โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุจิตต์ วงษ์เทศ | อิหร่าน ใน 'ความเป็นไทย' สมัยอยุธยา

MATICHON ONLINE

อัพเดต 02 มี.ค. เวลา 12.00 น. • เผยแพร่ 02 มี.ค. เวลา 08.52 น.
สงครามอิหร่านในอ่าวเปอร์เซีย (อิสราเอลโจมตีอิหร่าน ภาพจาก REUTERS/Gideon Markowicz)

อิหร่านอยู่ดินแดนทะเลทรายในตะวันออกกลาง ซึ่งมีวัฒนธรรมเปอร์เซียแพร่หลายไปทั่วโลก และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นไทยสมัยอยุธยา

อิหร่าน (ตรงกับคำว่า “อารยฺ” ในภาษาสันสกฤตที่ถูกแผลงเป็นอารยัน) เป็นชื่อทางการเมืองการปกครองที่มีภาษาและวัฒนธรรมเปอร์เซีย

เปอร์เซีย เป็นชื่อทางภาษาและวัฒนธรรมในประเทศอิหร่าน

กำเนิดของอิหร่านเท่าที่รับรู้แพร่หลายอยู่ในยุคเหล็ก ราว 2,500 ปีมาแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไทยและเพื่อนบ้านมีการค้าทองแดงกับอินเดีย-โรมัน แล้วถูกอินเดียเรียก “สุวรรณภูมิ” (แปลว่าแผ่นดินทอง)

ขณะนั้นยังไม่มีสยามประเทศไทย แต่มีภาษาตระกูลไท-กะได หรือไท-ไต บริเวณภาคใต้ของจีน-ภาคเหนือของเวียดนาม (ต้นกำเนิดภาษาไทยที่จะมีต่อไปข้างหน้า) เป็นภาษากลางทางการค้าดินแดนภายใน “สุวรรณภูมิ”

หลังช่วงเวลา “สุวรรณภูมิ” อาหรับและเปอร์เซียมีการค้ากับจีน โดยผ่านพื้นที่อุษาคเนย์ ซึ่งรวมถึงดินแดนสยามประเทศไทย พบหลักฐานโบราณคดีทั้งดินแดนชายฝั่งและลึกเข้าไปในภูมิภาคอุษาคเนย์รวมทั้งไทย ราวหลัง พ.ศ. 1000 (วัฒนธรรมทวารวดี)

[ดูในงานวิจัยเรื่อง หลักฐานทางโบราณคดีในประเทศไทยที่แสดงถึงความสัมพันธ์ทางการค้ากับเอเชียตะวันตกก่อนพุทธศตวรรษที่ 16 โดย นางสาววันวิสาข์ ธรรมานนท์ วิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ ภาควิชาโบราณคดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีการศึกษา 2555]

ชุมชนอิหร่านสมัยอยุธยา

เปอร์เซียแผ่ภาษาและวัฒนธรรมเข้าถึงอินเดีย แล้วเคล้าคละปะปนเป็นสิ่งใหม่ เรียก “ศิลปวัฒนธรรมแบบอินโด-เปอร์เซีย” (จากการศึกษาวิจัย ของ จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์ พ.ศ.2555) ส่งให้อุษาคเนย์อีกทอดหนึ่ง

ภาษาและวัฒนธรรมเปอร์เซีย (โดยเฉพาะคติจักรพรรดิราช) ฟักตัวอยู่ในราชสำนักบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่สมัยทวราวดี แล้วตกทอดถึงสมัยอโยธยา-อยุธยา ผสมผสานภาษาและวัฒนธรรมไท-ไต กับอุษาคเนย์ กลายเป็น “ภาษาและวัฒนธรรมไทย” มากกว่า 800 ปีมาแล้ว เรือน พ.ศ. 1700

พ่อค้าเปอร์เซียจากอิหร่านตั้งหลักแหล่งในอยุธยา (ปัจจุบันรู้จักกว้างขวางในชื่อ “เฉกอะหมัด” ต้นตระกูล “บุนนาค”) บริเวณมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา และพื้นที่ต่อเนื่อง ราว 500 ปีมาแล้ว หรือหลัง พ.ศ. 2000

ชาวมุสลิมในอยุธยาทุกวันนี้ บอกข้อมูลว่าชาวเปอร์เซียจากอิหร่านโยกย้ายเข้ามาอยุธยาตามเฉกอะหมัด (ต้นตระกูลบุนนาค) ปัจจุบันมี 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ แขกเทศ และแขกแพ

