สองที่ติดตามเธอมาด้วยก็คือจี้หยกที่ร้อยจากเส้นด้ายเก่าๆ ธรรมดาเส้นหนึ่ง อาม่าเก็บสร้อยเส้นนี้ได้ในวันที่เธอเกิดพอดี จึงเป็นที่มาของชื่อเธอ อาม่าบอกว่าตั้งแต่วันที่เก็บสร้อยเส้นนี้ได้ ครอบครัวก็ทำการค้าเจริญรุ่งเรือง อาม่าจึงตั้งชื่อสร้อยเส้นนี้ว่าหยกนำโชค
ต่อมาหยกได้รับการถ่ายทอดเรื่องราวของร่างเดิมและของตัวเธอเองที่จากมา จึงทำให้รู้ว่าตัวเธอเองเกิดหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันระหว่างทำงานจนพนักงานที่ห้องเสื้อ"หยก" นำตัวเธอไปส่งโรงพยาบาล แต่ก็ช้าไปกว่ายมบาลเพียงก้าวเดียว เพราะเธอเสียชีวิตก่อนที่จะถึงมือหมอ และวิญญาณของเธอก็ยังไม่ทันได้ไปกินน้ำแกงยายเมิ่งและข้ามสะพานไหน่ห่อเกี๊ยเพื่อไปสู่ปรโลก กลับถูกส่งให้มาอยู่ในร่างของ หลิวชิงเอ๋อ ผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ต่างภพต่างชาติกับเธอที่เสียชีวิตเพราะแอบกินอาหารอร่อยที่เธอซื้อมาซ่อนไว้ในห้องนอนเพียงคนเดียว ในขณะที่ทุกคนในบ้านกำลังขาดแคลนอาหารอย่างหนัก ทุกคนรวมทั้งลูกชายของเธอต้องกินน้ำต้มเศษธัญพืชกับผักป่า แต่นั่นก็เป็นอาหารมื้อสุดท้ายของร่างเดิมเช่นกัน เพราะหลังจากร่างเดิมกินอาหารได้ไม่นานก็เกิดอาเจียนอย่างหนักและนอนหมดแรงและหมดลมหายใจไปในที่สุด
ตอนนี้หยกทำใจได้แล้วในเมื่อเธอไม่มีทางเปลี่ยนเส้นทางชีวิตตนเองได้ เธอก็จะใช้มันสมองและสองมือของเธอดำเนินชีวิตต่อไปในร่างเดิม เพื่อช่วยชดเชยให้ครอบครัวจาง และเลี้ยงดูลูกชายตัวน้อยให้ร่างเดิมเอง
"อากงอาม่าเป็นกำลังใจให้หยกด้วยนะคะ" หยกพูดกับสิ่งของสองสิ่งที่เป็นที่พึ่งทางใจของเธอยามนี้ จากนั้นเธอก็นำสร้อยของอาม่าขึ้นมาสวมใส่ และนำสมุดบันทึกของอากงไปเก็บไว้ในตู้ของใช้ส่วนตัวของร่างเดิม และจากนั้นก็เตรียมเดินออกไปข้างนอกเพื่อเผชิญกับเรื่องราวต่างๆ แต่ขณะที่เธอค่อยๆ เปิดประตูก็ต้องหยุดยืนอยู่กับที่ เพราะเธอได้เห็นและได้ยินเสียงสนทนาพูดคุยกันเรื่องของเธอที่ห้องโถงเล็กๆของบ้าน ซึ่งในห้องนั้นมีทั้งน้องๆ ของสามีอีกสองคนลูกชายตัวน้อยของร่างเดิมนั่งอยู่บนตักของปู่ด้วย และมีแม่สามีของเธอเดินกลับไปกลับมาอยู่ในห้องนั้น
"หยุดเดินบ้างเถอะมู่เจิน ตอนนี้ทุกคนเวียนหัวกันหมดแล้ว"
"ก็ฉันเป็นห่วงแม่ของเสี่ยวเป่านี่คะพี่จางเส่ย ฉันไม่สบายใจเลย หากเธอเป็นอะไรไป ฉันสงสารเสี่ยวเป่าพ่อเขาก็มาเงียบหายไปอีกคน " แม่มู่เจินแม่สามีของร่างเดิมพูดขึ้นด้วยความไม่สบายใจ เพราะเป็นห่วงหลานตัวน้อยด้วย
"ฉันเองก็อยากจะพาลูกสะใภ้ไปหาหมอเหมือนกัน แต่เราจะเอาเงินที่ไหนพาเขาไปหาหมอกันล่ะมู่เจิน บ้านเราเหลือเงินไม่ถึงหยวนแล้วนะ แค่ค่าเหมาเกวียนไปตัวอำเภอก็ไม่พอแล้ว" จางเสิ่นบิดาของสามีร่างเดิมพูดขึ้นอย่างหมดหนทาง
"พ่อครับผมว่าพี่สะใภ้เขามีเงินเก็บไว้มากอยู่นะครับ เราเอาเงินของพี่สะใภ้ออกไปก่อนแล้วค่อยหามาคืนเขาดีไหมครับ" จางมู่หลงลูกชายคนรองวัย 14 ปีพูดขึ้นมา ทั้งๆ ที่ตัวเขาเองก็ไม่พอใจกับพฤติกรรมของพี่สะใภ้นัก แต่ครอบครัวเขายอมปล่อยผ่านทุกเรื่องของพี่สะใภ้ เพราะเห็นแก่พี่ชายที่เป็นคนยอมลำบากไปเป็นทหารเพื่อหาเงินมาให้ทุกคนใช้จ่าย แถมพวกเขายังมีหลานชายตัวน้อยที่น่าสงสารอีกอยู่อีกคนหนึ่งทุกคนจึงต้องจำทนกับพฤติกรรมของพี่สะใภ้
"พี่รองฉันว่าเราอย่าไปยุ่งเรื่องเงินทองของพี่สะใภ้เลย แค่ฉันเข้าไปเอาเสื้อผ้าให้เสี่ยวเป่าเปลี่ยน ฉันยังโดนด่าเสียออกมาแทบไม่ทันเลย" จางจื่อเหยาลูกสาวคนเล็กของบ้านจาง วัย 12 ปี ที่เป็นอีกคนที่เป็นที่รองรับอารมณ์ของพี่สะใภ้เวลาเธอไม่พอใจอะไรขึ้นมา
