โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จีนเริ่มแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 ตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 4.5–5%

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 56 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
พิธีเปิดการประชุมสมัยที่ 4 ของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีน ชุดที่ 14 จัดขึ้น ณ มหาศาลาประชาชน ในกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของประเทศจีน เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ที่มาภาพ: https://english.news.cn/20260305/fb5ebcd49a6d4aa98017f7792314be3f/c.html

จีนตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ในปีนี้ที่ 4.5–5% และจะมุ่งมั่นให้บรรลุผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นในการปฏิบัติจริง ตามรายงานการทำงานของรัฐบาลที่ยื่นต่อสภานิติบัญญัติสูงสุดของประเทศเพื่อพิจารณา

สำนักข่าว Xinhua รายงานว่า เป้าหมายการพัฒนาหลักในปีนี้ยังรวมถึง

  • อัตราการว่างงานในเขตเมืองที่สำรวจอยู่ที่ประมาณ 5.5%
  • การสร้างงานใหม่ในเมือง มากกว่า 12 ล้านตำแหน่ง
  • ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้นประมาณ 2%
  • รายได้ส่วนบุคคลเติบโต สอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ
  • ดุลการชำระเงินโดยรวมอยู่ในระดับสมดุลพื้นฐาน
  • ผลผลิตธัญพืชประมาณ 700 ล้านตัน
  • การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ลดลงประมาณ 3.8%

การประชุมรัฐสภาประจำปีหรือการประชุม “สองสภา” (Two Sessions) ควบรวม สภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ (National People’s Congress) และ สภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งประชาชนจีน (CPPCC) เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 และการประชุมสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติเริ่มขึ้นในวันที่ 5 มีนาคม 2569 และมีกำหนดปิดการประชุมประจำปีในวันที่ 12 มีนาคม 2569

ปีแรกของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15

นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ผู้แถลงรายงานต่อที่ประชุมเปิดสมัยประชุมที่ 4 ของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ ( National People’s Congress )ชุดที่ 14 ณ กรุงปักกิ่ง ระบุว่า เป้าหมายการเติบโตในปีนี้มีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับ วัตถุประสงค์ระยะยาวของประเทศจนถึงปี 2035 และเป็นไปตามศักยภาพการเติบโตระยะยาวของเศรษฐกิจจีน โดยปัจจุบันมีปัจจัยเกื้อหนุนต่างๆ ที่พร้อมจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายนี้ได้

นอกจากนี้ นายกฯ หลี่ ยังกล่าวว่า รัฐบาลในระดับท้องถิ่นควรคำนึงถึงเงื่อนไขเฉพาะของตนเอง และทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกที่เป็นรูปธรรม จากรายงานของสำนักข่าว China Daily

นายกรัฐมนตรียังย้ำด้วยว่า เป้าหมายต่างๆ ในปีนี้ รวมถึงเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ ได้มีการพิจารณาเผื่อพื้นที่ไว้สำหรับ

  • การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (Structural Adjustments)
  • การป้องกันความเสี่ยง (Risk Prevention)
  • การปฏิรูปด้านต่างๆ (Reform)

เนื่องจากปีนี้ถือเป็น ปีแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (ปี 2026-2030) การวางรากฐานที่มั่นคงในปีนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อปูทางสู่ผลการดำเนินงานที่ดียิ่งขึ้นในปีต่อๆ ไป

นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง กล่าวรายงานการทำงานของรัฐบาลในการประชุมเปิดสมัยที่ 4 ของสภาประชาชนแห่งชาติจีน สมัยที่ 14 ณ มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ที่มาภาพ:https://english.www.gov.cn/news/202603/05/content_WS69a8d825c6d00ca5f9a09861.html

เดินหน้าส่งเสริมการพัฒนาเมืองแบบใหม่ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

จีนจะเดินหน้าผลักดัน การพัฒนาเมืองรูปแบบใหม่ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ต่อไปในปี 2026 นายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง กล่าวขณะรายงานผลการดำเนินงานของรัฐบาลต่อที่ประชุม สมัยที่ 4 ของสภาประชาชนแห่งชาติชุดที่ 14

