โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

29 บริษัท ไทย-อิตาลี บูสต์มูลค่าการค้า 1.9 แสนล้าน เร่งเครื่อง FTA เต็มสูบ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 05 ก.ค. 2567 เวลา 10.31 น. • เผยแพร่ 05 ก.ค. 2567 เวลา 03.31 น.

29 บริษัทชั้นนำ ไทย-อิตาลี ขานรับการลงทุนสองประเทศ ชี้ปี 2566 มูลค่าการค้าทะลัก 1.9 แสนล้านบาท ลุย FTA หนุนไทยฮับอุตสาหกรรมเป้าหมาย

วันที่ 5 กรกฎาคม 2567 *ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่าง ไทย-อิตาลี เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ* ด้วยมูลค่าการค้าร่วมกันในปี 2566 ทั้งสิ้น 5,062.15 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเกือบ 1.9 แสนล้านบาท

ดังนั้น หอการค้าไทย, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสถานทูตอิตาลีประจำประเทศไทย จึงเดินหน้าจัด ประชุมอิตาเลียน-ไทย บิสซิเนส ฟอรั่ม (Italian-Thai Business Forum - ITBF)

โดยมีนักธุรกิจชั้นนำจากประเทศอิตาลีและประเทศไทยเข้าร่วมทั้งหมด 29 บริษัท แบ่งเป็นบริษัทจากอิตาลี 13 บริษัท และบริษัทจากไทย 16 บริษัท ครอบคลุมอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์, การธนาคาร, โครงสร้างพื้นฐานและการขนส่ง, อาหาร, ประกันภัย, น้ำมันและก๊าซ, พลังงานหมุนเวียน,เครื่องจักร, ค้าปลีก, ยาง, ปิโตรเคมี และการท่องเที่ยว เป็นต้น

นางสาวบุษบา จิราธิวัฒน์ ประธานร่วมอิตาเลียน-ไทย บิสซิเนส ฟอรั่ม และที่ปรึกษากลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า การประชุม Italian-Thai Business Forum จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 9 เพื่อสานสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและอิตาลี

รวมทั้งเป็นเวทีที่รวบรวมเหล่าซีอีโอและผู้นำของภาคเอกชนทั้งไทยและอิตาลีได้แสดงศักยภาพและความโดดเด่นของแต่ละบริษัท เพื่อเสริมสร้างโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายหลายแขนง

ช่วยอำนวยประโยชน์ด้านการค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศให้เกิดการขยายความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ โดยอิตาลีถือเป็นประเทศ คู่ค้าอันดับที่ 24 ของไทยและอันดับที่ 3 จากอียู

นายคาร์โล เปเซ็นติ (Mr. Carlo Pesenti) ประธานร่วมอิตาเลียน-ไทย บิสซิเนส ฟอรั่ม และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิตาโมบิลิอาเร กล่าวว่า รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับสมาชิกทุกท่าน

บริษัทอิตาโมบิลิอาเร ให้ความสำคัญกับการลงทุนในบริษัทที่มีศักยภาพการในการเติบโตสูง รวมถึงมีแนวคิดด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการบูรณาการ ESG ในทุกขั้นตอนของการลงทุน

ดังนั้น การมีความเข้าใจอย่างชัดเจนเกี่ยวกับข้อบังคับของยุโรปด้านความยั่งยืน จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเราซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนในการเติบโตร่วมกันต่อไป

นายเกษมสิทธิ์ ปฐมศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด กล่าวถึง GDP ของไทยในไตรมาส 1 ขยายตัว 1.5% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของภาคท่องเที่ยว

นอกจากนี้ ภาครัฐยังชูวิสัยทัศน์ Ignite Thailand เพื่อผลักดัน 8 อุตสาหกรรมเป้าหมายให้ไทยเป็นฮับของภูมิภาค เร่งส่งเสริมการเจรจาเขตการค้าเสรี (Free Trade Area –FTA) ไทย-อียูให้แล้วเสร็จภายในปี 68