"พ่อว่าจะลองไปขอยืมเงินหัวหน้าหมู่บ้านดูเราจะได้พาแม่ของเสี่ยวเป่าไปหาหมอ"
"เอาแบบนั้นก็ได้ พี่รีบไปเถอะเดี๋ยวจะช้าไป"
หยกเมื่อได้ยินคำสนทนาของคนในบ้านจางถึงกลับนิ่งอึ้ง นึกละอายใจแทนร่างเดิมเพราะทุกคนในบ้านเป็นคนดี ยิ่งทำให้เธอรู้สึกผิดจนแทบจะไม่กล้าสู้หน้าใคร ทีแรกเธอตั้งใจจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงตนเองจนกว่าทุกคนจะยอมรับ แต่พอเธอได้ยินแบบนี้ หยกจึงตัดสินใจว่าเธอจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นหลิวชิงเอ๋อคนใหม่ทันที เพราะตอนนี้ครอบครัวจางกำลังเดือดร้อน และทุกข์ใจอย่างหนักเงินก็ไม่มีซื้ออาหารแล้ว ไหนจะทุกข์ใจเรื่องลูกชายคนโตที่เงียบหายไปอีกเธอคงจะรออะไรไม่ได้แล้ว จึงตัดสินใจเดินไปหาพวกเขาทันที
" คุณพ่อคะ ฉันไม่เป็นอะไรแล้วค่ะคุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องไปหายืมเงินใครแล้ว ฉันต้องขอโทษทุกคนด้วยนะคะที่ทำให้ทุกคนเป็นห่วง" หลิวชิงเอ๋อคนใหม่ในร่างเดิมเดินออกมานั่งในที่ว่าง พร้อมกับกล่าวขอโทษทุกคนอย่างรู้สึกผิดอย่างจริงใจ
"ลูกสะใภ้หายดีแล้วเหรอ เกิดอะไรขึ้นเธอถึงอาเจียนจนสลบไปนานเช่นนี้ ทุกคนเป็นห่วงหนูมากแต่เราก็ไม่สามารถจะพาเธอไปหาหมอได้เพราะเรามีเงินไม่ เสี่ยวเป่าก็เป็นห่วงเธอมากนะถึงกับวิ่งร้องไห้ไปตามทุกคนในแปลงนาบอกว่าแม่อาเจียนจนนอนนิ่งไป"
"ค่ะคุณแม่" หลิวชิงเอ๋อยิ่งรู้สึกละอายใจและสงสารลูกชายตัวน้อยอย่างจับใจ ที่เด็กตัวแค่นี้ยังรู้จักเป็นห่วงแม่ผู้ที่ไม่เคยได้ดูดำดูดีตัวเองแม้แต่น้อย
"คุณพ่อ คุณแม่คะ ที่ผ่านมาฉันขอโทษที่เห็นแก่ตัวทำตัวไม่ดีกับทุกคน ฉันขอโอกาสกับทุกคนได้ไหมคะ ฉันจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเสียใหม่ และสำหรับเรื่องของพี่จางจื่อหลง ฉันไม่คิดมากแล้วค่ะ ตอนนี้ฉันคิดได้แล้วว่าเขาคงต้องติดภารกิจสำคัญถึงไม่สามารถติดต่อมาได้ ส่วนเรื่องเงินไม่ต้องเป็นห่วงนะคะฉันยังมีเงินเก็บไว้อยู่ น่าจะเพียงพอที่จะใช้จ่ายในบ้าน และเปิดภาคเรียนนี้ มู่หลงกับจื่อเหยา ก็ไปโรงเรียนได้ตามเดิมไม่ต้องหยุดเรียนแล้วนะ งานในแปลงนาพี่จะลงไปช่วยเองอีกไม่นานก็จะถึงวันเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว" เมื่อเธอพูดจบเธอหันไปมองดูทุกคนในบ้าน ที่มีปฏิกิริยาเดียวกันทุกคนคือ นั่งอ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออก จนจางมู่หลงตั้งสติได้ก่อนใคร
"จริง ๆ เหรอครับพี่สะใภ้ " จางมู่หลงพูดขึ้นอย่างตื่นเต้นเพราะเป็นความหวังเดียวของเขาที่จะได้เรียนต่อ แต่เขาก็ไม่ค่อยมั่นใจนักก็เพราะพี่สะใภ้นี่แหละที่เป็นคนเสนอให้เขาและน้องสาวหยุดเรียนไปก่อนก่อนจนกว่าพี่ชายจะส่งเงินมา
"พี่พูดจริงๆ " หลิวชิงเอ๋อ เห็นว่าทุกคนในครอบครัวยังไม่ค่อยมั่นใจกับการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของเธอนัก แต่เธอก็เข้าใจได้ แต่แค่เธอเห็นสีหน้าและแววตาของทุกคนดูดีขึ้นแค่นี้เธอก็ดีใจแล้ว
"เสี่ยวเป่ามาหาแม่มาซิลูกแม่ไม่เป็นไรแล้ว" หลิวชิงเอ๋อถึงกับน้ำตาคลอสงสารลูกชายตัวน้อยของร่างเดิมที่วิ่งไปกลางทุ่งนาเพื่อไปตามทุกคนมาดูเธอ เธออยากจะกอดเจ้าตัวน้อยเพื่อปลอบขวัญอยากจะขอบคุณ อยากจะขอโทษทุกอย่าง จึงชูแขนไปรอรับลูกชายที่นั่งนิ่งซบอยู่กับอกปู่จาง
"ไปหาแม่ไปเสี่ยวเป่า แม่ของหลานหายแล้ว" ปู่จางเส่ยพูดกับหลานชายพร้อมกับค่อยๆดันหลังหลานชายให้ไปหาแม่
