เปิด 3 ฉากทัศน์สงครามอิหร่าน หากบานปลาย SET มีสิทธิ์ร่วงแรงแตะ 1,200 จุด
นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดมุมมองต่อประเด็นความขัดแย้งตะวันออกกลางว่า ทางฝ่ายประเมินความเสี่ยงของสงครามยืดเยื้อ (forever war) ที่เพิ่มสูงขึ้นต่อผลกระทบเศรษฐกิจโลก และตลาดหุ้นไทย
จุดเริ่มต้นจากการที่ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ พาสหรัฐฯ เข้าไปพัวพันกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างมาก ทรัมป์หาเสียงภายใต้นโยบาย “America First” และให้คำมั่นว่าจะไม่มีสงครามในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเดือนพฤศจิกายน 2024 แต่เพียงหนึ่งปีเศษหลังจากนั้น สหรัฐกลับเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งทางทหารหลายแห่ง และสงครามอิหร่านในปัจจุบันถือเป็นความขัดแย้งที่ใหญ่ที่สุดจนถึงขณะนี้
สงครามครั้งนี้เป็น “สงครามที่เลือกจะทำ” (war of choice) โดยทรัมป์ เริ่มปฏิบัติการทางทหารโดยไม่มีการรับรองจากสภาคองเกรส และไม่ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตร NATO คำกล่าวอ้างเบื้องต้นว่า อิหร่านมีศักยภาพยิงขีปนาวุธถึงแผ่นดินสหรัฐ ถูกหน่วยข่าวกรองปฏิเสธ และเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ก็เปลี่ยนไปเป็น การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง (regime change)
ความไม่สอดคล้องดังกล่าวยังดำเนินต่อไป เมื่อรัฐมนตรีกลาโหม ปีเตอร์ ไบรอัน เฮกเซท ระบุว่าสงครามจะไม่เป็นสงครามไม่มีที่สิ้นสุด ขณะที่ทรัมป์กล่าวแยกต่างหากว่าสงครามอาจยืดเยื้อ และพร้อมดำเนินนโยบายแบบ “whatever it takes” คล้ายแนวทางของ มารีโอ ดรากี อดีตนายกรัฐมนตรีอิตาลี
เมื่อการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ใกล้เข้ามา การขาดความชัดเจนเชิงยุทธศาสตร์ถือเป็นความเสี่ยงต่อรัฐบาลทรัมป์ หากสงครามยืดเยื้อ (ต่างจากการประเมินเบื้องต้นว่าเป็นปฏิบัติการสั้น) อาจกระทบห่วงโซ่อุปทานโลก ดันเงินเฟ้อสูงขึ้น ในช่วงที่ชาวอเมริกันกำลังเผชิญวิกฤตค่าครองชีพ
เหนือสิ่งอื่นใด ความเสี่ยงที่จะกลายเป็น “สงครามอิรักภาคสอง” อาจสร้างภาระงบประมาณราว 2.9 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นภาระที่ประเทศยากจะรับได้ในภาวะหนี้สาธารณะสูงเป็นประวัติการณ์
ผลกระทบต่อประเทศมหาอำนาจ
อิหร่าน : จะเดินเกมอย่างไรต่อนั้น มองว่าอิหร่านประกาศชัดว่าจะไม่เจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งไม่น่าแปลกใจจากระดับความไม่ไว้วางใจที่สูงมาก แนวทางที่เป็นไปได้ ได้แก่ อิหร่านอาจเลือกเล่นเกมยาว ทำให้สงครามยืดเยื้อ โดยไม่จำเป็นต้องชนะทางทหาร แต่ชนะในเชิงการเมือง
หากทำให้สงครามกลายเป็นภาระที่สหรัฐฯ แบกรับไม่ได้ ทั้งจากความสูญเสียและเงินเฟ้อที่พุ่งจากการหยุดชะงักของการขนส่งโลก หรืออิหร่านรอให้ประเทศเพื่อนบ้านที่มั่งคั่งในอ่าวเปอร์เซียกดดันสหรัฐฯ ให้ยุติสงคราม เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านอิหร่านกำลังสร้างภาพลักษณ์จากความมั่นคงเพื่อดึงดูดการท่องเที่ยวและการลงทุน