รวมทั้งส่งเสริมการลงทุนในไทยผ่านหน่วยงานต่างๆ อาทิ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI (Board of Investment) ออกมาตรการการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% นาน 5 ปี, การยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักร เป็นต้น

ดร. ฟิลิปโป คอร์ซินี ศาสตราจารย์ด้านการจัดการความยั่งยืนจากสถาบัน Scuola Superiore Sant'Anna ให้ความเห็นว่า ภาคธุรกิจมีความสำคัญในการขับเคลื่อนความยั่งยืน

โดยนโยบายสำคัญของสหภาพยุโรป ได้แก่ European Green Deal ที่ตั้งเป้าบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 และลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิอย่างน้อย 55% ภายในปี 2030

นอกจากนี้ยังตระหนักถึงความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งมุ่งเน้นการออกแบบผลิตภัณฑ์และการผลิตที่ยั่งยืน อาทิ สิ่งทอ, บรรจุภัณฑ์, อาหาร เป็นต้น

นายธวัชชัย เศรษฐจินดา รองประธานหอการค้าไทย ให้ข้อมูลว่าสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยได้เน้นย้ำถึงการสานต่อ MOU ระหว่างสภาหอการค้าไทยและสภาหอการค้าอิตาลี(Unioncamere: the Italian Union of Chambers of Commerce, Industry, Crafts and Agriculture) เพื่อผลักดันธุรกิจระดับ SME โดยเฉพาะด้านอาหาร, แฟชั่น (ผ้าไหม), ไลฟ์สไตล์ (เซรามิกและเฟอร์นิเจอร์) สู่ตลาดสากล

สำหรับการประชุมในปีนี้ นักธุรกิจตัวแทนทั้งจากประเทศไทยและอิตาลีได้นำเสนอ ข้อมูลด้านนโยบายและแผนงานด้านธุรกิจของบริษัทให้กับสมาชิก เพื่อต่อยอดโอกาสการค้าการลงทุนร่วมกัน อาทิ

กลุ่มเซ็นทรัล

ห้างรีนาเชนเต สาขาฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ติดอันท็อปเทน ห้างสรรพสินค้าไฮเอนด์ที่ดีที่สุดในโลกในปี 2565 ปัจจุบันรีนาเชนเตมีทั้งหมด 9 สาขา ใน 8 เมือง อาทิ โรม มิลาน ฟลอเรนซ์ ตูริน เป็นต้น

และยังครองอันดับ 1 ด้าน Online Store และ On Demand Chat & Shop โดยมีผู้ใช้บริการมากกว่า 20 ล้านคน มีแบรนด์สินค้าภายในห้างกว่า 3,600 แบรนด์

ทั้งนี้ในปลายปี 67 เตรียมเผยโฉมใหม่ห้างเซ็นทรัลสาขาชิดลม ประเทศไทย อย่างเต็มรูปแบบ ในคอนเซ็ปต์ The Store of Bangkokด้วยงบลงทุนกว่า 4 พันล้านบาท

รวมทั้งกลุ่มเซ็นทรัลยังมุ่งส่งเสริมงานศิลปะด้วยการนำผลงานของศิลปินเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่กลุ่มเซ็นทรัลให้การสนับสนุน จัดแสดงในงาน “เวนิส เบียนนาเล่” ครั้งที่ 60 เทศกาลศิลปะที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในโลกอีกด้วย

ธนาคารกรุงเทพ

เป็นธนาคารที่ใหญ่อันดับ 6 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเชียงใต้ เป็นธนาคารไทยแห่งแรกที่เปิดสาขาในต่างประเทศรวม 14 ประเทศทั่วโลก โดยใน ปี 66-67 มีแผนพัฒนาการบริการให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น อาทิ New Regional iCash, Domestic Blockchain Payment เป็นต้น

อุตสาหกรรมดีสวัสดิ์

ผลิตและส่งออกเฟอร์นิเจอร์ที่เน้นดีไซน์ด้านความยั่งยืน (Sustainable Design) และดำเนินธุรกิจโรงงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเมื่อเมษายนได้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ระดับโลก Salone del Mobile หรือ Milan Design Week ณ เมืองมิลาน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการสร้างสรรค์ผลงานในอนาคต

โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่

บริษัทในเครือของกลุ่ม ปตท. ประกอบธุรกิจหลักในการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า ไอน้ำ เน้นกลยุทธ์ปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดการปล่อยมลพิษ มุ่งพัฒนาโครงการพลังงานสะอาด เช่น พลังงานหมุนเวียน , เทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน (ESS - Energy Storage System)เป็นต้น

กราฟีน ครีเอชั่นส์

กราฟีน เป็นวัสดุคาร์บอนที่ใช้กันแพร่หลายในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ปิโตรเคมี โพลิเมอร์ อิเล็กทรกนิกส์ และเซมิคอนดักเตอร์ โดยตลาดกราฟีนทั่วโลกในปี 2565 มีมูลค่า 864.92 ล้านเหรียญสหรัฐ

และคาดว่าจะมีมูลค่าถึง 3,548.96 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2573 โดยบริษัทฯ มุ่งเน้นใช้เทคโนโลยีเช่น AI ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์และมุ่งสู่ความยั่งยืนในอนาคต

เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์

ผู้ให้บริการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียให้บริการขนส่งที่หลากหลาย เช่น ทางรางผ่านรถไฟความเร็วสูง, ทางอากาศที่สนามบินอู่ตะเภาและสุวรรณภูมิ,ทางรถผ่านมอเตอร์เวย์, ทางทะเลผ่านท่าเรือแหลมฉบังและท่าเรือมาบตาพุด

โดยมีบริการทั้งหมด 9 ประเทศในภูมิภาคอาเซียนและจีน อีกทั้ง ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีแห่งอนาคตมาใช้ในคลังสินค้า อาทิ ASRS , AI, หุ่นยนต์ เป็นต้น

ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี

ผู้นำด้านการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในเอเชีย โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า มีฐานการผลิตทั้งในไทยและต่างประเทศครอบคลุมเขตอุตสาหกรรมหลัก เช่น แหลมฉบัง, ระยอง, นครนายก และสมุทรปราการ รวมถึงจีน อินเดีย ญี่ปุ่น อเมริกา และเวียดนาม

และล่าสุดบริษัทคู่ค้าอย่างดูคาติ (Ducati) ได้ลงทุนตั้งฐานการผลิตที่จังหวัดระยองเมื่อเดือนเมษายน 2567

วัฒนไพศาล เอ็นยิเนียริ่ง

ประกอบธุรกิจผลิตโครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่ อาทิ โรงไฟฟ้า, โรงกลั่นน้ำมัน, โรงปิโตรเคมี, ถังความดัน, และการติดตั้งเครื่องจักรเพื่อส่งออกตะวันออกกลางและสหรัฐอเมริกา

ตัวอย่างความสำเร็จของบริษัท เช่น การผลิตโรงงานน้ำตาลแห่งแรกของไทย (Thai Sugar Mill) โดยปัจจุบันได้ทำงานร่วมกับบริษัทด้านน้ำมันและก๊าซที่มีชื่อเสียง เช่น Exxon, Ineos, Thai Oil เป็นต้น

ไทย-อิตาลี

เกือบ 1 ทศวรรษของความสำเร็จในการประชุม “อิตาเลียน-ไทย บิสซิเนส ฟอรั่ม” ได้แสดงถึงเจตจำนงอันแรงกล้าของทั้งสองฝ่ายในการขยายศักยภาพความร่วมมือด้านการค้า-การลงทุนร่วมกัน

โดยจากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เผยว่าประเทศไทยและอิตาลีมีมูลค่าการค้าในปี 66 รวม 5,062.15 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.32% แบ่งเป็น การส่งออกมูลค่า 2,098.42 ล้านเหรียญสหรัฐ และการนำเข้า มูลค่า 2,963.73 ล้านเหรียญสหรัฐ

📌อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่ 📌

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...