โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

3 พี่น้องชาวอเมริกันออกตามหาผู้มีพระคุณคนไทย ช่วยเลี้ยงดูสมัยสงครามเวียดนาม

ข่าวช่อง8

เผยแพร่ 26 ม.ค. เวลา 13.18 น. • RS PCL
โมเมนต์ใจฟู! 3 พี่น้องชาวอเมริกันออกตามหาผู้มีพระคุณคนไทย ช่วยเลี้ยงดูสมัยสงครามเวียดนามเมื่อ 54 ปีก่อน ถึงจะผ่านมานานแต่แค่เห็นหน้าก็จำได้ทันที ทั้งสองฝ่ายร้องไห้โผเข้ากอดด้วยความตื้นตัน

3 พี่น้องชาวอเมริกัน เดินทางทางข้ามทวีป เพื่อตามหาชายผู้มีพระคุณช่วยเลี้ยงดูสมัยสงครามเวียดนาม สุดท้ายด้วยความช่วยเหลือของชาวอุบลฯ ช่วยกันค้นหาจนพบว่ายังมีชีวิตอยู่ และทำฝันของ 3 อเมริกันได้เป็นความจริง

ผู้สื่อข่าวรายงานเรื่องราวความประทับใจ มี 3 พี่น้องครอบครัวชาวอเมริกัน ได้แก่ มิสเตอร์ราอูล ลาร์เมียร์ บัตแลนด์ 66 ปี / มิส ลิซ่ารี พาวเวลล์กูลด์ 63 ปี / มิสเตอร์มาร์ค เจมส์ บัตแลนด์ อายุ 62 ปี เดินทางมาที่จังหวัดอุบลราชธานี และเข้าขอความช่วยเหลือจากผู้สื่อข่าวให้ช่วยตามหาชายนายพูน ไม่ทราบชื่อจริง นามสกุล พงษ์อารีย์ ซึ่งทั้ง 3 คน บอกว่านายพูนเป็นผู้ที่มีพระคุณและเคยช่วยชีวิต ทั้ง 3 คน ไว้เมื่อสมัยสงครามเวียดนาม ปี 1971 หรือเมื่อ 54 ปี ก่อน

นายมาร์ค เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า นายเคนเนธ (พ่อของตน) เป็นทหารของกองทัพสหรัฐอเมริกา และเป็นผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ของกองทัพอากาศสหรัฐฯสมัยสงคราวเวียดนาม ปี 1971 ต้องเดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ ที่จังหวัดอุบลราชธานี ตนเองและครอบครัวจึงได้เดินทางมาตามอยู่ที่ จังหวัดอุบลราชธานี

นายมาร์ค เล่าต่ออีกว่า นายเคนเนธ ผู้เป็นพ่อ ได้พบกับนายพูน และ ครอบครัวที่ จงหวัดอุบลราชธานี นายพูนได้ช่วยเหลือครอบครัวของตน หาที่อยู่ให้และดูแลตนเองและครอบครัวตลอดระยะเวลาที่อยู่จังหวัดอุบลราชธานี นานถึง 13 เดือน ก่อนที่ตนเองและครอบครัวจะเดินทางกลับสหรัฐฯ

นายมาร์ค บอกอีกว่า ครั้งหนึ่งตนเองและครอบครัวได้รับเกียรติให้เป็นแขกในงานแต่งงานที่ สปป.ลาว ตอนนั้นครอบครัวถูกทหารเวียดกง เข้ามาหาเรื่องและพยายามใช้อาวุธมีดเข้ามาทำร้ายตนเองและครอบครัว นายพูนได้เข้าไปขวาง ดึงครอบครัวตนออกจากที่เกิดเหตุ ภรรยาของนายพูนได้พาตนเองและครอบครัวไปหลบซ่อนที่วัดแห่งหนึ่ง เมื่อกลุ่มเวียดกงเหล่านั้นกลับไป นายพูนจึงได้รีบพาตนเองและครอบครัวออกจาก สปป.ลาว ทันที และในตอนเช้ากลุ่มชายชาวเวียดกงก็ยกพวกกลับมาค้นหาครอบครัวของตน เพื่อฆ่าพวกตนอีกครั้ง แต่ตนเองได้หนีกลับออกมาได้ก่อน นั้นคือการช่วยชีวิตครั้งแรก

และเมื่อตอนเข้าเรียนที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในตัวอำเภอเมืองอุบลราชธานี นายพูนซึ่งเป็นนักมวยอยู่แล้วได้สอนวิชามวยไทยให้ป้องกันตัว ซึ่งพวกตนได้วิชาไว้ป้องกันตัวมาจนถึงทุกวันนี้

ต่อมาปี 1972 ตนเองและครอบครัวได้กลับไปประเทศสหรัฐอเมริกา และไม่ได้ติดต่อกับครอบครัวของนายพูนอีกเลย จากนั้นพ่อและแม่ของตนก็เสียชีวิต ตนเองและพี่น้องทั้ง 3 คน ยังคงรักและคิดถึงนายพูนและครอบครัวเสมอจนเวลาผ่านมา 53 ปี พี่น้องทั้ง 3 คนจึงได้ตัดสินใจเดินทางกลับมาที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อตามหานายพูนและตอบแทนบุญคุณ นายพูนและครอบครัว แต่ตนเองก็คิดว่าเป็นภารกิจที่ยากมากเพราะนายพูนอาจจะไม่อยู่แล้ว