ในแง่ของผลกระทบเศรษฐกิจมหภาคจากราคาน้ำมันที่พุ่ง ราคาน้ำมันที่พุ่งต่อเนื่องจะส่งผ่านสู่เศรษฐกิจจริงผ่านต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น การบีบตัวของกำไร ภาวะการเงินที่ตึงตัว และการบริโภคที่อ่อนแรง
แต่ตัวแปรสำคัญคือ ระยะเวลาของการหยุดชะงัก โดยเฉพาะหากกระทบเส้นทางยุทธศาสตร์อย่างช่องแคบฮอร์มุซ การพุ่งขึ้นชั่วคราวอาจบริหารจัดการได้ แต่หากยืดเยื้อจะกลายเป็น shock ต่อการเติบโต
สหรัฐ : สหรัฐฯ พึ่งพาตลาดโลกน้อยกว่าเศรษฐกิจหลักอื่นๆ เนื่องจากมีฐานการผลิตพลังงานภายในประเทศสูง ความเสี่ยงด้านอุปทานโดยตรงจึงจำกัด อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะดันเงินเฟ้อผ่านราคาน้ำมันเบนซินและค่าขนส่ง และอาจทำให้เส้นทางการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ซับซ้อนขึ้น ความเสี่ยงหลักจึงอยู่ที่ “เงินเฟ้อ”
สหภาพยุโรป : หลังเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ยุโรปลดการพึ่งพาพลังงานลงอย่างมีนัยสำคัญ ค่าใช้จ่ายนำเข้าพลังงานลดลงใกล้ระดับต่ำสุดทางประวัติศาสตร์เมื่อเทียบกับ GDP จากประสิทธิภาพพลังงาน การกระจายแหล่งนำเข้า และพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น ทำให้ภูมิภาคมีภูมิคุ้มกันมากกว่าวัฏจักรก่อนหน้า
ญี่ปุ่น : มีความอ่อนไหวสูงต่อความเสี่ยงตะวันออกกลาง มากกว่า 90% ของน้ำมันดิบมาจากภูมิภาคนี้ และส่วนใหญ่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ การหยุดชะงักยืดเยื้อจะกดดันดุลการค้า ค่าเงินเยน และต้นทุนภาคการผลิต
เอเชีย : เกาหลีใต้และไต้หวันยังมีความเสี่ยงสูง ขณะที่ออสเตรเลียและอินโดนีเซียมีภูมิคุ้มกันมากกว่าเพราะเป็นผู้ผลิตพลังงาน อินเดียได้รับผลกระทบผ่านดุลบัญชีเดินสะพัด เงินเฟ้อ และฐานะการคลัง โดยน้ำมันรัสเซียราคาลดช่วยบรรเทาบางส่วน
ไทย : ข้อมูล ณ 23 ก.พ.-1 มี.ค. 2569 ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปที่เก็บไว้ในประเทศประมาณ 4,877-4,925 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอกับการใช้งานภายในประเทศ ราว 38 วัน ตามการคำนวณล่าสุดของกระทรวงพลังงาน
นอกจากนี้ ยังมีน้ำมันที่กำลังขนส่งอยู่ (in-transit) ซึ่งสินค้าที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้วประมาณ 1,666-1,746 ล้านลิตร (ราว 22-23 วัน) รวมทั้งมีจากแหล่งอื่นประมาณ 1,117 ล้านลิตร (ราว 23 วัน) รวมแล้วไทยมีน้ำมันสำรองทั้งหมดประมาณ 7,660-7,795 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอรองรับความต้องการพลังงานภายในประเทศ ประมาณ 60-61 วัน
ส่วนปริมาณสำรอง LNG ยังไม่ได้ระบุเป็นวันการใช้งานอย่างชัดเจน แต่กระทรวงพลังงานกำลังติดตามการขนส่ง LNG อย่างใกล้ชิด โดยมีเรือ LNG จำนวนหลายลำที่กำลังเดินทางเข้าสู่ไทย และยังไม่กระทบต่อสำรองปัจจุบัน กระทรวงพลังงานมีแผนเพิ่มสัดส่วนการจัดหา LNG จากหลายแหล่ง เพื่อรับมือความเสี่ยงหากสถานการณ์ตึงเครียดยืดเยื้อ
ในแง่ของผลกระทบต่อตลาดหุ้น (Equities) นั้น มองว่าวิกฤตอิหร่านส่งผลกระทบผ่าน 3 ช่องทางหลัก คือ Equity risk premium สูงขึ้น, การหยุดชะงักตลาดพลังงาน, การปรับตัวของค่าเงิน ซึ่งปฏิกิริยาแรกมักเป็นการปรับลดเพื่อสะท้อนความไม่แน่นอน ดัชนีความผันผวน เช่น VIX มักพุ่งขึ้น และดัชนีราคาหุ้นจะร่วงก่อน
