ผอ.รพ.ร่วมสวดศพทารก 1 วัน เยียวยาเบื้องต้น- ครอบครัวทวง “คำขอโทษจากผู้ผิด”
คืบหน้ากรณีสะเทือนใจของครอบครัวที่ต้องสูญเสียบุตรสาว จึงร้องสื่อขอความเป็นธรรม กรณีโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งปฏิเสธไม่ส่งตัวภรรยาไปทำคลอดที่โรงพยาบาลในตัวจังหวัด และติดใจการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์
เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่ความสูญเสีย เมื่อบุตรสาวที่คลอดออกมาร่างกายสมบูรณ์ น้ำหนัก 2.6 กิโลกรัม ต้องเสียชีวิตด้วยสาเหตุ “ปอดติดเชื้อจากสำลักน้ำเทา” ขณะมีอายุเพียง 1 วัน และยังไม่ทันได้ลืมตาเห็นหน้าพ่อแม่
ต่อมา นายพิสิษฐ์พงษ์ เข้าแจ้งความที่ สภ.บ้านมาบอำมฤต ทั้งน้ำตา ระบุว่าโรงพยาบาลพกพร่องต่อหน้าที่ และยืนยันจะดำเนินคดีถึงที่สุด พร้อมกล่าวด้วยความเจ็บปวดว่า “นี่ลูกผม ไม่ใช่ลูกหมา” อีกทั้งตั้งข้อสังเกตว่า ผู้บริหารโรงพยาบาลเร่งให้ญาติจัดการฌาปนกิจ และพยายามไกล่เกลี่ยให้ถอนแจ้งความ ตามที่เสนอข่าวไปก่อนหน้านี้
ล่าสุดช่วงสายวันที่ 2 มีนาคม 2569 นายวัชรินทร์ เวชชากุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมาบอำมฤต พร้อมบุคลากรทางการแพทย์ เดินทางไปยังศาลาการเปรียญวัดถ้ำพรุตะเคียน ตำบลสลุย อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร เพื่อร่วมฟังสวดอภิธรรมศพ ถวายสังฆทาน และมอบเงินช่วยเหลือค่าใช้จ่ายเบื้องต้นแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย
ผู้อำนวยการโรงพยาบาล เปิดเผยว่า ทราบกำหนดการสวดอภิธรรมจึงตั้งใจมาร่วมอุทิศส่วนกุศลให้น้องผู้ล่วงลับ พร้อมระบุว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการพูดคุยถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งมีทั้งประเด็นความเสี่ยงอันตรายและความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน และหลังจากนี้จะมีการหารือในระดับจังหวัดอีกครั้ง
ด้าน น.ส.รุ่งฟ้า ญาติฝ่ายพ่อเด็ก เปิดเผยว่า ได้สอบถามผู้บริหารโรงพยาบาลว่า ขณะปากมดลูกของมารดาเปิด 1 เซนติเมตร เจ้าหน้าที่ไปอยู่ที่ใด ได้รับคำชี้แจงว่า ขณะนั้นเจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติงานที่ห้องฉุกเฉิน โดยปกติอยู่เวร 4 คน แต่ลางาน 1 คน จึงต้องจัดพยาบาลไปช่วยเคสฉุกเฉิน
นอกจากนี้ ญาติยังเสนอแนะให้โรงพยาบาลดูแลและกำกับบุคลากรให้รอบคอบ โดยเฉพาะเรื่องคำพูดคำจา และขอให้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นกรณีสุดท้าย ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับโรงพยาบาลรัฐแห่งใดอีก เพราะเด็กครบกำหนดคลอด สุขภาพสมบูรณ์ แม้มีภาวะเสี่ยงบ้าง แต่มารดาปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์ทุกประการ
ญาติผู้สูญเสีย กล่าวอีกว่า ยังไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเคสนี้คือใคร เพราะไม่เคยออกมาแสดงตัว คำชี้แจงที่ได้รับเป็นเพียงคำตอบจากพยาบาลท่านอื่น “อยากได้คำขอโทษจากคนที่กระทำความผิด จะไม่เหมารวมทั้งโรงพยาบาล เราแยกแยะได้”พร้อมยืนยันว่า หลังเสร็จพิธีศพ จะนำร่างเด็กไปฝากไว้ที่มูลนิธิ เนื่องจากต้องการให้เรื่องจบลงด้วยดี ไม่ประสงค์ขึ้นศาล แต่ย้ำว่า “ต้องเรียกหาศักดิ์ศรีความเป็นคน เด็กโตไปต้องมีอนาคต หลานสะใภ้อุ้มท้องมา 9 เดือน จะอ้างว่าเด็กยังอายุน้อยไม่ได้”
ทั้งนี้ หากมีการพูดคุยสรุปข้อเท็จจริงแล้วเสร็จ จะเชิญสื่อมวลชนร่วมเป็นสักขีพยาน เพื่อให้กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์ และไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันขึ้นอีกในโรงพยาบาลของรัฐ