นายกฯหลี่ระบุว่า “รัฐบาลจะดำเนิน มาตรการที่มีการวางแผนอย่างรอบคอบและเป็นระบบ เพื่อเปิดทางให้ประชาชนที่ย้ายจากชนบทเข้าสู่เมืองสามารถ ได้รับสถานะผู้อยู่อาศัยถาวรในเขตเมือง ได้มากขึ้น”

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า รัฐบาลจะ ปรับปรุงการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานและการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะในระดับอำเภอ (county level) พร้อมทั้งส่งเสริมการพัฒนา อุตสาหกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่ เพื่อผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจของพื้นที่ระดับอำเภอให้มีคุณภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ระบุว่า รัฐบาลจะยังคง ปลดล็อกศักยภาพของเมืองต่าง ๆ อย่างเต็มที่ ปรับปรุง ระบบเมืองสมัยใหม่ (modern urban system) และเดินหน้า การฟื้นฟูเมืองอย่างมีคุณภาพ โดยจะทยอยปรับปรุง ชุมชนที่อยู่อาศัยเก่าในเขตเมือง และ ชุมชนแออัดหรือหมู่บ้านในเมือง (urban villages) อย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลยังมีแผน นำที่ดินรกร้าง ที่อยู่อาศัยที่ว่างเปล่า รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้ใช้งาน กลับมาใช้ประโยชน์ให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร

นายหลี่ เฉียง กล่าวด้วยว่า รัฐบาลจะเร่งผลักดันโครงการต่าง ๆ เพื่อ ยกระดับความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเมือง (urban infrastructure lifelines) พร้อมทั้งปรับปรุง ขีดความสามารถด้านการป้องกันอัคคีภัยและการกู้ภัยสำหรับอาคารสูง

“รัฐบาลจะพัฒนา ชุมชนรูปแบบใหม่ที่เน้นอุตสาหกรรมและกิจกรรมทางธุรกิจ ควบคู่กับการยกระดับ การบริหารจัดการเมืองให้มีความอัจฉริยะ (smart) และมีความละเอียดรอบคอบมากขึ้น เราจะสร้าง เมืองสมัยใหม่ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง” นายกรัฐมนตรีหลี่กล่าว

นโยบายการคลังเชิงรุกมากขึ้น

รายงานการทำงานของรัฐบาลระบุว่า จีนจะดำเนินนโยบายการคลังที่เชิงรุกมากขึ้นในปี 2026ละจะเพิ่มการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลอีก 230,000 ล้านหยวน (ประมาณ 33,290 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) จากระดับของปีที่ผ่านมา

สัดส่วนการขาดดุลงบประมาณต่อ GDP ในปีนี้ถูกกำหนดไว้ที่ประมาณ 4% โดยยอดขาดดุลรวมของรัฐบาลจะอยู่ที่ 5.89 ล้านล้านหยวน

ขณะเดียวกัน รายจ่ายในงบประมาณทั่วไปของภาครัฐคาดว่าจะ แตะระดับ 30 ล้านล้านหยวนเป็นครั้งแรก เพิ่มขึ้นราว 1.27 ล้านล้านหยวน จากระดับปี 2025

ปลดล็อกศักยภาพการลงทุน

รายงานยังระบุว่าจีนจะระดมและปลดล็อกศักยภาพของการลงทุนที่มีประสิทธิผลในปี 2026

งบประมาณของรัฐบาลกลางในปีนี้จะจัดสรรเงินจำนวน 755,000 ล้านหยวน (ประมาณ 109.26 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับการลงทุน ขณะเดียวกันจะระดมเงินอีก 800,000 ล้านหยวน ผ่านการออกพันธบัตรรัฐบาลพิเศษระยะยาวพิเศษ (ultra-long special treasury bonds) เพื่อนำไปใช้ดำเนินยุทธศาสตร์ระดับชาติที่สำคัญและเสริมสร้างขีดความสามารถด้านความมั่นคงในภาคส่วนหลัก

