วิสัยทัศน์ Rail Economy จาก ‘เพื่อไทย’ สร้างรถไฟทางคู่ให้ครอบคลุม ให้เอกชนใช้ราง ถ้าทำสำเร็จ จะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศ
หนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอในการเลือกตั้ง 2569 คือการสร้าง ‘เศรษฐกิจระบบราง’ ให้ครอบคลุมประเทศไทย เป็นยุทธศาสตร์ที่พลิกเกมการแข่งขันของประเทศ ผ่านการลดต้นทุนโลจิสติกส์ ปลดล็อกกฎหมายให้เอกชนสามารถใช้รางร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ ขณะเดียวกันยังวางแผนพัฒนาพื้นที่รอบสถานีรถไฟ (Transit Oriented Development) ไปควบคู่กับการพัฒนาที่อยู่อาศัยราคาถูกรอบสถานีรถไฟ
ทั้งนี้นโยบายดังกล่าวจะถูกเรียกว่าชุดนโยบาย Rail Economy โดย ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทยและอดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี อธิบายที่มาผ่านรายการ House of Cards LIVE ทาง The Momentum ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการขนส่งสินค้าทางรางเพียง 1% เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่น ส่งผลให้ต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยอยู่ในระดับสูง พรรคเพื่อไทยจึงวางแผนผลักดันโครงการรถไฟทางคู่ (Dual Track) ให้ครบ 4,000 กิโลเมตรทั่วประเทศ เพื่อแก้ปัญหาคอขวดที่รถไฟต้องหยุดรอหลีกทางกัน ซึ่งจะช่วยให้การบริหารเวลาแม่นยำและเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้า
โดยภาพรวม หากสามารถเพิ่มสัดส่วนการขนส่งทางรางจาก 1% เป็น 10% จะช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งของประเทศได้เกือบ 5 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะการส่งเสริมระบบ Cold Chain Logistics หรือการขนส่งตู้แช่เย็นสำหรับสินค้าเกษตรมูลค่าสูง เช่น สมุนไพร ดอกไม้ ปศุสัตว์ และสินค้าประมง ที่จะช่วยคงความสดจากฟาร์มสู่ผู้บริโภคในราคาที่ถูกลง และยังเก็บคุณภาพความสดใหม่ได้ด้วย
“สมัยก่อนเราล้อกันว่าจะทำรถไฟขนผัก จริงๆ ในญี่ปุ่น ในจีน ทำให้เราเห็นแล้วว่า รถไฟขนผักจริงๆ นะ สตรอว์เบอร์รี ผักสดๆ ของเขาสามารถขนจากฟาร์มมาถึงภัตตาคาร 5 ดาวได้ โดยที่ยังสดอยู่ จากเช้าถึงเย็น ซึ่งผมเห็นว่า บรรดาเกษตรกร บรรดา SMEs สามารถใช้ประโยชน์จากตรงนี้ได้สูงมาก”
ศึกษิษฏ์บอกอีกว่า เอาเข้าจริงแล้วการขนส่งทางรางเป็นวิธีที่ ‘นิ่ง’ มาก หากเทียบกับรถยนต์ ยกตัวอย่างการขนส่งกะหล่ำปลีจากตลาดขายส่ง มายังตลาดขายปลีก และมายังบ้าน เสียหายไปเยอะมากขณะเปลี่ยนถ่ายขึ้น-ลง หรือเปลี่ยนระบบขนส่ง ซึ่งแน่นอนว่า หากขนส่งระบบรางได้ เกษตรกรจะสามารถจำหน่ายผลผลิตได้มากขึ้น เสียหายน้อยลง ในเวลาอันรวดเร็ว ไม่เพียงแต่สินค้าเกษตร ยังรวมถึงสินค้าอนาคตอย่างชิปอิเล็กทรอนิกส์
อีกส่วนคือเรื่อง ‘รถไฟเพื่อการท่องเที่ยว’ ศึกษิษฏ์ยกตัวอย่างว่า ในอดีตมีรถไฟหรู Oriental Express ซึ่งวิ่งจากสถานีรถไฟหัวลำโพงไปยังกาญจนบุรี ก่อนวิ่งลงใต้ไปยังประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ หากแต่ในเวลาต่อมา มีผู้ไปร้องว่าการเดินรถไฟดังกล่าวอาจผิดกฎหมาย การที่เอกชนมาใช้รางรถไฟของ รฟท.อาจเข้าเงื่อนไขเป็นรูปแบบ PPP (Public Private Partnership) ทำให้ต้องหยุดให้บริการ
