รู้จัก “Sandwich Generation” ผู้รับบทเดอะแบก ไทยมีกว่า 3 ล้านครัวเรือน
ทำความรู้จัก Sandwich Generation ผู้แบกรับภาระการดูแลทั้งเด็กและผู้สูงอายุในครอบครัว ซึ่งไทยมีกว่า 3 ล้านครัวเรือน โดยส่วนใหญ่มีปัญหาการเงินและสุขภาพ สภาพัฒน์ฯ แนะ 4 แนวทางช่วยลดภาระ
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เผยแพร่รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 1 ปี 2567 โดยมีสถานการณ์ทางสังคมที่สำคัญ คือ Sandwich Generation กับการดูแลคนหลายรุ่น ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
แซนด์วิช เจเนอเรชั่น (Sandwich Generation) คืออะไร
แซนด์วิช เจเนอเรชั่น (Sandwich Generation) โดยทั่วไปมักใช้เรียกคนที่อยู่ตรงกลางที่ต้องรับผิดชอบดูแลทั้งพ่อแม่สูงอายุและลูกของตนเอง ทั้งทางการเงิน ร่างกาย และทรัพยากรด้านอื่น ๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากประชากรสูงวัยทั่วโลกเพิ่มขึ้น ขณะที่วัยแรงงานมีจำนวนลดลงหรือเท่าเดิม ทำให้ประชากรของหลายประเทศตกเป็นคนกลุ่มSandwich Generation
โดยจากผลการศึกษากลุ่มSandwich Generation ในสหรัฐอเมริกาของมหาวิทยาลัยมิชิแกน (University of Michigan) พบว่า มีประชากรเกือบ 1 ใน 4 ของประเทศที่ต้องดูแลผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีในเวลาเดียวกัน ส่งผลให้ประชากรกลุ่มนี้มีแนวโน้มมีปัญหาทางการเงินเพิ่มเป็นสองเท่าของประชากรทั่วไป รวมถึงมีแนวโน้มเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตมากกว่าคนที่ดูแลแค่ผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปเท่านั้น
สำหรับประเทศไทย การศึกษาถึงคนกลุ่มนี้ในปัจจุบันยังมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นการสำรวจในระดับพื้นที่และไม่ครอบคลุมทั้งประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดข้อมูลที่เฉพาะเจาะจง แต่จากบริบทสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวในฐานะสถาบันหลักที่ทำหน้าดูแลคุ้มครองสมาชิกในครัวเรือนหรือมีค่านิยมการพึ่งพาอาศัยกัน และมีการดูแลระหว่างรุ่นที่หลากหลาย ทำให้ไทยอาจมีกลุ่มSandwich Generation เป็นจำนวนมาก
ไทยมีครัวเรือน Sandwich กว่า 3 ล้านครัวเรือน
จากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (SES) ของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบลักษณะที่น่าสนใจของครัวเรือน Sandwich ดังนี้
1. ครัวเรือนไทยที่มีลักษณะเป็น Sandwich มีจำนวนทั้งสิ้น 3.4 ล้านครัวเรือน ในปี 2566 หรือคิดเป็นสัดส่วน 14.0% ของครัวเรือนทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ครัวเรือนลักษณะนี้มีสัดส่วนลดลง โดยในปี 2560 มีสัดส่วนอยู่ที่ 18.2% ของครัวเรือนทั้งประเทศ และเมื่อพิจารณาลักษณะของครัวเรือน พบว่า ครัวเรือนSandwich ส่วนใหญ่เป็นครัวเรือน 3 รุ่น คิดเป็นสัดส่วน 97.1% ขณะที่ครัวเรือน 4 รุ่น มีสัดส่วน 2.9% อีกทั้ง