หลังจากที่รับทราบเรื่องราว ผู้สื่อข่าวได้รวบรวมจิตอาสา และล่ามภาษาในการลงพื้นที่สำรวจบ้านเช่าที่เคยอยู่เพื่อหาเบาะแสอยู่ 3 วัน จนทราบข่าวจาก นางสาวพิศทยา ไชยสงคราม นายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี ว่านายพูนที่ตามหา ยังมีชีวิตอยู่ขณะนี้อายุ 80 ปี อยู่ที่อำเภอกันรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ

3 พี่น้องชาวอเมริกันเดินทางไปถึง บ้านพักของนายพูน ต่างคนต่างจำกันได้ แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 50 ปี ทุกคนต่างดีใจจนร้องไห้ทั้ง 2 ครอบครัว ทางฝ่ายนายพูเองได้มีการผูกข้อมือรับขวัญตามประเพณีภาคอีสาน และ 3 ฝรั่งก็ได้นำตัวนายพูนมาตรวจร่างกายรักษาดวงตาที่เป็นต้อกระจก และหูที่ไม่ค่อยได้ยิน

มาร์ค เล่าว่า ครอบครัวของตนไม่เคยลืมนายพูน พวกตนจำความเมตตาของนายพูนได้เสมอ ตนเองนับถือเปรียบเสมือนพี่ชายของพ่อ นั่นแหละคือแรงผลักดันของตนที่ตามหา อยากขอบคุณ และอยากกลับมาเจอกันอีกครั้ง ตนเองเสียใจที่ปล่อยให้เวลามานานถึง 53 ปี มันเป็นเวลาที่นานมาก แต่พวกตนไม่เคยลืมนายพูนเลยอยากจะขอบคุณชาวอุบลราชธานี ที่ดูแลพวกตนเป็นอย่างดี

และในการกลับมาครั้งนี้ หลังจากที่ผ่านไป 53 ปี ตนเองไม่รู้เลยว่าจะพบกับสิ่งที่ตามหาหรือไม่ ไม่รู้ว่าจะต้องคาดหวังอะไร แต่ผู้คนอุบลฯหัวใจแบบไทย ๆ ที่นี่ยังเหมือนเดิมตนรู้สึกได้ และตนมั่นใจในความรู้สึกนั้นมันเหมือนครอบครัว มันเหมือนบ้าน พวกเรา 3 พี่น้องรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่งต่อคนไทยทุกคนที่ช่วยเราตามหานายพูน เพราะตอนแรกตนเองก็ไม่ติดว่าจะสำเร็จมันเหมือนการหวังในสิ่งที่เป็นไปได้ยากมาก เพราะเวลามันผ่านมานานเหลือเกิน เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะสะกดนามสกุลของเขาอย่างไร ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าใช่นามสกุลจริงหรือเปล่า และสุดท้ายเราก็รู้ว่า เราเรียกเขาว่า “พูน” ซึ่งเป็นชื่อเดิม แต่ปัจจุบันเขาใช้ชื่อว่า “ขวัญ” ดังนั้นโอกาสที่จะเจอแทบจะเป็นศูนย์แต่เราก็โชคดีมากที่สามารถทำได้

นาทีที่ตนทราบว่าเจอนายพูนแล้ว ตอนนั้นตนนอนอยู่บนเตียงโรงพยาบาล ขาหัก นายกเทศมนตรีเข้ามา เอาโทรศัพท์มาให้ฉัน และในสายคือ นายพูน ทันทีที่เห็นหน้าตนรู้เลย นั่นคือพูน มันเป็นช่วงเวลาที่สะเทือนอารมณ์มาก 53 ปีแล้ว ที่ตนไม่ได้เห็นใบหน้านั้น แต่ฉันจำได้ทันที พี่สาว พี่ชาย ทุกคนรู้ทันทีนั่นแหละคือช่วงเวลาที่เราหาเขาเจอ เขาน่าทึ่งมากจริง ๆ พวกตนได้มีโอกาสเจอกันและได้ตอบแทนบุญคุณ นายพูนที่คอยดูแลพวกตนช่วงที่อยู่ จังหวัดอุบลราชธานี วันนี้พวกเราจึงได้พานายพูนมาตรวจร่างกายและรักษาเรื่องการมองเห็น การได้ยิน และโรคประจำตัวต่างๆ

นายพูน เล่าว่าตนเองได้มาเจอกับพ่อของมาร์คช่วงที่มาประจำการที่สนามบินอุบลราชธานี สมัยสงครามเวียดนาม ตอนนั้นตนเองมีอาชีพปั่น 3 ล้อรับส่งคน พ่อของมาร์คก็ชวนตนเองมาทำงานด้วย เพราะ มาร์คและพี่ชาย พี่สาว ตอนนั้นยังเด็ก ตนเองต้องคอยดูแลหาข้าวหาน้ำให้กิน

ตนเองรู้สึกดีใจภูมิใจมากที่ทั้ง 3 คน ไม่ลืมตนยังกลับมาตามหาทั้งที่ผ่านไปตั้งหลายสิบปี ไม่คิดไม่ฝันว่าทั้ง 3 คนจะกลับมาตามหา เพราะตนย้ายมาอยู่ที่ อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ แต่มาร์คและพี่ชาย ไปตามหาที่จังหวัดอุบลราชธานี เป็นสัปดาห์ถึงมาหาเจอกัน ตอนที่เจอกันต่างคนต่างเข้ามากอดกันร้องไห้กันหมดดีใจที่ได้มาเจอ นายพูนบอกอีกว่าขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยตามหาทำให้ตนและครอบครัวของมาร์คได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...