เสี่ยวเป่าเด็กชายตัวน้อยวัยสามขวบที่รูปร่างผอมบาง แต่มีผิวขาวสะอาดเพราะทุกคนในบ้านช่วยกันดูแลหลานชายคนนี้อย่างดี เสี่ยวเป่าเดินมาหาเธออย่าไม่มั่นใจนัก เมื่อลูกชายเดินเข้ามาหลิวชิงเอ๋อก็รวบร่างน้อยเข้ามากอดและหอมอย่างรักใคร่ และกอดแรกของเธอนี่เองที่ทำให้เธอน้ำตาของเธอไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว แค่เห็นหน้าครั้งแรกหยกก็หลงรักและไม่อาจจะปล่อยให้เด็กชายตัวน้อยอยู่แบบขาดความรักจากแม่ได้อีกต่อไปแล้ว เธอจะเป็นแม่ที่ดีให้กับเด็กคนนี้เอง
------------
ฝากนิยายเรื่องใหม่ของไรท์ด้วยนะคะ ฝากกดหัวใจและกดเข้าชั้นเพื่อเป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะที่ติดตามสนับสนุนกันมาตลอดค่ะ
Baichacha
หลิวชิงเอ๋อคนใหม่
ตอนที่ 2
หลิวชิงเอ๋อคนใหม่
เมื่อได้พูดคุยและขอโอกาสกับทุกคนแล้ว หลิวชิงเอ๋อคนใหม่ก็ได้เดินกลับเข้าไปในห้องนอน เพื่อสำรวจดูเงินเก็บของร่างเดิม ก็พบว่าในกระเป๋าผ้าใบเล็กมีเงินหยวนอยู่ถึง 273 หยวน หลิวชิงเอ๋อจึงนำเงินจำนวน 120 หยวนพร้อมคูปองอาหารจำนวนหนึ่งออกไปข้างนอก เพราะสิ่งแรกเธอจะต้องช่วยแก้ไข คือความขาดแคลนอาหารของครอบครัวจางก่อน เพราะในบ้านจางตอนนี้เหลือเพียงธัญพืชหยาบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ข้าวสารเกลือเครื่องปรุงใด ๆ ก็ไม่มีเหลืออยู่ในครัวแล้ว จากความจำของร่างเดิมนั้น นางเห็นว่าที่บ้านไม่มีอาหารเหลือนางจึงแอบเข้าไปในเมืองเพื่อซื้อหาของอร่อยมาเก็บไว้กินเพียงคนเดียว ที่แม้แต่ลูกชายตัวน้อยๆ ร่างเดิมก็ไม่เคยคิดจะเผื่อแผ่จึงทำให้เธอพบจุดจบจะเป็นเพราะเวรกรรมหรือเพราะอาหารเป็นพิษ หยกก็ไม่สนใจแล้ว
"คุณแม่คะนี่เงิน 100 หยวนคุณแม่เก็บไว้ใช้ในบ้านนะคะ และเงินอีก 20 หยวนกับคูปองอาหารนี้ ฉันรบกวนมู่หลงกับจื่อเหยาไปซื้อข้าวสารเกลือและเครื่องปรุง จากร้านค้าสหกรณ์ในหมู่บ้านมาให้ทีนะ และหากมีกระดูกหมูก็ซื้อติดมาด้วย ถ้ายังมีเงินเหลือพอก็ซื้อนมมอลต์มาด้วยนะ จะได้ให้ทุกคนได้บำรุงร่างกาย"
หลิวชิงเอ๋อคนใหม่ ส่งเงินให้น้องชายสามี และสั่งซื้อของแบบไม่ต้องคิดมาก และเธอเองก็ทำเป็นไม่สนใจกับสีหน้าของน้องสามีทั้งสองคนที่มีสีหน้าตกใจจนยืนอ้าปากค้างจนไม่กล้าขยับตัวมารับเงินจากเธอ ซึ่งไม่ต่างกันกับพ่อแม่สามีของร่างเดิม ที่ยืนนิ่งอึ้งเช่นกัน
" รับไปเถอะและรีบไปรีบกลับนะ เดี๋ยวจะได้มาทำอาหารเย็นกินกัน"
"ครับ/ค่ะ พี่สะใภ้" มู่หลงกับจื่อเหยา เมื่อตั้งสติได้ก็รีบมารับเงินและคูปอง หันหลังวิ่งตามกันออกจากบ้านเพื่อไปร้านค้าสหกรณ์หมู่บ้านที่อยู่ห่างจากบ้านไปประมาณสองกิโลเมตร
"เสี่ยวเอ๋อ นี่มันเงินตั้งมากมายเลยนะ เธอเก็บไว้เองเถอะมันเป็นเงินในส่วนของเธอนะ" แม่มู่เจินเมื่อเห็นว่าลูกสะใภ้นำเงินมาให้มากถึงขนาดนี้ก็ไม่กล้ารับไว้
"คุณแม่คะ ที่ผ่านมาฉันเห็นแก่ตัวจนไม่น่าให้อภัยทั้งๆ ที่ทุกคนดีกับฉันขนาดนี้ เงินนี่คุณแม่เก็บไว้ใช้จ่ายเถอะค่ะ ฉันยังพอมีเงินเก็บอยู่อีกบ้าง เงินส่วนนี้คุณแม่จะได้เอาไว้ให้น้องๆ ไปโรงเรียนเวลาเปิดเทอมด้วยค่ะ"
"ขอบใจมากนะเสี่ยวเอ๋อ" มู่เจินแม่สามีวัย 46 ที่มีรูปร่างซูบผอมผิวแห้งกร้าน หลังโค้งเล็กน้อยเหมือนคนสูงอายุ ยื่นมืออันสั่นเทาไปรับเงินจากลูกสะใภ้ ในตาที่เคยแห้งผากหมดหวัง ตอนนี้กลับมีน้ำตาแห่งความปีติยินดีเข้ามาหล่อเลี้ยงแทน
"คุณแม่คะ เดี๋ยวฉันจะออกไปหาผักป่านะคะเพราะน้องๆ ไปซื้อของที่ร้านสหกรณ์ในหมู่บ้านแล้ว จะได้ช่วยๆ กันค่ะ"
