โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รู้จัก “Sandwich Generation” ผู้รับบทเดอะแบก ไทยมีกว่า 3 ล้านครัวเรือน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 03 มิ.ย. 2567 เวลา 11.51 น. • เผยแพร่ 03 มิ.ย. 2567 เวลา 04.51 น.

ทำความรู้จัก Sandwich Generation ผู้แบกรับภาระการดูแลทั้งเด็กและผู้สูงอายุในครอบครัว ซึ่งไทยมีกว่า 3 ล้านครัวเรือน โดยส่วนใหญ่มีปัญหาการเงินและสุขภาพ สภาพัฒน์ฯ แนะ 4 แนวทางช่วยลดภาระ

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เผยแพร่รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 1 ปี 2567 โดยมีสถานการณ์ทางสังคมที่สำคัญ คือ Sandwich Generation กับการดูแลคนหลายรุ่น ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

แซนด์วิช เจเนอเรชั่น (Sandwich Generation) คืออะไร

แซนด์วิช เจเนอเรชั่น (Sandwich Generation) โดยทั่วไปมักใช้เรียกคนที่อยู่ตรงกลางที่ต้องรับผิดชอบดูแลทั้งพ่อแม่สูงอายุและลูกของตนเอง ทั้งทางการเงิน ร่างกาย และทรัพยากรด้านอื่น ๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากประชากรสูงวัยทั่วโลกเพิ่มขึ้น ขณะที่วัยแรงงานมีจำนวนลดลงหรือเท่าเดิม ทำให้ประชากรของหลายประเทศตกเป็นคนกลุ่มSandwich Generation

โดยจากผลการศึกษากลุ่มSandwich Generation ในสหรัฐอเมริกาของมหาวิทยาลัยมิชิแกน (University of Michigan) พบว่า มีประชากรเกือบ 1 ใน 4 ของประเทศที่ต้องดูแลผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีในเวลาเดียวกัน ส่งผลให้ประชากรกลุ่มนี้มีแนวโน้มมีปัญหาทางการเงินเพิ่มเป็นสองเท่าของประชากรทั่วไป รวมถึงมีแนวโน้มเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตมากกว่าคนที่ดูแลแค่ผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปเท่านั้น

สำหรับประเทศไทย การศึกษาถึงคนกลุ่มนี้ในปัจจุบันยังมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นการสำรวจในระดับพื้นที่และไม่ครอบคลุมทั้งประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดข้อมูลที่เฉพาะเจาะจง แต่จากบริบทสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวในฐานะสถาบันหลักที่ทำหน้าดูแลคุ้มครองสมาชิกในครัวเรือนหรือมีค่านิยมการพึ่งพาอาศัยกัน และมีการดูแลระหว่างรุ่นที่หลากหลาย ทำให้ไทยอาจมีกลุ่มSandwich Generation เป็นจำนวนมาก

ไทยมีครัวเรือน Sandwich กว่า 3 ล้านครัวเรือน

จากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) ของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบลักษณะที่น่าสนใจของครัวเรือน Sandwich ดังนี้

1. ครัวเรือนไทยที่มีลักษณะเป็น Sandwich มีจำนวนทั้งสิ้น 3.4 ล้านครัวเรือน ในปี 2566 หรือคิดเป็นสัดส่วน 14.0% ของครัวเรือนทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ครัวเรือนลักษณะนี้มีสัดส่วนลดลง โดยในปี 2560 มีสัดส่วนอยู่ที่ 18.2% ของครัวเรือนทั้งประเทศ และเมื่อพิจารณาลักษณะของครัวเรือน พบว่า ครัวเรือนSandwich ส่วนใหญ่เป็นครัวเรือน 3 รุ่น คิดเป็นสัดส่วน 97.1% ขณะที่ครัวเรือน 4 รุ่น มีสัดส่วน 2.9% อีกทั้ง