แขกเทศ หมายถึงชาวเปอร์เซีย นับถืออิสลาม (“แขก” หมายถึงเปอร์เซียมุสลิม ส่วน “เทศ” หมายถึงดินแดนเปอร์เซียหรืออิหร่าน) ตั้งบ้านเรือนและมีตลาดค้าขายสิ่งของ มีค่าจากเปอร์เซีย อยู่บริเวณมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาไปถึงสะพานเทศมี (สถาปัตยกรรมแบบเปอร์เซีย-อาหรับ)

แขกแพ หมายถึงชาวเปอร์เซีย นับถืออิสลาม อยู่เรือนแพ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันเป็นบริเวณหัวแหลม (ทางตะวันตกเฉียงเหนือ นอกเกาะเมือง) ใกล้ทุ่งภูเขาทอง

[ข้อมูลมีอีกมากอยู่ในหนังสือวิชการ 2 เล่ม คือ (1.) ขุนนางกรมท่าขวา ของ ดร.จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2546 และ (2.) กุหลาบเปอร์เซียในแดนสยาม ของ กุสุมา รักษมณี มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2566]

ภาษาเปอร์เซียในภาษาไทย

โดยสรุปจากหนังสือ ความสัมพันธ์ของมุสลิมทางประวัติศาสตร์และวรรณคดีไทย โดย ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์ ดังนี้

การบูร จากศัพท์อฺรับว่า กาฟูรฺ อังกฤษแปลงเป็น Camphor ในภาษาฮินดีว่า กะปูรฺ

องุ่น จากศัพท์เปอร์เชียว่า อังงูรฺ-Angūr

ลูกเกด จากศัพท์เปอร์เชียว่า กิชมิช หมายถึงลูกองุ่นแห้ง พวกตะวันออกกลางและอินเดียชอบลูกเกด โดยใช้ผสมข้าวหมก ขนม หรือรับประทานกับน้ำนม พวกนี้คงนำลูกเกดเข้ามาเมืองไทยพร้อมๆ กับลูกอินทผลัม

อินทผลัม ภาษาอฺรับว่า ตะมัรฺ ฮินดีว่า คะญูรฺ คำนี้ไม่ได้มาจากภาษาอฺรับที่ว่า บาลา ซึ่งไทยเราเข้าใจว่าแผลงเป็น ผลคำว่าผลมาจากศัพท์ฮินดีว่าพัล เช่นเรียกผลน้อยหน่าว่าสีตาพัล-ผลสีดา เป็นต้น

บุหรี่ มาจากศัพท์อุรฺดูว่า บิรี (ตัว รฺ ออกเสียงลิ้นกดเพดาน คล้าย ร กล้ำ ล) หมายถึง ยามวน

กุหลาบ มาจากเปอร์เชียว่า กุล-Gul แปลว่า ดอกไม้ หรือ ดอกกุหลาบ

แต่โดยทั่วๆ ไปหมายถึง ดอกไม้ กับ อาบ แปลว่า น้ำ อ่าน Gulāb

คนเปอร์เชียเรียกดอกกุหลาบว่า กุล และให้ความหมายของกุหลาบว่าน้ำดอกไม้เทศ คือน้ำดอกกุหลาบ แต่คนอินเดียเรียกดอกกุหลาบว่า Gulāb เพราะฉะนั้นจึงปนๆ กันอยู่

กั้นหยั่น มาจากอฺรับว่า คันญัรฺ-Khanjar แล้วมากลายเป็นกั้นหยั่น เปอร์เชียก็เรียก คันญัรฺ

สบู่ มาจากศอบูน ศัพท์เปอร์เชีย อฺรับ และตุรฺกี เพราะใช้พูดคำเดียวกันหมด แม้ในอินเดียก็ตาม พวกโปรตุเกสได้คำนี้เพี้ยนไปจากตะวันออกกลางอย่างที่พจนานุกรมว่า Srpu

กาแฟ เรียกเพี้ยนจาก coffee คำนี้เดิมมาจากอฺรับ เกาะฮฺวะฮฺ (Qahwah) กล่าวว่า อฺรับได้เพี้ยนมาจากตำบลกัฟฟะฮฺในประเทศอบิสสิเนียซึ่งปลูกกาแฟ

ชา มาจากจีน แต่แพร่หลายในตะวันออกกลางทั่วไป พวกเปอร์เชียและอินเดียเรียกว่าจา อฺรับว่า ชา-อียฺ

