จีนเริ่มแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 ตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 4.5–5%
จีนตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ในปีนี้ที่ 4.5–5% และจะมุ่งมั่นให้บรรลุผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นในการปฏิบัติจริง ตามรายงานการทำงานของรัฐบาลที่ยื่นต่อสภานิติบัญญัติสูงสุดของประเทศเพื่อพิจารณา
สำนักข่าว Xinhua รายงานว่า เป้าหมายการพัฒนาหลักในปีนี้ยังรวมถึง
- อัตราการว่างงานในเขตเมืองที่สำรวจอยู่ที่ประมาณ 5.5%
- การสร้างงานใหม่ในเมือง มากกว่า 12 ล้านตำแหน่ง
- ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้นประมาณ 2%
- รายได้ส่วนบุคคลเติบโต สอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ
- ดุลการชำระเงินโดยรวมอยู่ในระดับสมดุลพื้นฐาน
- ผลผลิตธัญพืชประมาณ 700 ล้านตัน
- การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ลดลงประมาณ 3.8%
การประชุมรัฐสภาประจำปีหรือการประชุม “สองสภา” (Two Sessions) ควบรวม สภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ (National People’s Congress) และ สภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งประชาชนจีน (CPPCC) เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 และการประชุมสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติเริ่มขึ้นในวันที่ 5 มีนาคม 2569 และมีกำหนดปิดการประชุมประจำปีในวันที่ 12 มีนาคม 2569
ปีแรกของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15
นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ผู้แถลงรายงานต่อที่ประชุมเปิดสมัยประชุมที่ 4 ของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติ ( National People’s Congress )ชุดที่ 14 ณ กรุงปักกิ่ง ระบุว่า เป้าหมายการเติบโตในปีนี้มีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับ วัตถุประสงค์ระยะยาวของประเทศจนถึงปี 2035 และเป็นไปตามศักยภาพการเติบโตระยะยาวของเศรษฐกิจจีน โดยปัจจุบันมีปัจจัยเกื้อหนุนต่างๆ ที่พร้อมจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายนี้ได้
นอกจากนี้ นายกฯ หลี่ ยังกล่าวว่า รัฐบาลในระดับท้องถิ่นควรคำนึงถึงเงื่อนไขเฉพาะของตนเอง และทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกที่เป็นรูปธรรม จากรายงานของสำนักข่าว China Daily
นายกรัฐมนตรียังย้ำด้วยว่า เป้าหมายต่างๆ ในปีนี้ รวมถึงเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ ได้มีการพิจารณาเผื่อพื้นที่ไว้สำหรับ
- การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (Structural Adjustments)
- การป้องกันความเสี่ยง (Risk Prevention)
- การปฏิรูปด้านต่างๆ (Reform)
เนื่องจากปีนี้ถือเป็น ปีแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (ปี 2026-2030) การวางรากฐานที่มั่นคงในปีนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อปูทางสู่ผลการดำเนินงานที่ดียิ่งขึ้นในปีต่อๆ ไป
เดินหน้าส่งเสริมการพัฒนาเมืองแบบใหม่ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
จีนจะเดินหน้าผลักดัน การพัฒนาเมืองรูปแบบใหม่ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ต่อไปในปี 2026 นายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียง กล่าวขณะรายงานผลการดำเนินงานของรัฐบาลต่อที่ประชุม สมัยที่ 4 ของสภาประชาชนแห่งชาติชุดที่ 14