นอกจากนี้ จีนยังจะออก เครื่องมือทางการเงินเชิงนโยบาย(policy-backed financial instruments )รูปแบบใหม่ ที่มีมูลค่ารวม 800,000 ล้านหยวน เพื่อกระตุ้นให้ภาคเอกชนเพิ่มการลงทุนมากขึ้น ตามรายงานดังกล่าว

สำหรับช่วง 5 ปีข้างหน้า จีนจะเร่งจัดตั้งกลไกที่เอื้อต่อการเติบโตจากภายในของการลงทุนที่มีประสิทธิผล ควบคู่กับการรักษาการขยายตัวของการลงทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน ตามร่าง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (ปี 2026-2030) ที่ถูกยื่นต่อสภาในวันเดียวกัน

เปิดประเทศกว้างขึ้น

จีนจะเปิดกว้างสู่โลกภายนอกมากยิ่งขึ้น ตามรายงานการทำงานของรัฐบาลที่ยื่นต่อสภาประชาชนแห่งชาติ

รายงานระบุว่า รัฐบาลจะเดินหน้าขยายการเข้าถึงตลาด และเปิดเสรีในภาคส่วนต่าง ๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ ภาคบริการ

ในปีนี้ จีนจะขยาย โครงการนำร่องการเปิดเสรี ในหลายสาขา เช่น

  • บริการโทรคมนาคมมูลค่าเพิ่ม (value-added telecom services)
  • เทคโนโลยีชีวภาพ (biotechnology)
  • โรงพยาบาลที่ต่างชาติถือหุ้นได้ทั้งหมด (wholly foreign-owned hospitals)

นอกจากนี้ จีนจะดำเนินมาตรการอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อ ขยายการเปิดเสรีในภาคดิจิทัล พร้อมทั้งปรับลด บัญชีรายชื่อข้อจำกัด (negative list) สำหรับการค้าบริการข้ามพรมแดน

ในช่วงปี 2026-2030 จีนจะปรับปรุงกลไกการคุ้มครอง ทรัพย์สินทางปัญญา ให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศมากขึ้น ตามร่าง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (ปี 2026-2030) ที่ยื่นต่อสภาในวันเดียวกัน

มุมมองจากนักวิเคราะห์และสถาบันวิจัย

บรรดานักวิเคราะห์ระบุว่า เป้าหมายในปี 2026 สะท้อนถึง แนวทางที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง (Pragmatic Approach) ของรัฐบาลจีน ในการยอมรับความท้าทาย ทั้งในเชิงโครงสร้างและเชิงวัฏจักรที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับสองของโลกกำลังเผชิญอยู่ ในขณะเดียวกันก็ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนอัตราการเติบโตที่เหมาะสมเพื่อให้สอดคล้องกับการ พัฒนาที่มีคุณภาพสูง (High-quality development)

ซุน เสวียกง (Sun Xuegong) ผู้อำนวยการทั่วไปแผนกศึกษาและให้คำปรึกษาด้านนโยบาย แห่งสถาบันวิจัยมหภาคแห่งชาติจีน (Chinese Academy of Macroeconomic Research) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยในสังกัดคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) กล่าวว่า การกำหนดเป้าหมายการเติบโตของ GDP ในปีนี้ไว้ที่ระหว่าง 4.5-5% ถือเป็นตัวเลขที่ ‘สมเหตุสมผลและมีความจำเป็น’

หากจีนต้องการ เพิ่มจีดีพีต่อหัว (per capita GDP) ให้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากระดับปี 2020 ภายในปี 2035 เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาให้ทันสมัยในระบอบสังคมนิยม ซุน ระบุว่า เศรษฐกิจจีนต้องเติบโตเฉลี่ยประมาณ 4.2% ต่อปีในช่วงหลายปีข้างหน้า ซึ่งทำให้เป้าหมายการเติบโตในปีนี้ถือเป็นสิ่งจำเป็น

ซุนกล่าวว่า เป้าหมายดังกล่าว สามารถบรรลุได้ โดยให้เหตุผลว่านโยบายเศรษฐกิจมหภาคยังคงมีแนวโน้มได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยวางรากฐานให้ การบริโภคขยายตัวอย่างมั่นคง และอาจนำไปสู่ การฟื้นตัวของการลงทุน

ขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์ยังชี้ว่า การปรับลดเป้าหมายการเติบโตของจีดีพีในปี 2026 ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจจีนกำลังสูญเสียแรงขับเคลื่อนการเติบโต แม้เครื่องยนต์แบบดั้งเดิม เช่น ภาคอสังหาริมทรัพย์และปัจจัยด้านโครงสร้างประชากร จะเริ่มอ่อนแรงลง แต่แรงขับเคลื่อนใหม่กำลังก่อตัวขึ้น ได้แก่

  • การใช้จ่ายเพื่อการบริโภค
  • การเพิ่มผลิตภาพจากนวัตกรรม
  • การขยายตัวของภาคบริการ

มาร์แชลล์ มิลส์ (Marshall Mills) ผู้แทนประจำอาวุโสของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประจำจีน ระบุว่า ปัจจัยด้าน อุปสงค์ อุปทาน และการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง สามารถผสานกันเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนได้ และยังมีศักยภาพในการขยายตัวอีกมากในช่วงของ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15

มิลส์กล่าวว่า ในด้าน อุปสงค์ (Demand) ระดับเงินออมที่อยู่ในระดับสูงของจีนสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพขนาดใหญ่ที่ การบริโภคภาคเอกชน จะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน ในด้าน อุปทาน (Supply) การเดินหน้าปฏิรูปเชิงลึกเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของการจัดสรรทรัพยากร จะช่วยให้ นวัตกรรมสามารถถูกแปลงไปสู่การเพิ่มผลิตภาพ ในภาคเศรษฐกิจในวงกว้างยิ่งขึ้น

เป้า GDP ต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990

สถานีโทรทัศน์ CNBC รายงานว่า การที่จีนประกาศตั้ง เป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สำหรับปี 2026 ไว้ที่ 4.5%–5% นั้นถือเป็น ระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1990 ขณะที่รัฐบาลปักกิ่งต้องรับมือกับแรงกดดันจาก ภาวะเงินฝืดที่ยืดเยื้อ และ ความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ

เป้าหมายดังกล่าวระบุไว้ใน รายงานการทำงานของรัฐบาล ที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี โดยถือเป็นการ ปรับลดจากเป้าหมาย “ประมาณ 5%” ที่ใช้มาตลอดในช่วง สามปีที่ผ่านมา และเป็น เป้าหมายการเติบโตที่ต่ำที่สุดเท่าที่จีนเคยกำหนดไว้ สำหรับเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับสองของโลก นับตั้งแต่เริ่มมีการตั้งเป้าหมายอย่างเป็นทางการ ยกเว้นในปี 2020 ซึ่งรัฐบาลจีน ไม่ได้กำหนดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19

สำหรับ เป้าหมายการขาดดุลงบประมาณซึ่งคงไว้ที่ “ประมาณ 4% ของ GDP” เท่ากับปีที่ผ่านมานั้น ยังถือเป็น ะดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี 2010 ตามข้อมูลของ Wind Information

เป้าหมายการขาดดุลที่ระดับ 4% ซึ่งถูกกำหนดครั้งแรกในปี 2025 ก่อนหน้านี้ ระดับการขาดดุลงบประมาณสูงสุดอยู่ที่ 3.6% ของ GDP ในปี 2020

ผู้กำหนดนโยบายของจีนยังคง เป้าหมายเงินเฟ้อผู้บริโภครายปีไว้ที่ “ประมาณ 2%” โดยระดับเป้าหมายนี้ถูกกำหนดขึ้นครั้งแรกในปี 2025 และถือเป็น ระดับต่ำที่สุดในรอบกว่า 20 ปี สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลปักกิ่งยอมรับโดยนัยว่า อุปสงค์ภายในประเทศยังคงอ่อนแอ

เป้าหมายเงินเฟ้อดังกล่าวมีลักษณะเป็น เพดาน (ceiling) มากกว่าจะเป็นตัวเลขที่จำเป็นต้องบรรลุให้ได้

ตลอดทั้งปี 2025 อัตราการเติบโตของราคาสินค้าโดยรวม แทบไม่เปลี่ยนแปลง และอยู่ที่เพียง 0.7% หากไม่นับรวมราคาอาหารและพลังงาน ท่ามกลางความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังคงอยู่ในระดับอ่อนแอ.