"เมื่อวาน มู่หลงกับจื่อเหยาก็ไปเก็บมาไว้บ้างแล้วนะ แต่ถ้าชิงเอ๋ออยากจะไปเก็บเพิ่มก็ไปเถอะ แล้วอย่าไปไกลมากนักนะ จะได้รีบกลับมาทำอาหารเย็นกัน" วันนี้แม่มู่เจินเองก็ไม่รู้ว่าจะต้องแปลกใจในความเปลี่ยนแปลงของลูกสะใภ้คนนี้อีกกี่ครั้งกี่รอบ แต่นางก็รู้สึกมีความสุข และภาวนาในใจว่าขอให้ลูกสะใภ้ของเธอเป็นแบบนี้ตลอดไป
หลิวชิงเอ๋อใช้ความจำจากร่างเดิมถือมีดเก่าๆ เล่มหนึ่งและยกตะกร้าไม้ไผ่สานสะพายหลัง เดินออกไปในป่าชายเขาหลังบ้าน ที่ตอนนี้แดดยังร้อนอยู่มาก เพราะยังไม่ถึงเวลาเลิกงานในแปลงนา ที่ตอนนี้หลายคนในหมู่บ้านไปลงชื่อทำงานเก็บเศษถั่วในแปลงที่เก็บเกี่ยวไปแล้ว แต่ยังมีหลงเหลือตกหล่นอยู่บ้าง ถึงแม้จะแลกแต้มได้ไม่มากนัก แต่ก็ยังมีคนสมัครใจไปทำงาน รวมถึงทุกคนในบ้านจางด้วยยกเว้นร่างเดิม
วันนี้หลิวชิงเอ๋อเดินไปตามเส้นทางแห่งความทรงจำจากร่างเดิม เธอเดินเข้าไปในป่าและขึ้นเนินเขาไปได้เพียงเล็กน้อย ก็พบกับต้นหอมกระเทียมป่าทั้งสดและแห้งอยู่เต็มพื้นข้างทางที่แรกเธอไม่แน่ใจว่าใช่หอมกระเทียมป่าหรือไม่ เพราะในป่าแถบนี้ไม่น่าจะมีเหลือมาถึงเธอแล้ว จึงลองใช้ปลายมีดขุดขึ้นมาดู ก็พบว่าเป็นต้นหอมกระเทียมป่าจริงๆ เธอจึงรีบขุดต้นหอมกระเทียมที่แก่จนใบแห้งเหี่ยวแล้วเพื่อเอาไปให้แม่สามีตากเก็บไว้สำหรับทำอาหาร และเด็ดใบหอมป่าสดๆ อีกจำนวนหนึ่งไปทำอาหาร
เมื่อขุดต้นหอมกระเทียมป่าได้มากพอสมควร ก็เดินเข้าไปในป่าลึกขึ้นเข้าไปอีกเล็กน้อย ก็พบต้นหัวไชเท้าที่เธอรู้จักดี เพราะที่บ้านอาม่าปลูกไว้ไม่เคยขาด เธอจึงขุดหัวไชเท้าขึ้นมาได้ 10 หัวใหญ่หลิวชิงเอ๋อดีใจมากที่เธอเข้าป่ามาวันแรกก็โชคดีได้ผักป่าไปทำอาหาร และเมื่อเห็นว่ายังพอมีเวลาก็เดินต่อเข้าไปสำรวจพื้นที่แถวนั้นต่อ เธอจึงเห็นว่ายังมีต้นหัวไชเท้าอีกมากมายกระจายอยู่ทั่วบริเวณเธอจึงหมายตาเอาไว้ว่าจะพาทุกคนมาช่วยกันขุด
หลิวชิงเอ๋อเดินต่อไปอีกประมาณเกือบ 100 เมตร จนเธอสังเกตเห็นเถามันเทศที่ทอดยอดยาวออกมาจากป่าหญ้าข้างทาง เธอจึงลองแหวกป่าหญ้าเดินตามเถามันเทศเข้าไป จนพบว่าหลังป่าหญ้านั้นเป็นลานมันเทศขนาดใหญ่ กินพื้นที่เกือบสองหมู่ ราวกับว่ามีคนมาปลูกไว้ และยังไม่มีร่องรอยใครเข้ามาขุดเลยด้วยซ้ำไป
หลิวเชิงเอ๋อรู้สึกตื่นเต้นเพราะไม่คิดว่าจะเจอมันเทศ เมื่อมองซ้ายขวาไม่เห็นผู้คน ก็รีบเข้าไปแหวกกอมันเทศและลองใช้ปลายมีดขุดดู ก็พบว่าใต้ดินนั้นมีหัวมันเทศหัวใหญ่ๆ แค่ต้นเดียวก็มีมันเทศเป็น 10 หัวแล้ว หลิวชิงเอ๋อทั้งตื่นเต้นและดีใจมากเพราะคนในยุคนี้ความหวังเดียวก็คืออาหาร และยิ่งเป็นอาหารจากผืนป่าที่ไม่ต้องซื้อหาด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้เธอมีความสุขมากที่จะมีอาหารอร่อยกลับไปให้คนในครอบครัวได้กิน เธอจึงรีบขุดมันเทศใส่ตะกร้ากลับบ้านไปเกือบ 30 หัว
เมื่อได้ผักและมันเทศไปจำนวนไม่น้อยแล้ว หลิวชิงเอ๋อก็รีบเดินกลับบ้านเพราะจะได้นำมันเทศไปต้มให้ทุกคนกิน แต่ระหว่างเธอเดินผ่านลำธารข้างชายป่า เธอก็ได้ยินเสียงเหมือนเสียงปลาดิ้นขลุกขลักอยู่ไม่ไกลนักหลิวชิงเอ๋อจึงเดินตามเสียงเข้าไปดูใกล้ๆ จนพบว่ามีปลาตัวโตคล้ายๆ กับปลานิลในประเทศไทยกำลังดิ้นอยู่ในหลุมที่มีน้ำเพียงเล็กน้อยข้างลำธาร หลิวชิงเอ่อจึงเข้าไปเพื่อจะจับปลาทั้งสองตัว แต่เธอก็ต้องต่อใช้ความพยายามสู้กับปลาที่ดิ้นหนีกันสุดฤทธิ์ แต่สุดท้ายเธอก็เป็นฝ่ายชนะสามารถจับปลามาได้ทั้งสองตัว และนำตัวปลาใส่ลงไปในตะกร้ามันเทศและล้างมือที่เปื้อนโคลนจนสะอาด และรีบเดินกลับบ้าน ด้วยเนื้อตัวที่เปียกเปื้อนไปด้วยน้ำและดินโคลน
