โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เปลี่ยนเพื่อสลัดหล่มจีดีพีโตต่ำ

ไทยโพสต์

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งปัจจัยภายนอกจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก, การแข่งขันที่รุนแรง, ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการฟื้นตัวที่ไม่เท่ากันของเศรษฐกิจคู่ค้า และปัจจัยภายใน เช่น กำลังซื้อครัวเรือนเปราะบาง, หนี้สินครัวเรือน, การลงทุนเอกชนที่ชะลอ, ปัญหาการเมือง, การปรับตัวของภาคธุรกิจสู่เมกะเทรนด์ อย่าง AI และความยั่งยืน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้การฟื้นตัวเศรษฐกิจยังมีความเปราะบาง แม้จะมีสัญญาณการฟื้นตัวบางส่วน แต่ความท้าทายเหล่านี้ยังคงกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจไทยให้เติบโตแบบชะลอตัว

และในปี 2569 นี้ ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ภายใต้ความคาดหวังต่อรัฐบาลชุดหลังการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในต้นเดือน ก.พ.2569 ซึ่ง กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) จัดงานสัมมนาใหญ่แห่งปี KKP Year Ahead 2026 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ รวบรวมผู้นำทางความคิดและผู้กำหนดนโยบายระดับประเทศ ร่วมถอดรหัสความท้าทายที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญ พร้อมส่งสัญญาณเตือนถึงความจำเป็นในการเลือกเส้นทางที่ถูกต้องระหว่าง "นโยบายประคองอาการ" กับ "ยุทธศาสตร์ผ่าตัดโครงสร้าง"

เริ่มที่วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ให้ภาพเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน แต่ ปัญหาหลักในขณะนี้ของประเทศไทยคือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง คือ ผลิตภาพต่ำ ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันและการปรับตัวของธุรกิจ ภูมิคุ้มกันต่ำ เพราะครัวเรือนและธุรกิจเปราะบาง มีหนี้สูง ส่งผลต่อเนื่องถึงการบริโภคและการลงทุนของเอกชนให้เติบโตต่ำลง และ เหลื่อมล้ำสูง ขาดโอกาสในการแข่งขันที่เท่าเทียม ทำให้การเติบโตและประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่กระจายตัว ทำให้ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเติบโตลดลงต่อเนื่อง และปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ที่ 1.5% ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพที่ 2.7% สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ได้เติบโตโดยใช้ทรัพยากรที่มีทั้งหมดอย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่

พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า ถึงเวลาแล้วที่ ทุกภาคส่วนต้องร่วมกัน ลงมือทำ เพื่อแก้ปัญหาที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยโดย ธปท.จะปรับบทบาทที่นอกจากการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างราบรื่นในระยะยาวแล้ว จะต้องขยายบทบาทในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยผสมผสานเครื่องมือเชิงนโยบาย ทั้งนโยบายการเงินที่ยืดหยุ่น และมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดที่จะช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยอย่างตรงจุด รวมทั้งทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงิน เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากได้ โดย ธปท.มีมาตรการที่สำคัญ ได้แก่

1) การแก้ไขปัญหาหนี้ NPL ของลูกหนี้รายย่อยให้กลับมามีประวัติที่ดีได้ ผ่านกลไกของบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือโครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้, 2) การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนของ SMEs ที่มีศักยภาพผ่านกลไกการค้ำประกันเครดิต หรือ โครงการ SMEs Credit Boost 3) การกำกับดูแลธุรกรรมทองคำที่ส่งผลให้เงินบาทเคลื่อนไหวเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานในช่วงที่ผ่านมา โดยให้ธนาคารเข้มงวดในการตรวจสอบธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำ และจะกำหนดเพดานการซื้อขายผ่าน online platform และให้ร้านทองรายงานธุรกรรมการซื้อขายทองคำเพิ่มเติม และ 4) การยกระดับการติดตามและตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติเพื่อแก้ปัญหาทุนเทา

ด้านศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ระบุว่า ประชาชนคาดหวังให้การเลือกตั้งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แต่หากรัฐบาลยังติดอยู่กับการใช้นโยบาย "เอาใจ" เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นมากกว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ประเทศไทยก็จะไม่สามารถหลุดพ้นจากวังวนจีดีพีโตต่ำที่ 1-2% ได้

“การปรับเปลี่ยนโครงสร้างนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทบต่อผลประโยชน์เดิมและการลดทอนอำนาจรัฐเพื่อเปิดทางให้กับการแข่งขันเสรี จึงมักถูกแรงต่อต้านและไม่ถูกหยิบยกมาใช้ในการหาเสียง แต่วันนี้เราต้องเลือกระหว่างการประคองตัวหรือการยอมเจ็บเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างให้ลูกหลานมีอาชีพใหม่ในวันหน้า” ศุภวุฒิ กล่าว

โดย 6 หัวใจสำคัญในการรื้อสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่ออนาคตของคนไทยประกอบด้วย ปฏิรูปเกษตรสู่มูลค่าสูง : เปลี่ยนจากการผลิตอาหาร "คาร์โบไฮเดรต" ไปสู่ "โปรตีนมูลค่าสูง" โดยใช้เทคโนโลยีเพิ่มผลผลิตต่อหัว แทนการอุดหนุนราคาหรือประกันรายได้ที่ไม่ได้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน, เอกภาพในภูมิรัฐศาสตร์ : ในโลกที่มหาอำนาจแบ่งพรรคแบ่งพวก ไทยและอาเซียนต้องเป็นปึกแผ่นเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและป้องกันการถูกแทรกแซงจากภายนอก, สนับสนุนเอกชนเป็นหัวหอก : รัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ควบคุม" เป็น "ผู้สนับสนุน" ในอุตสาหกรรมศักยภาพ อาทิ OSAT(Outsourced Semiconductor Assembly and Test), HDD (Hard Disk Drive), โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

นอกจากนี้ต้อง ปรับสมดุลนโยบายการเงิน : บาทแข็งคือแรงฉุดรั้งความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากภาวะการเงินที่ตึงตัวเกินไปจนอัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าเป้าหมายมาอย่างต่อเนื่อง, เสรีพลังงานสะอาด : เร่งเปิดเสรีการผลิตและซื้อขายไฟฟ้าผ่านโครงข่ายรัฐ เพื่อเปลี่ยนไปใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่มีต้นทุนต่ำกว่าการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 และOECD คือกุญแจความเชื่อมั่น : เร่งเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยเร็วเพื่อยกระดับมาตรฐานสากลและลดคอร์รัปชัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มจีดีพีได้ถึง 1.6% ต่อปี โดยใช้เวที World Bank-IMF ในเดือนตุลาคมนี้เป็นประกาศเจตนารมณ์ที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างนั้นแม้จะยากและอาจกระทบต่อโครงสร้างผลประโยชน์ปัจจุบัน แต่คือหนทางเดียวที่จะสร้างโอกาสและการเติบโตเต็มศักยภาพต่อไปได้อย่างแท้จริง.

บุญช่วย ค้ายาดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...