โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิด 3 ฉากทัศน์สงครามอิหร่าน หากบานปลาย SET มีสิทธิ์ร่วงแรงแตะ 1,200 จุด

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดมุมมองต่อประเด็นความขัดแย้งตะวันออกกลางว่า ทางฝ่ายประเมินความเสี่ยงของสงครามยืดเยื้อ (forever war) ที่เพิ่มสูงขึ้นต่อผลกระทบเศรษฐกิจโลก และตลาดหุ้นไทย

จุดเริ่มต้นจากการที่ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ พาสหรัฐฯ เข้าไปพัวพันกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างมาก ทรัมป์หาเสียงภายใต้นโยบาย “America First” และให้คำมั่นว่าจะไม่มีสงครามในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเดือนพฤศจิกายน 2024 แต่เพียงหนึ่งปีเศษหลังจากนั้น สหรัฐกลับเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งทางทหารหลายแห่ง และสงครามอิหร่านในปัจจุบันถือเป็นความขัดแย้งที่ใหญ่ที่สุดจนถึงขณะนี้

สงครามครั้งนี้เป็น “สงครามที่เลือกจะทำ” (war of choice) โดยทรัมป์ เริ่มปฏิบัติการทางทหารโดยไม่มีการรับรองจากสภาคองเกรส และไม่ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตร NATO คำกล่าวอ้างเบื้องต้นว่า อิหร่านมีศักยภาพยิงขีปนาวุธถึงแผ่นดินสหรัฐ ถูกหน่วยข่าวกรองปฏิเสธ และเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ก็เปลี่ยนไปเป็น การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง (regime change)

ความไม่สอดคล้องดังกล่าวยังดำเนินต่อไป เมื่อรัฐมนตรีกลาโหม ปีเตอร์ ไบรอัน เฮกเซท ระบุว่าสงครามจะไม่เป็นสงครามไม่มีที่สิ้นสุด ขณะที่ทรัมป์กล่าวแยกต่างหากว่าสงครามอาจยืดเยื้อ และพร้อมดำเนินนโยบายแบบ “whatever it takes” คล้ายแนวทางของ มารีโอ ดรากี อดีตนายกรัฐมนตรีอิตาลี

เมื่อการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ใกล้เข้ามา การขาดความชัดเจนเชิงยุทธศาสตร์ถือเป็นความเสี่ยงต่อรัฐบาลทรัมป์ หากสงครามยืดเยื้อ (ต่างจากการประเมินเบื้องต้นว่าเป็นปฏิบัติการสั้น) อาจกระทบห่วงโซ่อุปทานโลก ดันเงินเฟ้อสูงขึ้น ในช่วงที่ชาวอเมริกันกำลังเผชิญวิกฤตค่าครองชีพ

เหนือสิ่งอื่นใด ความเสี่ยงที่จะกลายเป็น “สงครามอิรักภาคสอง” อาจสร้างภาระงบประมาณราว 2.9 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นภาระที่ประเทศยากจะรับได้ในภาวะหนี้สาธารณะสูงเป็นประวัติการณ์

ผลกระทบต่อประเทศมหาอำนาจ

อิหร่าน : จะเดินเกมอย่างไรต่อนั้น มองว่าอิหร่านประกาศชัดว่าจะไม่เจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งไม่น่าแปลกใจจากระดับความไม่ไว้วางใจที่สูงมาก แนวทางที่เป็นไปได้ ได้แก่ อิหร่านอาจเลือกเล่นเกมยาว ทำให้สงครามยืดเยื้อ โดยไม่จำเป็นต้องชนะทางทหาร แต่ชนะในเชิงการเมือง

หากทำให้สงครามกลายเป็นภาระที่สหรัฐฯ แบกรับไม่ได้ ทั้งจากความสูญเสียและเงินเฟ้อที่พุ่งจากการหยุดชะงักของการขนส่งโลก หรืออิหร่านรอให้ประเทศเพื่อนบ้านที่มั่งคั่งในอ่าวเปอร์เซียกดดันสหรัฐฯ ให้ยุติสงคราม เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านอิหร่านกำลังสร้างภาพลักษณ์จากความมั่นคงเพื่อดึงดูดการท่องเที่ยวและการลงทุน

ในแง่ของผลกระทบเศรษฐกิจมหภาคจากราคาน้ำมันที่พุ่ง ราคาน้ำมันที่พุ่งต่อเนื่องจะส่งผ่านสู่เศรษฐกิจจริงผ่านต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น การบีบตัวของกำไร ภาวะการเงินที่ตึงตัว และการบริโภคที่อ่อนแรง