ขิง รากเดิมจากอฺรับ ซันญะบีล Zanjabiīl เพี้ยนเป็นโปรตุเกส gingibre ภาษาละติน Zingiber ภาษาอังกฤษว่า ginger

ผลฝรั่ง ในอินเดียเรียกว่า อัมรูด บางทีก็ว่า สะฟะรีอามมะม่วงเดินทาง และเปลี่ยนเป็นภาษาตลาดว่า สุปารี-อามหมากมะม่วง เพราะคำสะฟะรี = เดินทาง เพี้ยนๆ กับคำ สุปารี-หมาก ภาษาอังกฤษว่า guava

อาจจะเป็นเพราะฝรั่งนำเข้ามาจากอินเดียและเปอร์เชีย เลยเรียกผลฝรั่งก็ได้

คำ อัมรูด เป็นศัพท์เปอร์เชีย แปลว่า ฝรั่งก็ได้ ลูกแพร์ก็ได้

[คำว่า ฝรั่งเพี้ยนจากศัพท์ ฟะรังงี farangi ที่พวกเปอร์เชียใช้เรียกชาวยุโรป คงไม่ใช่จาก Frank เพราะพวกฝรั่งเศสไม่ได้เป็นชาติแรกที่เข้ามาเมืองไทย]

ฝิ่น บางท่านว่ามาจากชาวจีน แต่พวกพ่อค้านำต้นฝิ่นจากประเทศอฺรับสู่เมืองจีนเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 9 อฺรับเรียกว่า อัฟยูน Afyūn ซึ่งเพี้ยนจากกรีซ ไม่ใช่คำอฺรับแท้ คนจีนเรียกเพี้ยนจากอฺรับว่า อะฟุยุง A-fu-yung คนอินเดียเรียกเพี้ยนไปเป็นอะฟิน และอะฟีม และไทยมาเรียกเหลือเพียงฝิ่น

หญ้าฝรั่น ภาษาอังกฤษว่า Saffron จากภาษาอฺรับว่า ซะอฺฟะรอน Za’farān ที่ดีที่สุดนั้นมีปลูกในแคว้นแคชเมียร์ มีสีส้ม ใช้ผสมอาหารหรือขนม

ถาด จากอฺรับว่า ฏ็อชต์ ซึ่งใช้ในเปอร์เชียเช่นกัน แต่อ่าน ฏัชต์ และถาดนี้เป็นภาชนะของพวกตะวันออกกลาง, เปอร์เชีย, และอินเดีย

แกงมัศหมั่น (บางทีก็เขียนมัสหมั่น) มีในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานของ ร.2 ว่า

แกงไก่มัศหมั่นเนื้อ นพคุณ
หอมยี่หร่ารสฉุน เฉียบร้อน

ไม่มีชื่อแกงเช่นนี้ในหมู่พวกอฺรับ เปอร์เชีย และอินเดีย แต่คงจะหมายถึงแกงที่พวกมุสลิมปรุง คำมุสลิมาน เป็นศัพท์เปอร์เชียใช้เรียกมุสลิม คือผู้นับถือศาสนาอิสลาม อาจเพี้ยนไปเป็นชื่อแกงมัศหมั่นก็ได้

แกงนี้นอกจากเครื่องเทศแล้วยังใส่หัวผักกาดหรือมันฝรั่งหรือมะเขือยาว แต่ก็ไม่ปรากฏว่าพวกแขกที่กล่าวนั้นแกงเช่นนี้ หรือจะเป็นตำรับไทยปนเทศ ไทยมุสลิมเรียกแกงซาละหมั่น

ที่เมืองอิศฟะฮาน มีข้าวและแกง ที่น่าแปลกก็คือแกงนั้นมีรสคล้ายแกงมัศหมั่น พนักงานบอกว่าทางอิหร่านเรียกว่า แกงมุซันยา

ข้าวหุง กาพย์เห่ฯ ร.2 อีกตอนหนึ่งว่า “เข้าหุงปรุงอย่างเทศรสพิเศษใส่ลูกเอ็น” ข้าวหุงปรุงอย่างเทศนี้มีหลายตำรับ เช่น ข้าวปุลาว และบิรฺยานี เป็นศัพท์เปอร์เชีย

ปุลาวหมายถึงข้าวที่ปรุงจนสวย ใส่เนย ใส่ถั่ว บางทีก็ใส่หญ้าฝรั่นบ้าง ชาวบ้านเรียกว่า ข้าวบุหรี่ แต่จะเกี่ยวข้องกับข้าว กะบุลี (ซึ่งบางทีก็เขียน กาปูลี) ของชวาอย่างไรนั้นน่าคิด หากข้าวนั้นจากตำรับเดียวกัน