ทั้งนี้เขามองว่า ควรเปิดโอกาสฟื้นรถไฟเพื่อการท่องเที่ยวขึ้นมาอีกครั้ง ยกตัวอย่าง รถไฟท่องเที่ยว Royal Blossom ของ รฟท.ซึ่งวันนี้จองกันเต็มรูปแบบ ต้องใช้เวลาจองล่วงหน้านานนับเดือน หากมีรถไฟสายท่องเที่ยวที่ดีๆ ก็สามารถเปิดเมืองใหม่ เปิดพื้นที่ใหม่ได้ เท่ากับว่าความเจริญจะถูกกระจายออก
ขณะเดียวกันหากรถไฟเป็นทางคู่ทั่วประเทศ เรื่องรถไฟถูกดำเนินการอย่างมียุทธศาสตร์ควบคู่กัน ทั้งเรื่องการขนส่ง โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยว สิ่งที่จะหนุนเสริมคือเรื่องอุตสาหกรรมการซ่อมบำรุงรถไฟ ที่ใช้แรงงานฝีมือในเรื่องยานยนต์ที่มีอยู่แล้วในประเทศ ต่อยอดไปซ่อมบำรุงรถไฟได้อีก
นอกจากนี้พื้นที่ริมสถานีรถไฟและรางรถไฟ ซึ่ง รฟท. ถือครองอยู่ปริมาณมหาศาล ก็สามารถพัฒนาให้เป็นทั้ง TOD เป็นที่อยู่อาศัยตามโครงการ ‘บ้านเพื่อคนไทย’ และปล่อยให้เช่าเชิงพาณิชย์ สุดท้าย รฟท.จะสามารถนำเงินเหล่านี้กลับมาหล่อเลี้ยงองค์กร พัฒนาตัวเองให้ยืนอยู่ได้ในที่สุด
ทั้งนี้อาจมีคนถามว่า เพื่อไทยเป็นรัฐบาลนานกว่า 2 ปี เพราะเหตุใดถึงไม่ทำ ศึกษิษฏ์ ซึ่งเคยเป็นรองเลขาธิการนายกฯ ประจำ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า ได้ทำแล้ว 3 เรื่อง คือผลักดันพระราชบัญญัติขนส่งทางราง ผลักดันพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม รวมถึงพระราชบัญญัติรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย
ส่วนเรื่องโครงการรถไฟทางคู่สายใหม่ ศึกษิษฏบอกว่า ได้เข้าไปชี้แจงกับสำนักงานคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) แล้ว ซึ่งสภาพัฒน์แสดงความกังวลว่า เป็นเรื่องการลงทุนจาก รฟท. ซึ่งยังขาดทุน จึงรอให้กฎหมายใหม่เปิดโอกาสให้เอกชนใช้รางได้แล้วเสร็จ ซึ่งหลังจากนี้กฎหมายเรียบร้อยแล้ว เชื่อว่าน่าจะผลักดันได้ทันที
ส่วน 2 เรื่องที่เสร็จแล้ว สามารถเป็น Quick Win ได้แน่นอน คือเรื่องบ้านเพื่อคนไทย และรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งเพื่อไทยพร้อมผลักดันทันทีหากได้เป็นรัฐบาลอีกรอบหนึ่ง
สำหรับรถไฟทางคู่ในปัจจุบันอยู่ที่ 993 กิโลเมตร เปิดใช้งานแล้ว 5 เส้นทาง แผนงานที่ 2 อยู่ที่ราว 1,483 กิโลเมตร รวมถึงยังมีรถไทรางคู่สายใหม่ เช่น เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ และบ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม โดยนโยบาย Rail Economy ของพรรคเพื่อไทยจะมีรถไฟทางคู่รวมแล้วกว่า 4,000 กิโลเมตรทั่วประเทศ ยังไม่นับรวมรถไฟไฮสปีดเทรนสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา-หนองคาย และรถไฟ 3 สนามบินไปยังภาคตะวันออก
“วันนี้แผนงานพร้อม กฎหมายพร้อม เหลือเพียงการกลับเข้าไปเป็นรัฐบาลเพื่อสานต่อให้เกิดผลจริง เรามองระบบรางเป็น Rail Economy ที่จะขยับ GDP ประเทศ และกระจายความเจริญจากเมืองหลวงสู่ทุกภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม” ศึกษิษฏ์ระบุ
หากระบบรางถูกวางอย่างมียุทธศาสตร์ รถไฟจะไม่ใช่แค่พาหนะ แต่จะเชื่อมฟาร์มเข้ากับตลาด เชื่อมเมืองเล็กเข้ากับเศรษฐกิจใหญ่ และเชื่อมรัฐกับเอกชนให้ขับเคลื่อนประเทศไปพร้อมกัน นี่คือภาพอนาคตของ Rail Economy ที่พรรคเพื่อไทยกำลังเดิมพันว่า จะพาประเทศไทยออกจากโครงสร้างเศรษฐกิจเดิมที่ต้นทุนสูงและไม่เท่าเทียมในที่สุด