นายกฯหลี่ระบุว่า “รัฐบาลจะดำเนิน มาตรการที่มีการวางแผนอย่างรอบคอบและเป็นระบบ เพื่อเปิดทางให้ประชาชนที่ย้ายจากชนบทเข้าสู่เมืองสามารถ ได้รับสถานะผู้อยู่อาศัยถาวรในเขตเมือง ได้มากขึ้น”
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า รัฐบาลจะ ปรับปรุงการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานและการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะในระดับอำเภอ (county level) พร้อมทั้งส่งเสริมการพัฒนา อุตสาหกรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่ เพื่อผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจของพื้นที่ระดับอำเภอให้มีคุณภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ระบุว่า รัฐบาลจะยังคง ปลดล็อกศักยภาพของเมืองต่าง ๆ อย่างเต็มที่ ปรับปรุง ระบบเมืองสมัยใหม่ (modern urban system) และเดินหน้า การฟื้นฟูเมืองอย่างมีคุณภาพ โดยจะทยอยปรับปรุง ชุมชนที่อยู่อาศัยเก่าในเขตเมือง และ ชุมชนแออัดหรือหมู่บ้านในเมือง (urban villages) อย่างต่อเนื่อง
รัฐบาลยังมีแผน นำที่ดินรกร้าง ที่อยู่อาศัยที่ว่างเปล่า รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้ใช้งาน กลับมาใช้ประโยชน์ให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร
นายหลี่ เฉียง กล่าวด้วยว่า รัฐบาลจะเร่งผลักดันโครงการต่าง ๆ เพื่อ ยกระดับความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเมือง (urban infrastructure lifelines) พร้อมทั้งปรับปรุง ขีดความสามารถด้านการป้องกันอัคคีภัยและการกู้ภัยสำหรับอาคารสูง
“รัฐบาลจะพัฒนา ชุมชนรูปแบบใหม่ที่เน้นอุตสาหกรรมและกิจกรรมทางธุรกิจ ควบคู่กับการยกระดับ การบริหารจัดการเมืองให้มีความอัจฉริยะ (smart) และมีความละเอียดรอบคอบมากขึ้น เราจะสร้าง เมืองสมัยใหม่ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง” นายกรัฐมนตรีหลี่กล่าว
นโยบายการคลังเชิงรุกมากขึ้น
รายงานการทำงานของรัฐบาลระบุว่า จีนจะดำเนินนโยบายการคลังที่เชิงรุกมากขึ้นในปี 2026 และจะเพิ่มการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลอีก 230,000 ล้านหยวน (ประมาณ 33,290 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) จากระดับของปีที่ผ่านมา
สัดส่วนการขาดดุลงบประมาณต่อ GDP ในปีนี้ถูกกำหนดไว้ที่ประมาณ 4% โดยยอดขาดดุลรวมของรัฐบาลจะอยู่ที่ 5.89 ล้านล้านหยวน
ขณะเดียวกัน รายจ่ายในงบประมาณทั่วไปของภาครัฐคาดว่าจะ แตะระดับ 30 ล้านล้านหยวนเป็นครั้งแรก เพิ่มขึ้นราว 1.27 ล้านล้านหยวน จากระดับปี 2025
ปลดล็อกศักยภาพการลงทุน
รายงานยังระบุว่าจีนจะระดมและปลดล็อกศักยภาพของการลงทุนที่มีประสิทธิผลในปี 2026
งบประมาณของรัฐบาลกลางในปีนี้จะจัดสรรเงินจำนวน 755,000 ล้านหยวน (ประมาณ 109.26 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับการลงทุน ขณะเดียวกันจะระดมเงินอีก 800,000 ล้านหยวน ผ่านการออกพันธบัตรรัฐบาลพิเศษระยะยาวพิเศษ (ultra-long special treasury bonds) เพื่อนำไปใช้ดำเนินยุทธศาสตร์ระดับชาติที่สำคัญและเสริมสร้างขีดความสามารถด้านความมั่นคงในภาคส่วนหลัก
นอกจากนี้ จีนยังจะออก เครื่องมือทางการเงินเชิงนโยบาย(policy-backed financial instruments )รูปแบบใหม่ ที่มีมูลค่ารวม 800,000 ล้านหยวน เพื่อกระตุ้นให้ภาคเอกชนเพิ่มการลงทุนมากขึ้น ตามรายงานดังกล่าว