2. ครัวเรือน Sandwich แม้สมาชิกส่วนใหญ่จะเป็นวัยแรงงาน แต่มีอัตราการพึ่งพิงสูง โดยในปี 2566 วัยแรงงานมีสัดส่วน 53.8% ขณะที่วัยสูงอายุมีสัดส่วน 21.8% และเด็กมีสัดส่วน 24.3%

ทั้งนี้เมื่อพิจารณาโครงสร้างตามช่วงวัยของครัวเรือน Sandwich พบว่า วัยสูงอายุมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ขณะที่วัยแรงงานมีสัดส่วนลดลง ส่งผลให้อัตราการพึ่งพิงของครัวเรือน Sandwich มีสัดส่วนสูง คือ วัยแรงงาน 100 คนต้องดูแลเด็กและผู้สูงอายุรวม 86 คน ขณะที่ครัวเรือนประเภทอื่น (ครัวเรือนคนเดียวและครัวเรือนเดี่ยว)วัยแรงงาน 100 คน ต้องดูแลเด็กและผู้สูงอายุรวมเพียง59 คนเท่านั้น

3. สมาชิกในครัวเรือน Sandwich ส่วนใหญ่เป็นแรงงานนอกระบบ โดย 47.2% ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและเป็นแรงงานทั่วไป (คนทำความสะอาด รับจ้างทั่วไป) ขณะที่หัวหน้าครัวเรือน 31.9% ทำงานส่วนตัวรองลงมาเป็น พนักงานเอกชน ที่ 15.9% และผู้ช่วยธุรกิจในครัวเรือน 11.7% ให้ส่วนใหญ่กว่า 80% ขาดหลักประกันรายได้ที่มั่นคงในยามเกษียณ

ขณะเดียวกัน ครัวเรือน Sandwich ยังเป็นกลุ่มที่มีทรัพย์สินทางการเงินเพื่อการออมน้อย โดย 41.8% ของครัวเรือน Sandwich มีเงินออมมูลค่าน้อยกว่า 20,000 บาทต่อครัวเรือน ทำให้เมื่อสูงวัยจะต้องพึ่งพาสวัสดิการจากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตที่มีคุณภาพ

4. ครัวเรือน Sandwich มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้สูงกว่าคนกลุ่มอื่น โดยครัวเรือน Sandwich มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 31,452 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน ขณะที่มีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 39,414 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือนหรือมีค่าใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคคิดเป็นสัดส่วน 90.1% ของรายได้ ซึ่งสูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับครัวเรือนลักษณะอื่น และค่าเฉลี่ยของประเทศ

ข่าว Sandwich Generation

ปัญหาการเงิน-สุขภาพ ภาระที่ Sandwich Generation ต้องแบกรับ

จากสถานการณ์ข้างต้น แม้ว่าแนวโน้มครัวเรือน Sandwich จะลดลง แต่คนที่เป็นSandwich Generation ยังมีภาระที่ต้องแบกรับ ดังนี้

1. ความเปราะบางทางการเงิน ปี 2566 พบว่าครึ่งหนึ่งหรือ 49.1% ของครัวเรือน Sandwich มีรายได้สุทธิคงเหลือน้อยกว่าร้อยละ 10% ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากอัตราการพึ่งพิงที่ค่อนข้างสูง รวมทั้งแรงงานในครัวเรือนที่มีทักษะต่ำ เป็นแรงงานนอกระบบ อีกทั้งยังต้องดูแลวัยสูงอายุที่มีอายุยืนยาวขึ้น ทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นอีกด้วยจากข้อจำกัดดังกล่าวทำให้ครัวเรือน Sandwich ส่วนใหญ่หรือ 69.8% มีภาระหนี้สิน โดยภาระหนี้สินต่อรายได้ต่อเดือนของครัวเรือนมีสัดส่วน 16.6% สูงกว่าภาพรวมครัวเรือนทั้งประเทศที่อยู่ที่ 13.8%

