เรือดำน้ำมะกันจมเรือรบอิหร่านนอกชายฝั่งศรีลังกา ตาย 87 ศพ
เรือดำน้ำของสหรัฐฯ ยิงตอร์ปิโดและจมเรือรบอิหร่านนอกชายฝั่งศรีลังกา ขณะที่หลายประเทศถูกดึงเข้าสู่สงครามในตะวันออกกลาง
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกำลังแบกศพของลูกเรือชาวอิหร่านที่เสียชีวิตจากการโจมตีด้วยตอร์ปิโดของสหรัฐฯ ต่อเรือฟริเกต 'IRIS Dena' นอกชายฝั่งทางใต้ของศรีลังกา ที่ห้องเก็บศพของโรงพยาบาลคาราปิติยาในเมืองกัลเล เมื่อวันที่ 4 มีนาคม (Photo by Ishara S. KODIKARA / AFP)
เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันพุธที่ 4 มีนาคม 2569 กล่าวว่า อิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ต่อเมืองหลวงของอิหร่านและทั่วเลบานอน ด้านกลุ่มฮิซบุลเลาะห์ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐบาลเตหะรานได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายในอิสราเอล รวมถึงฐานทัพทหารใกล้เทลอาวีฟ
ในอีกด้านหนึ่ง กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่านโจมตีกลุ่มติดอาวุธที่เป็นปรปักษ์ต่อสาธารณรัฐอิสลามในเขตปกครองตนเองของชาวเคิร์ดในอิรัก
สงครามที่ปะทุขึ้นจากการโจมตีครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่สังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ทำให้เกิดการตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและโดรนข้ามอ่าวเปอร์เซีย
เมืองต่างๆ เช่น ดูไบและริยาด ซึ่งภาคภูมิใจในความปลอดภัยจากความวุ่นวายในภูมิภาคมานาน ก็ถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย โดยความโกลาหลที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ละเว้นประเทศใดๆ ในบริเวณใกล้เคียงกับอิหร่านและที่อื่นๆ
พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯประกาศว่า เรือดำน้ำของสหรัฐฯ ยิงตอร์ปิโดใส่เรือรบอิหร่านในมหาสมุทรอินเดีย ระหว่างการโจมตีที่เรียกว่า "ความตายอย่างเงียบๆ"
นี่เป็นการจมเรือข้าศึกด้วยตอร์ปิโดครั้งแรกของสหรัฐฯ นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง
"เช่นเดียวกับในสงครามนั้น เรากำลังต่อสู้เพื่อชัยชนะ" เฮกเซธกล่าว
กองทัพเรือศรีลังกากู้ร่างลูกเรือได้ 87 ศพจากน่านน้ำใกล้เมืองกัลเลทางตอนใต้ แต่ยังคงมีผู้สูญหายอีก 61 คน
เรือรบลำดังกล่าวเดินทางมาเข้าร่วมการฝึกซ้อมทางทหารที่ท่าเรือวิศาขาปัตตนัมทางตะวันออกของอินเดีย และการโจมตีเกิดขึ้นห่างจากเมืองกัลเลไปทางใต้เพียง 40 กิโลเมตร
อีกฟากหนึ่ง ขีปนาวุธที่ยิงจากอิหร่านถูกทำลายโดยระบบป้องกันภัยทางอากาศของนาโต ขณะกำลังมุ่งหน้าไปยังน่านฟ้าของตุรเคีย ท่ามกลางการประณามจากนาโตและรัฐบาลอังการา
เจ้าหน้าที่ตุรเคียรายหนึ่งกล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ประเทศของเขาไม่ใช่เป้าหมายของขีปนาวุธ แต่ขีปนาวุธนั้นเบี่ยงเบนเส้นทางและมุ่งเป้าไปที่ฐานทัพในไซปรัส
ในอ่าวเปอร์เซีย กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติของอิหร่านเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์รับรองว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ พร้อมที่จะคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านเส้นทางน้ำดังกล่าว