สำหรับช่วง 5 ปีข้างหน้า จีนจะเร่งจัดตั้งกลไกที่เอื้อต่อการเติบโตจากภายในของการลงทุนที่มีประสิทธิผล ควบคู่กับการรักษาการขยายตัวของการลงทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน ตามร่าง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (ปี 2026-2030) ที่ถูกยื่นต่อสภาในวันเดียวกัน
เปิดประเทศกว้างขึ้น
จีนจะเปิดกว้างสู่โลกภายนอกมากยิ่งขึ้น ตามรายงานการทำงานของรัฐบาลที่ยื่นต่อสภาประชาชนแห่งชาติ
รายงานระบุว่า รัฐบาลจะเดินหน้าขยายการเข้าถึงตลาด และเปิดเสรีในภาคส่วนต่าง ๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ ภาคบริการ
ในปีนี้ จีนจะขยาย โครงการนำร่องการเปิดเสรี ในหลายสาขา เช่น
- บริการโทรคมนาคมมูลค่าเพิ่ม (value-added telecom services)
- เทคโนโลยีชีวภาพ (biotechnology)
- โรงพยาบาลที่ต่างชาติถือหุ้นได้ทั้งหมด (wholly foreign-owned hospitals)
นอกจากนี้ จีนจะดำเนินมาตรการอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อ ขยายการเปิดเสรีในภาคดิจิทัล พร้อมทั้งปรับลด บัญชีรายชื่อข้อจำกัด (negative list) สำหรับการค้าบริการข้ามพรมแดน
ในช่วงปี 2026-2030 จีนจะปรับปรุงกลไกการคุ้มครอง ทรัพย์สินทางปัญญา ให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศมากขึ้น ตามร่าง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 (ปี 2026-2030) ที่ยื่นต่อสภาในวันเดียวกัน
มุมมองจากนักวิเคราะห์และสถาบันวิจัย
บรรดานักวิเคราะห์ระบุว่า เป้าหมายในปี 2026 สะท้อนถึง แนวทางที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง (Pragmatic Approach) ของรัฐบาลจีน ในการยอมรับความท้าทาย ทั้งในเชิงโครงสร้างและเชิงวัฏจักรที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับสองของโลกกำลังเผชิญอยู่ ในขณะเดียวกันก็ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนอัตราการเติบโตที่เหมาะสมเพื่อให้สอดคล้องกับการ พัฒนาที่มีคุณภาพสูง (High-quality development)
ซุน เสวียกง (Sun Xuegong) ผู้อำนวยการทั่วไปแผนกศึกษาและให้คำปรึกษาด้านนโยบาย แห่งสถาบันวิจัยมหภาคแห่งชาติจีน (Chinese Academy of Macroeconomic Research) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยในสังกัดคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) กล่าวว่า การกำหนดเป้าหมายการเติบโตของ GDP ในปีนี้ไว้ที่ระหว่าง 4.5-5% ถือเป็นตัวเลขที่ ‘สมเหตุสมผลและมีความจำเป็น’“
หากจีนต้องการ เพิ่มจีดีพีต่อหัว (per capita GDP) ให้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากระดับปี 2020 ภายในปี 2035 เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาให้ทันสมัยในระบอบสังคมนิยม ซุน ระบุว่า เศรษฐกิจจีนต้องเติบโตเฉลี่ยประมาณ 4.2% ต่อปีในช่วงหลายปีข้างหน้า ซึ่งทำให้เป้าหมายการเติบโตในปีนี้ถือเป็นสิ่งจำเป็น
ซุนกล่าวว่า เป้าหมายดังกล่าว สามารถบรรลุได้ โดยให้เหตุผลว่านโยบายเศรษฐกิจมหภาคยังคงมีแนวโน้มได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยวางรากฐานให้ การบริโภคขยายตัวอย่างมั่นคง และอาจนำไปสู่ การฟื้นตัวของการลงทุน
ขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์ยังชี้ว่า การปรับลดเป้าหมายการเติบโตของจีดีพีในปี 2026 ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจจีนกำลังสูญเสียแรงขับเคลื่อนการเติบโต แม้เครื่องยนต์แบบดั้งเดิม เช่น ภาคอสังหาริมทรัพย์และปัจจัยด้านโครงสร้างประชากร จะเริ่มอ่อนแรงลง แต่แรงขับเคลื่อนใหม่กำลังก่อตัวขึ้น ได้แก่
- การใช้จ่ายเพื่อการบริโภค
- การเพิ่มผลิตภาพจากนวัตกรรม
- การขยายตัวของภาคบริการ
มาร์แชลล์ มิลส์ (Marshall Mills) ผู้แทนประจำอาวุโสของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประจำจีน ระบุว่า ปัจจัยด้าน อุปสงค์ อุปทาน และการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง สามารถผสานกันเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนได้ และยังมีศักยภาพในการขยายตัวอีกมากในช่วงของ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15
มิลส์กล่าวว่า ในด้าน อุปสงค์ (Demand) ระดับเงินออมที่อยู่ในระดับสูงของจีนสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพขนาดใหญ่ที่ การบริโภคภาคเอกชน จะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน ในด้าน อุปทาน (Supply) การเดินหน้าปฏิรูปเชิงลึกเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของการจัดสรรทรัพยากร จะช่วยให้ นวัตกรรมสามารถถูกแปลงไปสู่การเพิ่มผลิตภาพ ในภาคเศรษฐกิจในวงกว้างยิ่งขึ้น
เป้า GDP ต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990
สถานีโทรทัศน์ CNBC รายงานว่า การที่จีนประกาศตั้ง เป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สำหรับปี 2026 ไว้ที่ 4.5%–5% นั้นถือเป็น ระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1990 ขณะที่รัฐบาลปักกิ่งต้องรับมือกับแรงกดดันจาก ภาวะเงินฝืดที่ยืดเยื้อ และ ความตึงเครียดทางการค้ากับสหรัฐฯ
เป้าหมายดังกล่าวระบุไว้ใน รายงานการทำงานของรัฐบาล ที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี โดยถือเป็นการ ปรับลดจากเป้าหมาย “ประมาณ 5%” ที่ใช้มาตลอดในช่วง สามปีที่ผ่านมา และเป็น เป้าหมายการเติบโตที่ต่ำที่สุดเท่าที่จีนเคยกำหนดไว้ สำหรับเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับสองของโลก นับตั้งแต่เริ่มมีการตั้งเป้าหมายอย่างเป็นทางการ ยกเว้นในปี 2020 ซึ่งรัฐบาลจีน ไม่ได้กำหนดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19
สำหรับ เป้าหมายการขาดดุลงบประมาณซึ่งคงไว้ที่ “ประมาณ 4% ของ GDP” เท่ากับปีที่ผ่านมานั้น ยังถือเป็น ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี 2010 ตามข้อมูลของ Wind Information
เป้าหมายการขาดดุลที่ระดับ 4% ซึ่งถูกกำหนดครั้งแรกในปี 2025 ก่อนหน้านี้ ระดับการขาดดุลงบประมาณสูงสุดอยู่ที่ 3.6% ของ GDP ในปี 2020
ผู้กำหนดนโยบายของจีนยังคง เป้าหมายเงินเฟ้อผู้บริโภครายปีไว้ที่ “ประมาณ 2%” โดยระดับเป้าหมายนี้ถูกกำหนดขึ้นครั้งแรกในปี 2025 และถือเป็น ระดับต่ำที่สุดในรอบกว่า 20 ปี สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลปักกิ่งยอมรับโดยนัยว่า อุปสงค์ภายในประเทศยังคงอ่อนแอ
เป้าหมายเงินเฟ้อดังกล่าวมีลักษณะเป็น เพดาน (ceiling) มากกว่าจะเป็นตัวเลขที่จำเป็นต้องบรรลุให้ได้
ตลอดทั้งปี 2025 อัตราการเติบโตของราคาสินค้าโดยรวม แทบไม่เปลี่ยนแปลง และอยู่ที่เพียง 0.7% หากไม่นับรวมราคาอาหารและพลังงาน ท่ามกลางความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังคงอยู่ในระดับอ่อนแอ.