2. ผลกระทบต่อสุขภาพ กลุ่มคนSandwich Generation นอกจากจะมีปัญหาความเครียดและสุขภาพจิตแล้ว ยังต้องเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรังด้วย ซึ่งเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบการเป็นโรค NCDs จากข้อมูลการสำรวจอนามัยและสวัสดิการของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2566 พบว่า คน Sandwich มีสัดส่วนการเป็นหรือเคยเป็นโรค NCDs (อาทิ โรคเบาหวาน ไทรอยด์ ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไขมันในเส้นเลือด/คอเลสเตอรอลสูง และโรคมะเร็ง) ถึง 33.9% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของหัวหน้าครัวเรือนทั้งประเทศที่อยู่ที่ 23.0%

แนะ 4 แนวทาง ลดภาระ Sandwich Generation

จะเห็นได้ว่าปัญหาและภาระที่คนSandwich Generation ต้องเผชิญค่อนข้างหนักเมื่อเทียบกับคนกลุ่มอื่น นอกจากจะส่งผลต่อตนเองแล้ว ยังอาจส่งผลกระทบต่อสังคมภาพรวมได้ จึงต้องมีแนวทางในการลดภาระที่จะเกิดขึ้นกับครัวเรือน Sandwich ดังนี้

1. การส่งเสริมทักษะทางการเงิน (Financial Literacy) ตั้งแต่ก่อนวัยเกษียณ ทั้งการมีทักษะความรู้และการบริหารจัดการทางการเงิน รวมถึงการป้องกันความเสี่ยง อาทิ การออมเงินเพื่อยามเกษียณ เพื่อลดปัญหาทางการเงินจากรุ่นสู่รุ่นรวมทั้งต้องส่งเสริมทักษะ การบริหารจัดการเมื่อมีหนี้สิน เพื่อให้สามารถปลดหนี้ได้เร็วหรือไม่ติดกับดักหนี้ และการซื้อประกันสุขภาพและประกันชีวิต สำหรับวางแผนเตรียมการดูแลคนในครอบครัวต่อไป

2. การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีงานทำ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ต้องการทำงาน โดยมีกลไกสำคัญ คือการส่งเสริมการฝึกอบรมทักษะแรงงานผู้สูงอายุพร้อมกับการจับคู่งานเชิงรุก เพื่อให้ตรงกับความต้องการของนายจ้างรวมถึงการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนหรือสินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพ ด้าน นายจ้าง ภาครัฐอาจให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นให้นายจ้างเข้าร่วมมาตรการจูงใจทางภาษีเพื่อส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุให้มีเพิ่มขึ้น

3. การใช้บริการผู้ช่วยดูแล (Care Assistant) และเทคโนโลยีในการดูแลสมาชิกในครัวเรือน สำหรับครัวเรือนที่ไม่มีปัญหาทางการเงิน อาจเลือกใช้บริการจ้างผู้ช่วยดูแล รวมถึงการใช้เทคโนโลยี อาทิ หุ่นยนต์อัตโนมัติ อุปกรณ์ Smart Home ช่วยดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน เพื่อช่วยอำนวยความสะดวก แบ่งเบาความกังวล และลดภาระการดูแล อีกทั้งยังช่วยสร้างสมดุลระหว่างชีวิตครอบครัวและการทำงานให้กับแรงงาน

4. การสนับสนุนศูนย์ดูแลเด็กและผู้สูงอายุ โดยเน้นที่การปรับปรุงศูนย์พัฒนาเด็กและศูนย์บริการผู้สูงอายุของภาครัฐหรือการสนับสนุนภาคธุรกิจสำหรับการดำเนินกิจการ เพื่อลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐ โดยอาจให้สิทธิประโยชน์ทางด้านกฎหมาย เพื่อกระตุ้นให้เกิดขยายตัวของธุรกิจรับดูแลเด็กและผู้สูงอายุในพื้นที่เดียวกันมากขึ้น โดยการดูแลในลักษณะการรับฝากดูแลผู้สูงอายุและเด็กชั่วคราวในช่วงระหว่างเวลาทำงานของวัยแรงงานกลุ่มSandwich Generation

📌อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่ 📌

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...