ก่อนหน้านี้ กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติได้เตือนเรือต่างๆ ไม่ให้เข้าสู่ช่องแคบ และบริษัทขนส่งรายใหญ่หลายแห่งได้ระงับการขนส่งผ่านเส้นทางน้ำดังกล่าวแล้ว โดยหน่วยงานทางทะเลรายงานว่ามีเรือหลายลำถูกโจมตี
ในเลบานอนซึ่งกลุ่มฮิซบุลเลาะห์เลือกเดินเข้าสู่สงคราม อิสราเอลได้ขยายการโจมตีทางอากาศ โดยมุ่งเป้าไปที่พื้นที่รอบทำเนียบประธานาธิบดีและฐานที่มั่นของกลุ่มติดอาวุธในเบรุตตอนใต้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 11 ราย
กองทัพอิสราเอลยังได้เตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ทางใต้ของแม่น้ำลิตานีในเลบานอนซึ่งเป็นพื้นที่หลายร้อยตารางกิโลเมตร ให้ทำการอพยพ โดยระบุว่ากองทัพจำเป็นต้องใช้ปฏิบัติการทางทหารต่อกลุ่มฮิซบุลเลาะห์ในพื้นที่ดังกล่าว
ขณะเดียวกัน อิหร่านได้ประกาศว่ารัฐพิธีศพของคาเมเนอีที่วางแผนไว้ในวันพุธได้ถูกเลื่อนออกไป
รัฐบาลเตหะรานกำลังพยายามแต่งตั้งผู้นำสูงสุดคนใหม่โดยเร็วที่สุด อิสราเอลได้ประกาศไว้แล้วว่าจะลอบสังหารผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากคาเมเนอี
ซาอุดีอาระเบียได้สกัดกั้นขีปนาวุธร่อน 2 ลูก รวมถึงโดรนที่มุ่งเป้าไปที่โรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ 'Ras Tanura' ของตน ขณะที่โดรนโจมตีใกล้สถานกงสุลสหรัฐฯ ในดูไบทำให้เกิดไฟไหม้ และขีปนาวุธลูกหนึ่งโจมตีฐานทัพสหรัฐฯในกาตาร์
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และกาตาร์ได้สกัดกั้นโดรนและขีปนาวุธที่ยิงมาในวันเดียวกัน โดยยูเออีถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธ 3 ลูกและโดรน 129 ลำ แต่สามารถสกัดกั้นได้ 121 ลำ
คูเวตก็ถูกโจมตีเช่นกัน โดยกระทรวงสาธารณสุขประกาศการเสียชีวิตของเด็กหญิงอายุ 11 ปีที่ถูกสะเก็ดระเบิด
ทั้งนี้ มีผู้เสียชีวิตสะสม 13 รายแล้วในประเทศต่างๆ รอบอ่าวเปอร์เซียตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศการเสียชีวิตของทหารอเมริกัน 6 นาย ตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดย 4 นายเสียชีวิตในคูเวต
สหรัฐฯ สนับสนุนให้ชาวอเมริกันทุกคนออกจากภูมิภาคนี้หากสามารถหาเที่ยวบินพาณิชย์ได้ แม้ว่าการเดินทางทางอากาศจะหยุดชะงักอย่างหนัก ขณะที่รัฐบาลต่างๆ รวมถึงอังกฤษและฝรั่งเศสได้ส่งเครื่องบินเช่าเหมาลำเพื่ออพยพพลเมืองของตนออกไป
อิหร่านได้สาบานซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าจะตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลอย่างเต็มกำลัง และผู้ที่ให้ความช่วยเหลือศัตรูของประเทศ จะถูกจัดการอย่างเด็ดขาดและรุนแรง
ในกรุงเตหะราน ประชาชนจำนวนมากยังคงหลบซ่อนอยู่ภายในบ้านเรือนด้วยความหวาดกลัวการทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ และอิสราเอล
โดยปกติแล้วเมืองหลวงของอิหร่านมีประชากรประมาณ 10 ล้านคน แต่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมามีคนเหลือน้อยมากจนเหมือนไม่มีใครเคยอาศัยอยู่ที่นี่มาก่อน.