งบประมาณด้านกลาโหมปี 2026 ชะลอตัวลงเหลือ 7%
จีนคาดว่าจะชะลอการเพิ่มงบประมาณกลาโหมลงเหลือ 7% ในปี 2026 ตามร่างรายงานงบประมาณที่ยื่นต่อสภาประชาชนแห่งชาติ (NPC) เพื่อพิจารณา
ตัวเลขดังกล่าวถือเป็น ปีที่ 11 ติดต่อกันที่งบประมาณกลาโหมของจีนเพิ่มขึ้นในระดับเลขหลักเดียว โดยอัตราการเพิ่มงบยังคงอยู่ที่ 7.2% ในช่วงปี 2023–2025
ตามร่างรายงานงบประมาณปี 2026 จีนจะจัดสรรงบประมาณประมาณ 1.9 ล้านล้านหยวน (ราว 275,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับด้านการป้องกันประเทศ
รายงานระบุว่า ค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมของจีนยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับตัวชี้วัดสำคัญหลายด้าน เช่น สัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมต่อประชากร และค่าใช้จ่ายต่อกำลังพลทางทหาร
จีนยังคงรักษาระดับงบกลาโหม ต่ำกว่า 1.5% ของ GDP มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี
การประเมินของ องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ระบุว่า เกือบทุกประเทศสมาชิกสามารถบรรลุเป้าหมายการใช้จ่ายด้านกลาโหมที่ 2% ของ GDP ในปี 2025 และยังมีแผนเพิ่มงบดังกล่าวเป็น 5% ของ GDP ภายในปี 2035
ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของจีน ได้เพิ่มงบประมาณกลาโหม ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 และงบดังกล่าวเพิ่มขึ้นประมาณ 60% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
ในปีงบประมาณ 2025 ค่าใช้จ่ายด้านกลาโหม ต่อหัวประชากร และ ต่อกำลังพลทหาร ของญี่ปุ่น สูงกว่าของจีนถึง 3 เท่า และ มากกว่าสองเท่า ตามลำดับ
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกที่เพิ่มขึ้น ผู้สังเกตการณ์คาดว่า ค่าใช้จ่ายด้านทหารทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นอีกในปีนี้ โดยประเทศตะวันตกจะเป็นกลุ่มที่เพิ่มงบประมาณมากที่สุด
จีนยืนยันว่า การปรับงบประมาณกลาโหมเพื่อรองรับความต้องการด้านความมั่นคงแห่งชาติเป็น สิทธิอธิปไตยของประเทศ และการเพิ่มงบด้านทหารอย่าง ค่อยเป็นค่อยไปและในระดับที่เหมาะสม มีเป้าหมายเพื่อปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ด้านการพัฒนาของประเทศในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
จีนยังย้ำว่า ประเทศดำเนิน นโยบายกลาโหมเชิงป้องกัน และเป็นประเทศมหาอำนาจเพียงแห่งเดียวที่ระบุหลักการ “การพัฒนาอย่างสันติ” ไว้อย่างชัดเจนทั้งในรัฐธรรมนูญและกฎบัตรของพรรคที่ปกครองประเทศ
นอกจากนี้ จีนยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาสันติภาพโลก โดยเป็น ผู้สนับสนุนงบประมาณภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติรายใหญ่อันดับสองของโลก และเป็น ประเทศที่ส่งกำลังพลเข้าร่วมภารกิจมากที่สุดในบรรดาสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council)
เจ้าหน้าที่จีนระบุว่า ไม่ว่าประเทศจะพัฒนาไปถึงระดับใด จีนจะไม่แสวงหาความเป็นเจ้าโลก และจะไม่ดำเนินนโยบายขยายอำนาจเหนือประเทศอื่น