ส่วนบิรฺยานีคือข้าวหมกนั่นเอง แต่ปัจจุบันที่ปรุงตามร้านอาหารนั้นขาดเครื่องเทศหลายอย่าง

ลูกเอ็นคือลูกฮาล เป็นศัพท์อฺรับ หมายถึงกระวานเทศ คนอินเดียเรียกว่า อิลาจี มีสองชนิด

อย่างฮาลนั้นเป็นกระวานเทศ เมล็ดเล็กมีกลิ่นหอม แขกใช้กับหมากพลู บางทีก็อมเล่น รักษาเหงือก ทำให้กลิ่นปากหอม ทางยาใช้รักษาโรคบิดด้วย

อีกอย่างหนึ่งคือกระวานทั่วๆ ไปใหญ่กว่ากระวานฮาล ใช้ปรุงแกงที่มีเครื่องเทศ

ลุดตี่ กาพย์เห่ฯ ของ ร.2 ตอนหนึ่งว่า “ลุดตี่นี้น่าชมแผ่แผ่นกลมเพียงแผ่นบาง” ที่ถูกคือโรตี (ตัวตีอ่านเอาลิ้นกดเพดาน) เป็นศัพท์อุรฺดูและฮินดีทำจากแป้งสาลีไม่ใช่แป้งหมี่

แกงกะหรี่ มาจาก ตัรฺการี เป็นภาษาฮินดี ใช้พูดกันทั่วๆ ไป ภาษาทมิฬว่า การี

คำตลาด ช็อกกะลี มาจากภาษาฮินดี โชกรี แปลว่า เด็กหญิง

ยี่หร่า ภาษาฮินดี อ่านว่า Jīrā ไม่ใช่ Zira อย่างในพจนานุกรม ศัพท์เปอร์เชียอ่านว่า Zira

ราชสำนักอยุธยา สมัยพระนารายณ์ฯ มีพ่อครัวจากอินเดียทำอาหารแขกถวาย

เมื่อราชทูตจากราชสำนักเปอร์เซีย (อิหร่าน) เดินทางไปเข้าเฝ้าพระนารายณ์ฯ ที่เมืองละโว้ (ลพบุรี) ได้รับเลี้ยงอาหารแขกมุสลิม มีพรรณนาไว้ในหนังสือ สำเภากษัตริย์สุลัยมาน (The Ship of Sulaiman) [แปลโดย กิติมา อมรทัต และไรน่าน อรุณรังษี ศูนย์วัฒนธรรมอิสลามแห่งอิหร่าน ประจำกรุงเทพฯ พิมพ์ครั้งแรก ธันวาคม 2546 หน้า 70-71] ดังนี้

“กษัตริย์นั้นเคยทรงติดต่อกับชาวอิหร่านมามากตั้งแต่พระองค์ยังทรงเจริญพระพรรษา จึงทรงมีพระรสนิยมในอาหารของเรา และบ่อยครั้งตามพระราชอัธยาศัยของพระองค์ พระองค์ทรงชอบเสวยตามแบบอย่างของเรา——-

มอระกู่นี้ตั้งอยู่บนถาดทองและมาพร้อมกับกระโถนพร้อมทั้งฝาปิดพิเศษและคีมอันหนึ่ง ส่วนพวกเราคนอื่นๆ ก็ได้รับมอระกู่แบบเดียวกันแต่ทำด้วยเงิน

ตรงกลางวงมีภาชนะสำหรับใส่ไม้กฤษณาสุหร่ายสำหรับโปรยน้ำหอม และถุงใส่กัญชารวมทั้งขวดน้ำกุหลาบหลายขวด”

อาหาร มีจานใบใหญ่ก้นลึกหลายใบซึ่งรองรับถ้วยเงินขนาดเล็กกว่าซึ่งเต็มไปด้วย แยม ของหวาน ผักดอง ขิงดอง ฟิรนี นมร้อนๆ ส้ม อ้อย และฟาลูดะ และแทนที่จะเสิร์ฟด้วยอาหารที่สวยงามนี้ทีละจาน พวกเราแต่ละคนกลับได้รับการเสิร์ฟกันคนละสองสามจานนี่เป็นแต่เพียงชุดแรกเท่านั้น ต่อมาก็ตามด้วยชุดที่มีอีกห้าสิบถาดหรือมากกว่านั้น”