2. ครัวเรือน Sandwich แม้สมาชิกส่วนใหญ่จะเป็นวัยแรงงาน แต่มีอัตราการพึ่งพิงสูง โดยในปี 2566 วัยแรงงานมีสัดส่วน 53.8% ขณะที่วัยสูงอายุมีสัดส่วน 21.8% และเด็กมีสัดส่วน 24.3%
ทั้งนี้เมื่อพิจารณาโครงสร้างตามช่วงวัยของครัวเรือน Sandwich พบว่า วัยสูงอายุมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ขณะที่วัยแรงงานมีสัดส่วนลดลง ส่งผลให้อัตราการพึ่งพิงของครัวเรือน Sandwich มีสัดส่วนสูง คือ วัยแรงงาน 100 คนต้องดูแลเด็กและผู้สูงอายุรวม 86 คน ขณะที่ครัวเรือนประเภทอื่น (ครัวเรือนคนเดียวและครัวเรือนเดี่ยว)วัยแรงงาน 100 คน ต้องดูแลเด็กและผู้สูงอายุรวมเพียง59 คนเท่านั้น
3. สมาชิกในครัวเรือน Sandwich ส่วนใหญ่เป็นแรงงานนอกระบบ โดย 47.2% ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและเป็นแรงงานทั่วไป (คนทำความสะอาด รับจ้างทั่วไป) ขณะที่หัวหน้าครัวเรือน 31.9% ทำงานส่วนตัวรองลงมาเป็น พนักงานเอกชน ที่ 15.9% และผู้ช่วยธุรกิจในครัวเรือน 11.7% ให้ส่วนใหญ่กว่า 80% ขาดหลักประกันรายได้ที่มั่นคงในยามเกษียณ
ขณะเดียวกัน ครัวเรือน Sandwich ยังเป็นกลุ่มที่มีทรัพย์สินทางการเงินเพื่อการออมน้อย โดย 41.8% ของครัวเรือน Sandwich มีเงินออมมูลค่าน้อยกว่า 20,000 บาทต่อครัวเรือน ทำให้เมื่อสูงวัยจะต้องพึ่งพาสวัสดิการจากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตที่มีคุณภาพ
4. ครัวเรือน Sandwich มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้สูงกว่าคนกลุ่มอื่น โดยครัวเรือน Sandwich มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 31,452 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน ขณะที่มีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 39,414 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือนหรือมีค่าใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคคิดเป็นสัดส่วน 90.1% ของรายได้ ซึ่งสูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับครัวเรือนลักษณะอื่น และค่าเฉลี่ยของประเทศ
ปัญหาการเงิน-สุขภาพ ภาระที่ Sandwich Generation ต้องแบกรับ
จากสถานการณ์ข้างต้น แม้ว่าแนวโน้มครัวเรือน Sandwich จะลดลง แต่คนที่เป็นSandwich Generation ยังมีภาระที่ต้องแบกรับ ดังนี้
1. ความเปราะบางทางการเงิน ปี 2566 พบว่าครึ่งหนึ่งหรือ 49.1% ของครัวเรือน Sandwich มีรายได้สุทธิคงเหลือน้อยกว่าร้อยละ 10% ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากอัตราการพึ่งพิงที่ค่อนข้างสูง รวมทั้งแรงงานในครัวเรือนที่มีทักษะต่ำ เป็นแรงงานนอกระบบ อีกทั้งยังต้องดูแลวัยสูงอายุที่มีอายุยืนยาวขึ้น ทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นอีกด้วยจากข้อจำกัดดังกล่าวทำให้ครัวเรือน Sandwich ส่วนใหญ่หรือ 69.8% มีภาระหนี้สิน โดยภาระหนี้สินต่อรายได้ต่อเดือนของครัวเรือนมีสัดส่วน 16.6% สูงกว่าภาพรวมครัวเรือนทั้งประเทศที่อยู่ที่ 13.8%