แต่ตัวแปรสำคัญคือ ระยะเวลาของการหยุดชะงัก โดยเฉพาะหากกระทบเส้นทางยุทธศาสตร์อย่างช่องแคบฮอร์มุซ การพุ่งขึ้นชั่วคราวอาจบริหารจัดการได้ แต่หากยืดเยื้อจะกลายเป็น shock ต่อการเติบโต

สหรัฐ : สหรัฐฯ พึ่งพาตลาดโลกน้อยกว่าเศรษฐกิจหลักอื่นๆ เนื่องจากมีฐานการผลิตพลังงานภายในประเทศสูง ความเสี่ยงด้านอุปทานโดยตรงจึงจำกัด อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะดันเงินเฟ้อผ่านราคาน้ำมันเบนซินและค่าขนส่ง และอาจทำให้เส้นทางการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ซับซ้อนขึ้น ความเสี่ยงหลักจึงอยู่ที่ “เงินเฟ้อ”

สหภาพยุโรป : หลังเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ยุโรปลดการพึ่งพาพลังงานลงอย่างมีนัยสำคัญ ค่าใช้จ่ายนำเข้าพลังงานลดลงใกล้ระดับต่ำสุดทางประวัติศาสตร์เมื่อเทียบกับ GDP จากประสิทธิภาพพลังงาน การกระจายแหล่งนำเข้า และพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น ทำให้ภูมิภาคมีภูมิคุ้มกันมากกว่าวัฏจักรก่อนหน้า

ญี่ปุ่น : มีความอ่อนไหวสูงต่อความเสี่ยงตะวันออกกลาง มากกว่า 90% ของน้ำมันดิบมาจากภูมิภาคนี้ และส่วนใหญ่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ การหยุดชะงักยืดเยื้อจะกดดันดุลการค้า ค่าเงินเยน และต้นทุนภาคการผลิต

เอเชีย : เกาหลีใต้และไต้หวันยังมีความเสี่ยงสูง ขณะที่ออสเตรเลียและอินโดนีเซียมีภูมิคุ้มกันมากกว่าเพราะเป็นผู้ผลิตพลังงาน อินเดียได้รับผลกระทบผ่านดุลบัญชีเดินสะพัด เงินเฟ้อ และฐานะการคลัง โดยน้ำมันรัสเซียราคาลดช่วยบรรเทาบางส่วน

ไทย : ข้อมูล ณ 23 ก.พ.-1 มี.ค. 2569 ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปที่เก็บไว้ในประเทศประมาณ 4,877-4,925 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอกับการใช้งานภายในประเทศ ราว 38 วัน ตามการคำนวณล่าสุดของกระทรวงพลังงาน

นอกจากนี้ ยังมีน้ำมันที่กำลังขนส่งอยู่ (in-transit) ซึ่งสินค้าที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้วประมาณ 1,666-1,746 ล้านลิตร (ราว 22-23 วัน) รวมทั้งมีจากแหล่งอื่นประมาณ 1,117 ล้านลิตร (ราว 23 วัน) รวมแล้วไทยมีน้ำมันสำรองทั้งหมดประมาณ 7,660-7,795 ล้านลิตร ซึ่งเพียงพอรองรับความต้องการพลังงานภายในประเทศ ประมาณ 60-61 วัน

ส่วนปริมาณสำรอง LNG ยังไม่ได้ระบุเป็นวันการใช้งานอย่างชัดเจน แต่กระทรวงพลังงานกำลังติดตามการขนส่ง LNG อย่างใกล้ชิด โดยมีเรือ LNG จำนวนหลายลำที่กำลังเดินทางเข้าสู่ไทย และยังไม่กระทบต่อสำรองปัจจุบัน กระทรวงพลังงานมีแผนเพิ่มสัดส่วนการจัดหา LNG จากหลายแหล่ง เพื่อรับมือความเสี่ยงหากสถานการณ์ตึงเครียดยืดเยื้อ

ในแง่ของผลกระทบต่อตลาดหุ้น (Equities) นั้น มองว่าวิกฤตอิหร่านส่งผลกระทบผ่าน 3 ช่องทางหลัก คือ Equity risk premium สูงขึ้น, การหยุดชะงักตลาดพลังงาน, การปรับตัวของค่าเงิน ซึ่งปฏิกิริยาแรกมักเป็นการปรับลดเพื่อสะท้อนความไม่แน่นอน ดัชนีความผันผวน เช่น VIX มักพุ่งขึ้น และดัชนีราคาหุ้นจะร่วงก่อน