ในเชิงกลยุทธ์ มองว่าวิกฤตนี้อาจเร่งธีมการลงทุนระยะยาวในบางธีม อาทิเช่น กลาโหม ความมั่นคงพลังงาน แร่ยุทธศาสตร์ พลังงานนิวเคลียร์ โครงข่ายไฟฟ้า และการย้ายฐานการผลิต เป็นต้น ให้ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น
อุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์
- กลุ่มกลาโหม ด้วยความตึงเครียดผลักดันงบกลาโหมโลกสู่ 3.3 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2030 เกิด ยุคทองหลายปี การใช้กระสุนป้องกันภัยทางอากาศเพิ่มขึ้นเร่งวัฏจักรกระสุน (ammunition super-cycle) บริษัทกลาโหมรายใหญ่ได้ประโยชน์จาก backlog และกระแสเงินสด ขณะเดียวกันบริษัทเทคโนโลยีป้องกันประเทศด้าน AI, โดรน และระบบอัตโนมัติก็มี upside สูง
- กลุ่มพลังงาน หากช่องแคบฮอร์มุซ (คิดเป็น 25-30% ของการค้าน้ำมันโลก) ถูกปิด ราคาน้ำมันอาจทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอาจแตะ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากยืดเยื้อ บริษัทน้ำมันครบวงจร (integrated majors) จะได้ประโยชน์จากรายได้ และ margin ที่สูงขึ้น สำหรับหุ้นเด่นของไทยเป็น PTTEP รองลงมาเป็น PTT
- กลุ่ม Healthcare ได้ประโยชน์จากความต้องการทางการแพทย์ช่วงสงคราม และอุปสงค์ที่ไม่ยืดหยุ่นตามวัฏจักรเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังมีแรงหนุนระยะยาวจากสังคมสูงวัย โดยสัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปคาดเพิ่มจาก 19.3% ในปี 2025 เป็น 20.4% ในปี 2030 และ 21.4% ในปี 2035 อย่างไรก็ตาม สำหรับธุรกิจโรงพยาบาลของไทย จะได้รับผลกระทบทางลบในระยะสั้นกับโรงพยาบาลพรีเมียม ที่มีสัดส่วนรายได้จากคนไข้ตะวันออกกลางสูง ได้แก่ BH (25% ของรายได้รวม) และ PR9 (11% ของรายได้รวม)
Worse Case เจอกันแถว 1,200 จุด
สำหรับผลกระทบต่อ SET Index นั้น ทางฝ่ายได้ทำการวิเคราะห์การปรับตัวของ SET Index อันเกิดจากสงครามอิหร่านไว้ 3 กรณี คือ
- กรณีฐาน (Base Case) SET Index มีการอ่อนตัวลงจากระดับปิด 27 ก.พ. 2569 ไม่เกิน -8% กล่าวคือ ไม่หลุด 1,400 จุด โดยมีสมมติฐานว่าสงครามจะไม่ยืดเยื้อ ไม่แผ่ขยายไปในวงกว้าง และจบภายใน 4-6 สัปดาห์
- กรณีแย่ (Bear Case) ดัชนีอ่อนตัวลง -9% ถึง -14% ลงไปที่ 1,300 จุดต้นๆ โดยมีสมมติฐานว่าสงครามยืดเยื้อเกินกว่า 6 สัปดาห์ แต่ไม่แผ่ขยายออกไปนอกตะวันออกกลาง
- กรณีที่แย่ที่สุด (Worse Case) SET ร่วงลง -15% ถึง -20% ลงไปที่ 1,200 จุดต้นๆ โดยมีสมมติฐานว่า สงครามยืดเยื้อ และลุกลามออกนอกพื้นที่ตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกผ่านราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และทิศทางเงินเฟ้อ ขณะที่ตลาดการเงินทั่วโลกมีแนวโน้มเผชิญความผันผวนเพิ่มขึ้นในระยะสั้น
สำหรับตลาดหุ้นไทย ทิศทางดัชนียังคงขึ้นอยู่กับระยะเวลาของสงครามและการลุกลามของสถานการณ์ โดยในกรณีฐานคาดว่า SET Index จะอ่อนตัวจำกัด แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อหรือขยายวงกว้าง อาจกดดันดัชนีปรับตัวลงลึกได้มากขึ้น
ท่ามกลางความไม่แน่นอนดังกล่าว การติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินทิศทางตลาดและความเสี่ยงของการลงทุนในระยะต่อไป.