หลิวชิงเอ๋อเดินกลับด้วยความสุขใจ ระคนแปลกใจที่เธอเข้ามาอยู่ในร่างนี้เป็นวันแรก เธอก็โชคดีได้ทั้งผักทั้งปลากลับไปบำรุงคนที่บ้าน และหากเธอโชคดีเช่นนี้ตลอดไปทุกคนในบ้านก็จะมีอาหารบำรุงร่างกายกันโดยไม่อดอยากอีกต่อไป เพราะทุกคนในบ้านจางร่างกายผ่ายผอม ทั้งจากการทำงานหนักและจากความขาดแคลนอาหารกันมานาน ส่วนสามีของร่างเดิมนั้น เธอคิดว่าต้องดูกันอีกทีว่าที่เขาหายไปหลายเดือนเพราะอะไร และกลับมาแล้วจะยังไง เพราะเธอไม่มีความจำตรงส่วนนี้เลย
" นั่นแบกอะไรมาเยอะแยะล่ะชิงเอ๋อ เนื้อตัวมอมแมมเชียว" พ่อจางเส่ย ที่นั่งสานตะกร้าไม้ไผ่อยู่ข้างประตูหลังบ้านถามขึ้นเมื่อเห็นว่าลูกสะใภ้หอบข้าวของมาเต็มตะกร้า
"ไปเก็บผักป่ามาค่ะพ่อ วันนี้โชคดีได้ทั้งมันเทศ หอมกระเทียมป่า และยังได้ปลาตัวโตมาอีกตั้งสองตัวเลยค่ะ"
"ห๊า!จริงๆ เหรอ? นี่ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านขึ้นเขาเข้าป่าไปหาผักปลากันมาหลายเดือน จนแทบจะตัดเปลือกไม้มากินกันอยู่แล้ว แล้วนี่มันหลงเหลืออยู่ได้อย่างไรกัน"
พ่อจางถึงกับรีบลุกขึ้นมาดูที่ตะกร้าของลูกสะใภ้ และก็แทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเองเมื่อเห็นทั้งหัวมัน หัวไชเท้าหัวหอมกระเทียม และปลาตัวโตที่ลูกสะใภ้ได้มา
เมื่อหลิวชิงเอ๋อได้ข้าวของกลับมามากมาย ทุกคนในบ้านต่างก็รีบมามุงดูด้วยความตื่นเต้นและแปลกใจ เสี่ยวเป่าเมื่อเห็นแม่กลับมาแล้วก็วิ่งตามอาจื่อเหยาเข้ามาในครัวเพื่อมาดูของที่แม่แบกกลับมาด้วยเช่นกัน แต่เสี่ยวเป่ากลับยังไม่กล้าเข้าใกล้แม่จนหลิวชิงเอ๋อสะท้อนใจถึงกับเดินเข้าไปโอบกอดลูกชายอย่างอ่อนโยน
"เดี๋ยวแม่จะทำน้ำแกงปลาให้เสี่ยวเป่ากินนะครับ เสี่ยวเป่าอยากกินไหมลูก" หลิวชิงเอ๋อทั้งกอดทั้งหอมเสี่ยวเป่าเพื่อค่อยๆ สร้างความเชื่อใจให้กับลูกชายก่อนจนลืมไปว่าตัวเองตัวเปื้อนดินโคลน
"อยากกินครับ แม่จับปลาได้แม่เก่งจังเยย แต่แม่ตัวมอมเป็นยูกหมาเยยครับ" เด็กน้อยเมื่อแม่ทั้งกอดทั้งหอมแค่นี้เสี่ยวเป่าก็ยิ้มและกล้าพูดคุยกับแม่ได้อย่างไร้เดียงสา
"555 จริงๆด้วยเสี่ยวเป่า แม่มอมเป็นลูกหมาจริงๆด้วย ก็แม่ไปต่อสู้กับปลาสองตัวนั่นมาไงลูก แต่แม่ก็ชนะมันนะเลยจับตัวปลามาให้เสี่ยวเป่ากินได้นี่ไง"
"แม่เก่งที่สุดเยยครับ" เสี่ยวเป่ายิ้มชอบใจจนตาหยี ที่แม่เล่าเรื่องการต่อสู้กับปลาน่าสนุก
"คุณแม่คะวันนี้เราทำน้ำแกงปลากันนะคะ เดี๋ยวฉันทำปลาเองค่ะ เพราะตัวฉันมอมดีอยู่แล้ว "
เมื่อหลิวชิงเอ๋อนำปลาตัวใหญ่ทั้งสองตัวไปขอดเกล็ด ผ่าท้องตัดครีบปลาและหั่นเป็นชิ้นๆ เพื่อรอทำน้ำแกงปลา ส่วนจื่อเหยาก็นำมันเทศหัวใหญ่ๆ 8-9 หัวไปล้างและนำมาใส่กระทะเติมน้ำจนท่วมและใช้ฝาหม้อใบใหญ่ปิดไว้ ส่วนแม่มู่ก็ไปจัดการกับหัวหอมกระเทียมที่ลูกสะใภ้ไปขุดมาเขย่าดินทรายออก และมัดก้านรวมกันเป็นมัดๆ เพื่อนำไปตากแดด
เมื่อต้มมันเทศสุกแล้ว หลิวชิงเอ๋อก็ตักมันเทศออกมาใส่ชามใบใหญ่ไปวางบนโต๊ะอาหาร และตั้งหม้อน้ำไว้สำหรับทำน้ำแกงปลาต่อโดยนำหัวหอมกระเทียมที่เก็บมาอย่างละสามหัว มาล้างและทุบๆพอแตกใส่ลงไปในหม้อพร้อมกับเกลือเล็กน้อย เพื่อดับกลิ่นคราว จากนั้นชิงเอ๋อก็นำปลาไปล้างกับเกลือหลายๆ รอบจนปลาหมดกลิ่นคาวและรอจนพอน้ำเดือดดีแล้ว ก็ใส่ปลาลงไปในหม้อรอจนเนื้อปลาสุกเนื้อขาวฟูขึ้นมา ก็ปรุงรสด้วยซอส และโรยด้วยใบหอมสด
"มาค่ะทุกมากินข้าวกัน" เมื่อทุกคนได้กลิ่นหอมของน้ำแกงปลา ก็ไม่มีใครรีรอรีบเดินมานั่งประจำที่กันบนโต๊ะอาหาร ที่มีชามมันเทศใบใหญ่วางไว้กลางโต๊ะ และมีชามน้ำแกงปลาที่มีเนื้อปลาขาวน่ากินอยู่เต็มชาม แม่มู่เจินก็ตักโจ๊กธัญพืชน้ำใสๆ แจกอีกคนละถ้วย ทุกคนหยิบตะเกียบขึ้นคีบอาหารกินและซดน้ำแกงปลากันอย่างเอร็ดอร่อยเพราะนานมากแล้วที่ทุกคนไม่ได้กินอาหารจานเนื้อ