คำอธิบายของหวาน 1. ฟิรนี ของหวานทำด้วยข้าวเจ้าบด นมและน้ำตาล ข้นกว่าฟาลูดะ 2. ฟาลูดะ เครื่องดื่มข้นๆ หวานๆ ชนิดหนึ่ง”

เปอร์เซียในวัฒนธรรมไทย

อิหร่านแผ่ภาษาและวัฒนธรรมเปอร์เซียเข้าอยุธยาเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นไทย ตั้งแต่สมัยอยุธยาสืบจนปัจจุบัน

โขนละครมีเครื่องแต่งตัวประดับประดา เมื่อแต่งครบตามแบบแผนเรียก “ยืนเครื่อง” ตั้งแต่เครื่องสวมหัว เรียก ศิราภรณ์, เครื่องประดับ เรียก ถนิมพิมพาภรณ์ เสื้อผ้า เรียก พัสตราภรณ์

ยุคต้นๆ ของโขนละคร มีเสื้อผ้าพัสตราภรณ์จำกัด แต่ยุคหลังๆ มีให้เลือกสรรมากขึ้น เช่น ผ้าต่วน, ผ้าตาด, ผ้าไหมแพร, ผ้าติ้น, ผ้ากำมะหยี่, ผ้าเยียรบับ (เจียระบาด) ฯลฯ

ชื่อผ้าล้วนเป็นภาษาต่างประเทศ เพราะสั่งซื้อมาจากต่างประเทศ ดิเรก กุลศิริสวัสดิ์

(นักปราชญ์ชาวมุสลิม) เขียนอธิบายว่ามาจาภาษาต่างๆ ทางอินเดีย-อิหร่าน หรืออินโด-เปอร์เซีย (ความสัมพันธ์ของมุสลิมทางประวัติศาสตร์และวรรณคดีไทย สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่สี่ พ.ศ. 2545 หน้า 59-63)

ชฎา-มงกุฎ โขนละครในราชสำนักอยุธยายุคแรกๆ สวมลอมพอกที่ได้ต้นแบบจากอิหร่าน (หรือเปอร์เซีย) เมื่อนานเข้าก็มีพัฒนาการเป็นชฎา, มงกุฎ

ชฎา, มงกุฎ หมายถึงเครื่องสวมศีรษะ มียอดแหลม และมีหลายแบบ ได้ต้นแบบจากลอมพอกที่เป็นเครื่องสวมศีรษะของอิหร่าน

ลอมพอก เครื่องสวมศีรษะรูปยาว ยอดแหลม หรืออาจมนๆ ไม่แหลมนักก็ได้ ล้วนได้แบบจากอิหร่านตั้งแต่ก่อนสมัยอยุธยา แล้วใช้เป็นเครื่องทรงพระเจ้าแผ่นดินกับเครื่องแบบขุนนางสยามสมัยอยุธยามีพัฒนาการเป็นชฎาและมงกุฎ ต่อมาใช้แต่งตัวโขนละคร

กากี เป็นภาษาเปอร์เซีย แปลว่า แผ่นดิน ดังนั้นสีกากี แปลว่าสีแผ่นดิน มีเหตุจากแผ่นดินอิหร่านเป็นทะเลทรายสีกากี

[สรุปจากพระราชหัตถเลขาของ ร.5 อ้างในหนังสือกุหลาบเปอร์เซียในแดนสยาม โดย กุสุมา รักษมณี มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2566 หน้า 199-200]

นอกจากนั้นมีชื่อเบ็ดเตล็ดได้ต้นตอจากภาษาเปอร์เซีย ได้แก่ ผ้าขาวม้า, เสื้อครุย, กะลาสี, ขันที, จาระบี, ตราชู, ภาษี, กานพลู, กะหล่ำ, อาจาด, อาลัว (ขนมหวาน) ฯลฯ

สถาปัตยกรรมแบบเปอร์เซีย พบมากในงานช่างของไทย เช่น โครงสร้างวงโค้งอิฐของวัง, วัด และสะพานสมัยอยุธยา

วงโค้งเหล่านี้นักวิชาการประวัติศาสตร์ศิลปะสมัยก่อนอธิบายว่าเป็นอิทธิพลฝรั่งเศส แต่ไม่พบหลักฐาน เพราะแท้จริงเป็นแบบแผนเปอร์เซียจากอิหร่าน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สุจิตต์ วงษ์เทศ | อิหร่าน ใน ‘ความเป็นไทย’ สมัยอยุธยา

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...