ในเชิงกลยุทธ์ มองว่าวิกฤตนี้อาจเร่งธีมการลงทุนระยะยาวในบางธีม อาทิเช่น กลาโหม ความมั่นคงพลังงาน แร่ยุทธศาสตร์ พลังงานนิวเคลียร์ โครงข่ายไฟฟ้า และการย้ายฐานการผลิต เป็นต้น ให้ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้น

อุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์

  • กลุ่มกลาโหม ด้วยความตึงเครียดผลักดันงบกลาโหมโลกสู่ 3.3 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2030 เกิด ยุคทองหลายปี การใช้กระสุนป้องกันภัยทางอากาศเพิ่มขึ้นเร่งวัฏจักรกระสุน (ammunition super-cycle) บริษัทกลาโหมรายใหญ่ได้ประโยชน์จาก backlog และกระแสเงินสด ขณะเดียวกันบริษัทเทคโนโลยีป้องกันประเทศด้าน AI, โดรน และระบบอัตโนมัติก็มี upside สูง
  • กลุ่มพลังงาน หากช่องแคบฮอร์มุซ (คิดเป็น 25-30% ของการค้าน้ำมันโลก) ถูกปิด ราคาน้ำมันอาจทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอาจแตะ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากยืดเยื้อ บริษัทน้ำมันครบวงจร (integrated majors) จะได้ประโยชน์จากรายได้ และ margin ที่สูงขึ้น สำหรับหุ้นเด่นของไทยเป็น PTTEP รองลงมาเป็น PTT
  • กลุ่ม Healthcare ได้ประโยชน์จากความต้องการทางการแพทย์ช่วงสงคราม และอุปสงค์ที่ไม่ยืดหยุ่นตามวัฏจักรเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังมีแรงหนุนระยะยาวจากสังคมสูงวัย โดยสัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปคาดเพิ่มจาก 19.3% ในปี 2025 เป็น 20.4% ในปี 2030 และ 21.4% ในปี 2035 อย่างไรก็ตาม สำหรับธุรกิจโรงพยาบาลของไทย จะได้รับผลกระทบทางลบในระยะสั้นกับโรงพยาบาลพรีเมียม ที่มีสัดส่วนรายได้จากคนไข้ตะวันออกกลางสูง ได้แก่ BH (25% ของรายได้รวม) และ PR9 (11% ของรายได้รวม)

Worse Case เจอกันแถว 1,200 จุด

สำหรับผลกระทบต่อ SET Index นั้น ทางฝ่ายได้ทำการวิเคราะห์การปรับตัวของ SET Index อันเกิดจากสงครามอิหร่านไว้ 3 กรณี คือ

  • กรณีฐาน (Base Case) SET Index มีการอ่อนตัวลงจากระดับปิด 27 ก.พ. 2569 ไม่เกิน -8% กล่าวคือ ไม่หลุด 1,400 จุด โดยมีสมมติฐานว่าสงครามจะไม่ยืดเยื้อ ไม่แผ่ขยายไปในวงกว้าง และจบภายใน 4-6 สัปดาห์
  • กรณีแย่ (Bear Case) ดัชนีอ่อนตัวลง -9% ถึง -14% ลงไปที่ 1,300 จุดต้นๆ โดยมีสมมติฐานว่าสงครามยืดเยื้อเกินกว่า 6 สัปดาห์ แต่ไม่แผ่ขยายออกไปนอกตะวันออกกลาง
  • กรณีที่แย่ที่สุด (Worse Case) SET ร่วงลง -15% ถึง -20% ลงไปที่ 1,200 จุดต้นๆ โดยมีสมมติฐานว่า สงครามยืดเยื้อ และลุกลามออกนอกพื้นที่ตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกผ่านราคาพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และทิศทางเงินเฟ้อ ขณะที่ตลาดการเงินทั่วโลกมีแนวโน้มเผชิญความผันผวนเพิ่มขึ้นในระยะสั้น

สำหรับตลาดหุ้นไทย ทิศทางดัชนียังคงขึ้นอยู่กับระยะเวลาของสงครามและการลุกลามของสถานการณ์ โดยในกรณีฐานคาดว่า SET Index จะอ่อนตัวจำกัด แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อหรือขยายวงกว้าง อาจกดดันดัชนีปรับตัวลงลึกได้มากขึ้น

ท่ามกลางความไม่แน่นอนดังกล่าว การติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินทิศทางตลาดและความเสี่ยงของการลงทุนในระยะต่อไป.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...