หลิวชิงเอ๋อแกะเนื้อปลาเลือกก้างออกให้เสี่ยวเป่ากินกับโจ๊กและน้ำแกงปลา ซึ่งเสี่ยวเป่าก็สามารถตักอาหารกินเองได้แต่ก็ดูจะระวังตัวกลัวอาหารหกจนหลิวชิงเอ๋อรู้สึกสงสาร
"ไม่ต้องกลัวหกหรอกนะลูก แค่เสี่ยวเป่าตักอาหารกินเองได้แค่นี้ก็เก่งมากแล้วครับ"
วันนี้บนโต๊ะอาหารไม่ได้มีความเคร่งเครียดแม้แต่น้อย ถึงแม้จะมีหลิวชิงเอ๋อร่วมโต๊ะอาหารด้วย แต่กลับมีความอบอุ่นจนจางเส่ย อดคิดถึงลูกชายคนโตไม่ได้
----------------
น้องทะลุมิติมาวันแรกก็มีโชคแล้วนะคะ ฝากกดหัวใจ❤️ และกดเข้าชั้นเพื่อเป็นกำลังใจให้ไรต์ด้วยนะคะ และฝากคอมเมนต์ติชมกันด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ
ตัวนำโชค
ตอนที่ 3
ตัวนำโชค
"พี่สะใภ้คะ มันเทศหวานมากเลยค่ะหนูยังไม่เคยกินมันเทศที่หวานแบบนี้มาก่อนเลยค่ะ" เมื่อกินข้าวกันเสร็จแล้ว จางจื่อเหยาที่ไม่กล้าพูดคุยระหว่างกินอาหาร เพราะเคยถูกพี่สะใภ้ดุมาหลายครั้งเรื่องไม่มีมารยาท จึงรอจนกินข้าวอิ่มจึงรีบพูดเรื่องรสชาติของมันเทศทันทีเพราะเธอติดใจมาก
"จริงๆ เหรอน้องจื่อเหยา" หลิวชิงเอ๋อจึงหยิบมันเทศขึ้นมาปอกเปลือกและลองชิมดู เมื่อได้ลิ้มรสเธอก็ถึงกับตาโต
"นี่มันหวานนี่!!" เธออุทานขึ้นมาอย่างลืมตัว เพราะว่าที่ในประเทศไทยนั้นมันหวานญี่ปุ่นในห้างสรรพสินค้า ขายกันที่ราคากิโลกรัมละ 200-300 บาทเลยทีเดียว
"มีมันหวานด้วยเหรอคะพี่สะใภ้"
"มีสิตอนที่พี่สะใภ้อยู่ปักกิ่งก่อนมาเป็นยุวชนปัญญาที่นี่ มีคนเอามาขายบนห้างของรัฐแต่ราคาก็แพงอยู่นะ พี่สะใภ้เคยได้ชิมมาบ้างเล็กน้อย รสชาติแบบนี้เลย"
"พ่อก็ว่าจะถามอยู่พอดี ว่าชิงเอ๋อไปเก็บมันเทศกับผักป่าพวกนี้มาจากไหนกัน" ความจริงแล้วทุกคนก็อยากจะถามคำถามนี้กับหลิวชิงเอ๋อตั้งแต่เห็นข้าวของที่เธอได้มาแล้ว แต่จากพฤติกรรมเดิมๆของเธอ จึงไม่มีใครกล้าที่จะพูดคุยกับเธอมากนักเพราะเกรงว่าเธอจะอารมณ์เสียขึ้นมาอีก
"ที่ชายป่าบนเนินเขาที่เคยไปเก็บผักป่ากันเป็นประจำนั่นแหละค่ะคุณพ่อ ฉันเองก็ยังแปลกใจอยู่เลยว่า ทั้งมันเทศและผักป่าพวกนี้ทำไมถึงยังหลงเหลืออยู่ได้ และมันก็ยังมีอีกมากเลยนะคะโดยเฉพาะมันเทศพรุ่งนี้พวกเราไปช่วยกันเก็บมาไว้ดีไหมคะ"
"ไปสิพ่อยังอยากจะไปขุดเสียวันนี้เลยด้วยซ้ำไป แต่ติดที่มันใกล้ค่ำมืดแล้ว ชิงเอ๋อโชคดีจริงๆ ออกไปหาของป่าวันแรกก็เจอของดีแล้ว"
" พรุ่งนี้พวกเราไม่ต้องไปลงทำงานเก็บเศษถั่วที่คอมมูนกันแล้วนะคะพี่จางเส่ย ไปขุดมันขุดผักป่ากันก่อนดีกว่า ถ้ายังมีเหลืออยู่ก็นับว่าเป็นโชคของบ้านเรา ที่จะได้มีอาหารไว้กินกันจนกว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตใหม่ หัวไชเท้านี่มีคนเคยเอามาขายกันหัวละ1-2เหมาเลยนะ ฉันยังไม่กล้าซื้อเลย เพราะมันแพงมากและหัวก็ไม่ได้ใหญ่ขนาดนี้ด้วย"
"จริงเหรอคะคุณแม่ ถ้าพวกเราเก็บมาได้มากๆ เราแบ่งไปขายบ้างก็ได้นะคะ อย่างน้อยเราก็จะได้มีเงินเอาไว้ซื้อเนื้อมาบำรุงร่างกายกัน" ทุกคนในบ้านจางรู้สึกถึงได้ความเปลี่ยนแปลงของลูกสะใภ้หลังจากที่ตื่นขึ้นมาเมื่อตอนบ่าย แต่ถึงทุกคนจะสงสัยกับการเปลี่ยนไปของหลิวชิงเอ๋อ แต่ก็เป็นการเปลี่ยนไปในทางที่ดี ทุกคนจึงดีใจมากกว่าที่จะติดใจสงสัย
ในหัวของหลิวชิงเอ๋อตอนนี้ เธอมองลู่ทางหาเงินจากมันเทศอยู่ในใจ ยิ่งเป็นมันเทศหวานด้วยแล้ว หากใครได้ชิมมีหรือจะไม่ติดใจ และแปลงมันเทศที่เธอเห็นก็มีไม่ใช่น้อย หลิวชิงเอ๋อหลับตามมองเห็นเงินหยวนอยู่ไม่ไกลแล้ว
