โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ก้าวประวัติศาสตร์สู่การจัดการคุณภาพอากาศแบบครบวงจรของไทย

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 24 ม.ค. เวลา 12.34 น. • เผยแพร่ 24 ม.ค. เวลา 12.34 น.

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 สภาผู้แทนราษฎรมีมติอนุมัติ ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. … นับเป็นหมุดหมายสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่ทวีความรุนแรงต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ปัญหามลพิษทางอากาศไม่เพียงส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต หากยังเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง องค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินว่า มลพิษทางอากาศภายนอกอาคารเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรทั่วโลกกว่า 4.2 ล้านคนในปี 2562[1] สะท้อนให้เห็นว่าคุณภาพอากาศไม่ใช่เพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่เป็นปัญหาสาธารณสุขและสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

จาก “ควบคุมมลพิษ” สู่ “อากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ”

สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ คือการเปลี่ยนกรอบคิดจากการมุ่ง “ควบคุมมลพิษ” ไปสู่แนวคิด อากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ” อย่างชัดเจน โดยนำ ดัชนีคุณภาพอากาศเพื่อสุขภาพ (Air Quality for Health Index: AQHI) มาใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงหลัก เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงอากาศบริสุทธิ์และการดำรงชีวิตอย่างปลอดภัย

ร่างพระราชบัญญัติฯ วางโครงสร้างทางกฎหมายรูปแบบใหม่ ครอบคลุมการกำหนดมาตรการเฉพาะตามแหล่งกำเนิดมลพิษ การใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์เพื่อสร้างแรงจูงใจเชิงบวก การขยายขอบเขตความรับผิดของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และการกระจาย อำนาจสู่ท้องถิ่นในการบริหารจัดการคุณภาพอากาศ

มาตรการเฉพาะภาคส่วน: ครอบคลุมทุกแหล่งกำเนิดมลพิษหลัก

ร่างพระราชบัญญัติฯ กำหนดมาตรการจัดการมลพิษในภาคส่วนที่มีการปล่อยมลพิษสูง ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม คมนาคม ป่าไม้ เกษตรกรรม เมือง และมลพิษข้ามแดน

ในภาคเกษตรกรรม กฎหมายกำหนด ห้ามการเผาเพื่อการเก็บเกี่ยวหรือจัดการแปลง เว้นแต่เป็นกรณีที่ได้รับการยกเว้น เช่น การเผาเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของศัตรูพืช ขณะที่ภาคคมนาคม หน่วยงานรัฐต้องจัดทำมาตรการลดการใช้ยานพาหนะที่ใช้น้ำมันในเขตเมือง เพิ่มสัดส่วนยานยนต์ปล่อยมลพิษต่ำ ลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคล และขยายระบบขนส่งสาธารณะให้ครอบคลุมมากขึ้น

นอกจากนี้ กฎหมายยังเปิดทางให้จัดการมลพิษทางอากาศจากแหล่งกำเนิดข้ามพรมแดน

บทลงโทษควบคู่แรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์

ร่างพระราชบัญญัติฯ วางระบบ บทลงโทษที่เข้มงวดควบคู่กับมาตรการส่งเสริม โดยกำหนดความรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และโทษปรับเป็นพินัย ตามลักษณะของการฝ่าฝืน โดยใช้บังคับกับผู้ก่อหรือมีส่วนก่อให้ เกิดมลพิษทางอากาศหลายประเภท ครอบคลุมตั้งแต่เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษ ผู้ออกแบบ ผู้ควบคุม หรือผู้ติดตั้งระบบควบคุมมลพิษ ไปจนถึงสถาบันการเงินที่ให้การสนับสนุนทางการเงินหรือให้คำปรึกษาทางการเงินแก่กิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษ ทั้งนี้ เปิดช่องให้ยกเว้นความรับผิดได้ หากสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

แม้การปฏิบัติตามกฎหมายใหม่อาจเพิ่มต้นทุนแก่ภาคธุรกิจในระยะเริ่มต้น แต่ร่างพระราชบัญญัติฯ ได้ออกแบบกลไกเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการในระยะยาว อาทิ

  • กองทุนอากาศสะอาด (Clean Air Fund) เพื่อสนับสนุนกิจกรรมด้านการจัดการคุณภาพอากาศ โดยเงินทุนมาจากค่าธรรมเนียมและเงินที่เรียกเก็บจากเครื่องมือและมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ เป็นต้น
  • ระบบจัดสรร ซื้อขาย และโอนสิทธิการระบายสารมลพิษในพื้นที่ควบคุม (Allocation, Trading and Transfer of Emission Rights in Pollution Control Zone)สำหรับพื้นที่ที่มีมลพิษเกินมาตรฐาน หรือมีมลพิษทางอากาศเกินศักยภาพการรองรับสารมลพิษทางอากาศ เพื่อจำกัดปริมาณการปล่อยมลพิษอย่างเป็นระบบโดยเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษต้องถือครองสิทธิให้เพียงพอกับปริมาณการระบายสารมลพิษทางอากาศจริง รายงานข้อมูลการระบายสารมลพิษ และจัดเก็บข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
  • ระบบฝากไว้ได้คืน (Deposit and Refund System) เพื่อจูงใจให้มีการจัดการสินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือของเหลือใช้อย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงการก่อมลพิษทางอากาศ ด้วยการเรียกเก็บเงินจากผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ผู้จัดจำหน่าย หรือผู้บริโภคสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่กำหนด ไว้เป็นการชั่วคราว และจะคืนเงินหากมีการจัดการสินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือของเหลือใช้อย่างเหมาะสม

กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น: ตั้งคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด

อีกหนึ่งกลไกสำคัญของร่างกฎหมาย คือการกระจายอำนาจให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีบทบาทนำในการจัดการคุณภาพอากาศ ผ่านการจัดตั้ง คณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด ซึ่งมีอำนาจตรวจสอบ กำกับ และควบคุมกิจการหรือกิจกรรมที่อาจก่อมลพิษ รวมถึงการประกาศเขตเฝ้าระวังมลพิษ เขตประสบมลพิษ และการกำหนดมาตรฐานควบคุมเฉพาะพื้นที่ตามบริบทของแต่ละจังหวัด

หมุดหมายใหม่ของกฎหมายสิ่งแวดล้อมไทย

โดยสรุป ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับการคุ้มครองสุขภาพประชาชนและคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภาคธุรกิจจึงควรเร่งทำความเข้าใจมาตรการใหม่ และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตาม อาจรวมถึงการตรวจสอบสถานะทางกฎหมายและสิ่งแวดล้อม (due diligence) เพื่อลดความเสี่ยงในระยะยาว

สำนักงานกฎหมาย Baker McKenzie มีความเชี่ยวชาญและพร้อมให้คำปรึกษาและความช่วยเหลือในการระบุหาและจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในการดำเนินธุรกิจ และมีทีมงานด้านความยั่งยืนซึ่งประกอบด้วยทนายความและวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมที่มีประสบการณ์ สามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการบริหารความเสี่ยงที่ถูกต้องทั้งในเชิงกฎหมายและเทคนิค เพื่อธุรกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว

[1] https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/ambient-(outdoor)-air-quality-and-health

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...