2. ผลกระทบต่อสุขภาพ กลุ่มคนSandwich Generation นอกจากจะมีปัญหาความเครียดและสุขภาพจิตแล้ว ยังต้องเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรังด้วย ซึ่งเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบการเป็นโรค NCDs จากข้อมูลการสำรวจอนามัยและสวัสดิการของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2566 พบว่า คน Sandwich มีสัดส่วนการเป็นหรือเคยเป็นโรค NCDs (อาทิ โรคเบาหวาน ไทรอยด์ ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไขมันในเส้นเลือด/คอเลสเตอรอลสูง และโรคมะเร็ง) ถึง 33.9% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของหัวหน้าครัวเรือนทั้งประเทศที่อยู่ที่ 23.0%
แนะ 4 แนวทาง ลดภาระ Sandwich Generation
จะเห็นได้ว่าปัญหาและภาระที่คนSandwich Generation ต้องเผชิญค่อนข้างหนักเมื่อเทียบกับคนกลุ่มอื่น นอกจากจะส่งผลต่อตนเองแล้ว ยังอาจส่งผลกระทบต่อสังคมภาพรวมได้ จึงต้องมีแนวทางในการลดภาระที่จะเกิดขึ้นกับครัวเรือน Sandwich ดังนี้
1. การส่งเสริมทักษะทางการเงิน (Financial Literacy) ตั้งแต่ก่อนวัยเกษียณ ทั้งการมีทักษะความรู้และการบริหารจัดการทางการเงิน รวมถึงการป้องกันความเสี่ยง อาทิ การออมเงินเพื่อยามเกษียณ เพื่อลดปัญหาทางการเงินจากรุ่นสู่รุ่นรวมทั้งต้องส่งเสริมทักษะ การบริหารจัดการเมื่อมีหนี้สิน เพื่อให้สามารถปลดหนี้ได้เร็วหรือไม่ติดกับดักหนี้ และการซื้อประกันสุขภาพและประกันชีวิต สำหรับวางแผนเตรียมการดูแลคนในครอบครัวต่อไป
2. การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีงานทำ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ต้องการทำงาน โดยมีกลไกสำคัญ คือการส่งเสริมการฝึกอบรมทักษะแรงงานผู้สูงอายุพร้อมกับการจับคู่งานเชิงรุก เพื่อให้ตรงกับความต้องการของนายจ้างรวมถึงการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนหรือสินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพ ด้าน นายจ้าง ภาครัฐอาจให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นให้นายจ้างเข้าร่วมมาตรการจูงใจทางภาษีเพื่อส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุให้มีเพิ่มขึ้น
3. การใช้บริการผู้ช่วยดูแล (Care Assistant) และเทคโนโลยีในการดูแลสมาชิกในครัวเรือน สำหรับครัวเรือนที่ไม่มีปัญหาทางการเงิน อาจเลือกใช้บริการจ้างผู้ช่วยดูแล รวมถึงการใช้เทคโนโลยี อาทิ หุ่นยนต์อัตโนมัติ อุปกรณ์ Smart Home ช่วยดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน เพื่อช่วยอำนวยความสะดวก แบ่งเบาความกังวล และลดภาระการดูแล อีกทั้งยังช่วยสร้างสมดุลระหว่างชีวิตครอบครัวและการทำงานให้กับแรงงาน
4. การสนับสนุนศูนย์ดูแลเด็กและผู้สูงอายุ โดยเน้นที่การปรับปรุงศูนย์พัฒนาเด็กและศูนย์บริการผู้สูงอายุของภาครัฐหรือการสนับสนุนภาคธุรกิจสำหรับการดำเนินกิจการ เพื่อลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐ โดยอาจให้สิทธิประโยชน์ทางด้านกฎหมาย เพื่อกระตุ้นให้เกิดขยายตัวของธุรกิจรับดูแลเด็กและผู้สูงอายุในพื้นที่เดียวกันมากขึ้น โดยการดูแลในลักษณะการรับฝากดูแลผู้สูงอายุและเด็กชั่วคราวในช่วงระหว่างเวลาทำงานของวัยแรงงานกลุ่มSandwich Generation