…
คืนนี้หลิวชิงเอ๋อได้นอนในห้องนอนของร่างเดิมเป็นคืนแรก เธอจึงได้กราบพระก่อนนอนตามวิถีชาวพุทธ เพื่อบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทางและสิ่งศักดิ์สิทธิ์และขออนุญาตดวงวิญญาณของร่างเดิมเพื่อความสบายใจ และเธอก็ไม่ลืมที่จะขอบคุณสร้อยหยก ตัวนำโชคของอาม่า ที่ติดตามตัวเธอมาด้วย เพราะเธอเชื่อว่าสร้อยเส้นนี้มีส่วนที่ทำให้เธอโชคดี จากนั้นก็พาลูกชายขึ้นมานอนบนเตียง และเธอก็ได้เล่านิทานเรื่องหมาป่ากับลูกแกะให้เสี่ยวเป่าฟังพร้อมทั้งค่อยๆ สอนสอดแทรกผิดถูกดีชั่วไปพร้อมๆ กับการเล่านิทานด้วย เสี่ยวเป่าเมื่อได้ฟังนิทานจากแม่เป็นครั้งแรกก็ชอบมากตามประสาเด็กสามขวบ และเริ่มกล้าที่จะซักถาม และต่อรองกับแม่เพื่อจะขอฟังนิทานใหม่อีก
"แม่ครับทำไมหมาป่ากับยูกแกะ ถึงพูดได้ละครับ" พอเจอคำถามนี้ขึ้นมาหลิวชิงเอ๋อก็แทบจะไปไม่เป็นเหมือนกัน
"นิทานเป็นเรื่องที่คนแต่งขึ้นมา คนแต่งนิทานเขาสมมุติเอาหมาป่ามาเป็นตัวแทนของคนเกเรคนไม่ดี และเอาลูกแกะมาเป็นตัวแทนที่ถูกรังแกที่น่าสงสารไงลูก แล้วเสี่ยวเป่าของแม่อยากเป็นตัวอะไรครับระหว่างหมาป่ากับลูกแกะ"
"ไม่อยากเป็นครับ"
"ทำไมละครับ"
"หมาป่านิสัยไม่ดี ลูกแกะก็ถูกรังแกเปาเป่าไม่ชอบ เปาเป่าอยากให้ยูกแกะสู้กับหมาป่า แบบที่แม่ต่อสู้กับปลาไงครับ"
"อ่อ ครับแต่การที่เราจะสู้กับใครได้ เราต้องแข็งแรงต้องเก่งพอที่จะสู้นะครับ และถ้าเราสู้ไม่ได้เราก็ต้องหลีกเลี่ยงหรือหนีไปนะครับไม่เช่นนั้นเราจะได้รับอันตรายได้"
การมีลูกชายโดยบังเอิญของหลิวชิงเอ๋อนั้นเริ่มไม่ง่ายนักแล้ว เพราะจากการพูดคุยในวันนี้ทำให้เธอรู้แล้วว่าเสี่ยวเป่าเป็นเด็กที่ฉลาดถ้ามีคนที่คอยสอนคอยชี้แนะไปในทางที่ถูกที่ควร เสี่ยวเป่าจะต้องมีอนาคตที่ดีอย่างแน่นอน การสอนเด็กฉลาดนั้นเราต้องฉลาดกว่า แต่ติดที่เธอยังไม่เคยมีลูกและไม่มีประสบการณ์การเลี้ยงเด็กมาก่อน ตรงนี้เองที่เธอจะต้องระมัดระวังในการเลี้ยงลูกชายให้มากขึ้น
"วันนี้ดึกแล้วนะครับเป็นเด็กนอนดึกตัวจะไม่โตร่างกายจะไม่แข็งแรงนะครับ และพรุ่งนี้เสี่ยวเป่าก็ต้องไปช่วยแม่ขุดมันเทศด้วย วันนี้นอนก่อนน๊าา พรุ่งนี้แม่จะเล่านิทานให้ฟังใหม่นะครับ"
"ก็ได้ครับ พรุ่งนี้แม่เล่าเรื่องหมาป่ากับยูกแกะให้เปาเป่าฟังอีกนะครับ"
ในไม่ช้าหลิวชิงเอ๋อก็หลับตามลูกชายไปเพราะวันนี้เธอเหนื่อยมากจริงๆ
เช้าวันต่อมา
หลิวชิงเอ๋อตื่นขึ้นมาแต่เช้า เพื่อที่จะช่วยแม่สามีทำอาหารเช้าแต่แม่มู่เจินตื่นขึ้นมาเช้ากว่าเธอมาก และวันนี้แม่มู่เจินได้ต้มข้าวต้มใส่มันเทศเป็นอาหารเช้ากินกับตุ๋นกระดูกหมูใส่หัวไชเท้าที่แม่มู่ทำไว้ตั้งแต่เมื่อวาน และยังเผามันเทศอีกหลายหัวสำหรับไว้ไปกินระหว่างไปขุดมันเทศกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
"ทำไมคุณแม่ตื่นมาแต่ดึกเลยละคะ"
"ก็พ่อจางเส่ยนั้นสิ ตื่นเต้นดีใจจนแทบจะนอนไม่หลับที่จะได้ไปขุดมันเทศนี่ก็ไปเตรียมข้าวของไว้พร้อมแล้ว"
เมื่อกินอาหารเช้าและดื่มนมกันแล้ว ทุกคนเตรียมตัวเข้าป่ากันอย่างกระตือรือร้น หลิวชิงเอ๋อเห็นบ่วงดักไก่ป่าแขวนอยู่ข้างห้องเก็บเครื่องมือหลายอันก็หยิบติดมือไปด้วยจากนั้นก็พากันเดินเข้าป่าหลังบ้าน โดยมีเสี่ยวเป่าเดินจูงมือปู่จางและยังเล่านิทานเรื่องหมาป่ากับลูกแกะให้ปู่จางฟังไปตลอดทาง เมื่อทุกคนเดินเข้าป่ามาได้ไม่นาน ก็เห็นดงต้นหอมกระเทียมป่าตามที่หลิวชิงเอ๋อบอก ต่างก็พากันตื่นเต้นเพราะทุกคนไม่เคยเห็นต้นหอมกระเทียมป่าขึ้นมากมายขนาดนี้มาก่อน แม่มู่เจินจึงขออาสาขุดหอมกระเทียมป่าเอง เพราะเธอจะนำไปดองเก็บไว้กินในฤดูหนาวที่จะถึง ส่วนจางจื่อเหยาก็เช่นกัน เมื่อมาถึงลานดินที่มีต้นหัวไชเท้าขึ้นอยู่มากมายซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมาก เพราะตั้งแต่เธอโตขึ้นมาจนเก็บผักป่าได้ ก็ไม่เคยเห็นผักป่ามีมากถึงขนาดนี้มาก่อน จึงอาสาขอเป็นคนขุดหัวไชเท้าเองเช่นกัน