งบประมาณด้านกลาโหมปี 2026 ชะลอตัวลงเหลือ 7%

จีนคาดว่าจะชะลอการเพิ่มงบประมาณกลาโหมลงเหลือ 7% ในปี 2026 ตามร่างรายงานงบประมาณที่ยื่นต่อสภาประชาชนแห่งชาติ (NPC) เพื่อพิจารณา

ตัวเลขดังกล่าวถือเป็น ปีที่ 11 ติดต่อกันที่งบประมาณกลาโหมของจีนเพิ่มขึ้นในระดับเลขหลักเดียว โดยอัตราการเพิ่มงบยังคงอยู่ที่ 7.2% ในช่วงปี 2023–2025

ตามร่างรายงานงบประมาณปี 2026 จีนจะจัดสรรงบประมาณประมาณ 1.9 ล้านล้านหยวน (ราว 275,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับด้านการป้องกันประเทศ

รายงานระบุว่า ค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมของจีนยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับตัวชี้วัดสำคัญหลายด้าน เช่น สัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมต่อประชากร และค่าใช้จ่ายต่อกำลังพลทางทหาร

จีนยังคงรักษาระดับงบกลาโหม ต่ำกว่า 1.5% ของ GDP มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี

การประเมินของ องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ระบุว่า เกือบทุกประเทศสมาชิกสามารถบรรลุเป้าหมายการใช้จ่ายด้านกลาโหมที่ 2% ของ GDP ในปี 2025 และยังมีแผนเพิ่มงบดังกล่าวเป็น 5% ของ GDP ภายในปี 2035

ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของจีน ได้เพิ่มงบประมาณกลาโหม ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 และงบดังกล่าวเพิ่มขึ้นประมาณ 60% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ในปีงบประมาณ 2025 ค่าใช้จ่ายด้านกลาโหม ต่อหัวประชากร และ ต่อกำลังพลทหาร ของญี่ปุ่น สูงกว่าของจีนถึง 3 เท่า และ มากกว่าสองเท่า ตามลำดับ

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกที่เพิ่มขึ้น ผู้สังเกตการณ์คาดว่า ค่าใช้จ่ายด้านทหารทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นอีกในปีนี้ โดยประเทศตะวันตกจะเป็นกลุ่มที่เพิ่มงบประมาณมากที่สุด

จีนยืนยันว่า การปรับงบประมาณกลาโหมเพื่อรองรับความต้องการด้านความมั่นคงแห่งชาติเป็น สิทธิอธิปไตยของประเทศ และการเพิ่มงบด้านทหารอย่าง ค่อยเป็นค่อยไปและในระดับที่เหมาะสม มีเป้าหมายเพื่อปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ด้านการพัฒนาของประเทศในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

จีนยังย้ำว่า ประเทศดำเนิน นโยบายกลาโหมเชิงป้องกัน และเป็นประเทศมหาอำนาจเพียงแห่งเดียวที่ระบุหลักการ “การพัฒนาอย่างสันติ” ไว้อย่างชัดเจนทั้งในรัฐธรรมนูญและกฎบัตรของพรรคที่ปกครองประเทศ

นอกจากนี้ จีนยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาสันติภาพโลก โดยเป็น ผู้สนับสนุนงบประมาณภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติรายใหญ่อันดับสองของโลก และเป็น ประเทศที่ส่งกำลังพลเข้าร่วมภารกิจมากที่สุดในบรรดาสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council)

เจ้าหน้าที่จีนระบุว่า ไม่ว่าประเทศจะพัฒนาไปถึงระดับใด จีนจะไม่แสวงหาความเป็นเจ้าโลก และจะไม่ดำเนินนโยบายขยายอำนาจเหนือประเทศอื่น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...