ส่วนหลิวชิงเอ๋อพาเสี่ยวเป่าพ่อจางเส่ยและจางมู่หลงเดินไปที่แปลงมันเทศหว่านที่เธอพบเมื่อวาน ก็เห็นว่าแปลงมันเทศหลังป่าหญ้าก็ยังมีอยู่ในสภาพเหมือนเดิม
พ่อจางเส่ยกับมู่หลงจึงลงมือขุดมันเทศ โดยทั้งสองตัดเถามันเทศออกไว้ก่อนเพื่อจะนำเถามันเทศไปชำไว้ปลูกในบริเวณบ้าน และจากนั้นก็ช่วยกันขุดหัวมันเทศที่มีมากจนน่าตกใจ พ่อมู่บอกกับหมู่หลงว่าเมื่อขุดขึ้นมาแล้ว ให้นำมันเทศหนึ่งหัวไปฝังกลบไว้ตามเดิน เพื่อที่จะได้มีมันเทศไว้กินอีกในวันข้างหน้า ส่วนหลิวชิงเอ๋อเมื่อจัดที่ให้ลูกชายนั่งเล่นใต้ร่มไม้เสร็จแล้วก็แอบเอาบ่วงแล้วไปดักไก่ป่าที่อยู่ลึกเข้าไปอีกเล็กน้อย ก่อนจะออกมาช่วยพ่อสามีและมู่หลงขุดมันเทศ
เมื่อขุดมันเทศได้มากแล้วคุณพ่อจางเส่ยกับจางมู่หลงก็จะแบกตะกร้ามันเทศกลับบ้านไปเก็บไว้บ้านรอบหนึ่งก่อน และเมื่อเห็นว่ามีมันเทศมากกว่าที่เขาคิดไว้ จางเส่ยจึงนำรถเข็นสำหรับเข็นน้ำและขนฟืนขึ้นมาเพื่อบรรทุกมันเทศแทนการแบกทีละตะกร้า
จนถึงเวลาใกล้เที่ยง ทุกคนไม่ยอมกลับไปกินอาหารที่บ้าน เพราะปกติก็ไม่ได้กินอาหารมื้อเที่ยงกันมานานแล้ว และวันนี้ทุกคนได้กินอาหารเช้ามาจนอิ่ม และยังได้ดื่มนมมอลต์อีกคนละแก้ว จึงทำให้มีแรงขุดมันและขุดหัวผักกันต่อ มีเพียงเสี่ยวเป่าเท่านั้นที่วิ่งไปหาคนนั้นที คนนี้ที บางครั้งก็ช่วยเก็บหัวมันที่ขุดขึ้นมาแล้วไปใส่ตะกร้า จนตอนนี้เสี่ยวเป่าหน้าแดงก่ำและน่าจะเหนื่อยมากแล้ว หลิวชิงเอ๋อจึงปอกมันเทศย่างให้ลูกชายกิน และปูผ้าที่เตรียมมาให้เสี่ยวเป่านอนพักอยู่โคนต้นไม้ใกล้ ๆ กับบริเวณที่ย่ามู่ขุดกระเทียมป่า
จวบจนเวลาบ่ายสามโมงทุกคนก็วางมือ เพราะการขุดมันเทศ และขุดหัวไชเท้าเกือบทั้งวันนั้น ก็ทำให้ทุกคนปวดเมื่อยเนื้อตัวและปวดแขนกันมากๆ จึงชวนกันเก็บอุปกรณ์ทุกอย่างขึ้นรถเข็นกลับบ้าน
"เดี๋ยวนะคะ ตอนมาถึงฉันเอาบ่วงแล้วไปดักไก่ป่า ฉันไปเก็บก่อนนะคะ"
"อยู่ไกลไหมชิงเอ๋อ เดี๋ยวพ่อไปเก็บให้เอง"
"ไม่ไกลหรอกค่ะ ฉันวางไว้ 3 อันค่ะ อยู่ข้างทางนั่นแหละค่ะ" หลิวชิงเอ๋อไม่ขัดที่พ่อสามีจะเป็นคนไปเก็บบ่วงดักไก่ให้ เพราะเธอเองก็เหนื่อยจนแทบจะก้าวขาไม่ออกแล้วเช่นกัน
แต่ไม่ถึง 10 นาที จางเส่ย พ่อสามีของเธอก็หิ้วไก่ป่ามาถึงสองตัว
"ได้ไก่ป่ามาด้วยเหรอคะโชคดีจังเลย ฉันกำลังคิดอยู่เลยว่าวันนี้จะทำอาหารอะไรกินกันดี" หลิวชิงเอ๋อดีใจมากที่ได้ไก่ป่าไปทำอาหารให้ทุกคนกิน
"นั่นสิพ่อก็แทบจะไม่เชื่อว่าบนเขานี้จะมีไก่ป่ามาติดบ่วงด้วย นี่พ่อก็เลยดักบ่วงไว้ต่อเลย ไปเรากลับบ้านไปทำอาหารและพักผ่อนกันทุกคนเหนื่อยกันมากแล้ว" ตอนนี้จางเส่ยเชื่อแล้วว่าลูกสะใภ้เป็นตัวนำโชคที่นำพาเรื่องดีๆมาให้ครอบครัวจาง จางเส่ยก็ได้แต่ของคุณเทพเทวดาฟ้าดินที่ดลบันดาลให้ลูกสะใภ้ของเขาเปลี่ยนแปลงไปได้เช่นนี้
----------
-----------
#ครอบครัวจางเป็นคนดี จึงได้รับสิ่งดี ๆ เข้ามา#
*การค้าต้องมาแล้วมั้ยคะน้องหลิวชิงเอ๋อ*
ฝากกดหัวใจ และกดเข้าชั้นเพื่อเป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ และฝากคอมเม้นท์ติชมกันด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ Baichacha