“ดร.นางหลาวยอด” กับความหวัง-กำลังใจของชาวไทใหญ่ในรัฐฉาน
ปัณฑพ ตั้งศรีวงศ์ รายงาน
วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กรุงโซล เกาหลีใต้ มหาวิทยาลัยคอนกุก (Konkuk University) ได้จัดพิธีมอบปริญญาบัตรแก่บัณฑิตใหม่ที่เพิ่งจบการศึกษา หนึ่งในรายชื่อผู้เข้ารับปริญญาครั้งนี้ เป็นหญิงสาวชาวไทใหญ่ จากรัฐฉาน ชื่อ “นางหลาวยอด”
ดร.นางหลาวยอด ได้รับปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมสารสนเทศการบินและอวกาศ (Doctor of Philosophy in Aerospace Information Engineering) จากคณะวิศวกรรมศาสตร์
ข่าวการเรียนจบปริญญาเอกของ ดร.นางหลาวยอด ไม่ได้ถูกนำเสนออย่างแพร่หลายในสื่อหลักของชาวไทใหญ่ในรัฐฉาน มีเพียงสำนักข่าว Shan News ภาคภาษาไทใหญ่ เพียงแห่งเดียว ที่นำเรื่องราวของเธอมาเผยแพร่
ตรงกันข้ามกับชุมชนออนไลน์ของคนไทใหญ่ในหลายประเทศ ทั้งชุมชนชาวไทใหญ่ในรัฐฉาน ในเมียนมา ในประเทศไทย โดยเฉพาะชุมชนชาวไทใหญ่ในเกาหลีใต้ ที่เรื่องราวของ ดร.นางหลาวยอด ได้กลายเป็นหัวข้อที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง ชาวไทใหญ่จำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นชื่นชม และร่วมแสดงความยินดีในความสำเร็จของเธอ
ตามเนื้อหาที่เผยแพร่ ได้บอกเล่าข้อมูล ประวัติส่วนตัวของ ดร.นางหลาวยอด ไว้ไม่มากนัก ในข่าวของ Shan News บอกเพียงว่าเธอเป็นชาวเมืองท่าขี้เหล็ก รัฐฉานตะวันออก
แต่เมื่อได้เข้าไปค้นหาในเว็บไซต์ที่ใช้เป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานทางวิชาการหรือผลงานวิจัยทางวิศวกรรมการบิน พบว่ามีบทความวิชาการหลายชิ้น ที่ปรากฏชื่อของ ดร.นางหลาวยอด ว่ามีส่วนร่วมวิจัยหรือมีร่วมในงานเขียนเหล่านั้นด้วย เช่น
- บทความ Multivehicle Point-to-Point Network Problem Formulation for UAM Operation Management Used with Dynamic Scheduling เผยแพร่เมื่อปี 2565
- บทความ R-YOLO: Enhancing Takeoff/Landing Safety in UAM Vertiports with Deep Learning Model เผยแพร่ในเดือนมกราคม 2567
- บทความ YOLOTransfer-DT: An Operational Digital Twin Framework with Deep and Transfer Learning for Collision Detection and Situation Awareness in Urban Aerial Mobility เผยแพร่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2567
- บทความ Deep Learning-driven DAA System for UAVs With Frenet Trajectory Optimization เผยแพร่ในเดือนกันยายน 2568
แม้ ดร.นางหลาวยอด ดูเป็นบุคคลประเภท low profile แต่ภาพในวันรับปริญญาเอกของเธอ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้ถูกเผยแพร่กระจายไปตามชุมชนออนไลน์ของชาวไทใหญ่ทั่วโลก แต่ละโพสต์มีมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นชื่นชม หรือถูกแชร์ต่อไปหลายร้อยครั้ง ผู้อ่านหลายพันคนกดแสดงความรู้สึกถูกใจ ให้รูปหัวใจ เพื่อร่วมยินดีกับความสำเร็จของเธอ
ข้อมูลที่เพื่อนชาวไทใหญ่ของ ดร.นางหลาวยอด ซึ่งกำลังศึกษาในมหาวิทยาลัยของเกาหลีใต้อยู่ด้วย ได้เขียนไว้บนชุมชนออนไลน์ ระบุว่า วิศวกรรมสารสนเทศการบินและอวกาศ (Aerospace Information Engineering) ที่ ดร.นางหลาวยอดจบมานั้น ไม่ใช่สาขาวิชาที่เรียนได้ง่ายๆ ดังนั้นการที่เธอเรียนจบจนได้รับปริญญาเอก จึงสะท้อนถึงความวิริยะ อุตสาหะ และความสามารถของเธออย่างแท้จริง
…..
มหาวิทยาลัยคอนกุก เป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนเก่าแก่ของเกาหลีใต้ ก่อตั้งขึ้นโดย ดร.ยู ซอก-ชาง เมื่อปี 2474 ปัจจุบัน เปิดสอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก ในหลายสาขาวิชา เฉพาะคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่ ดร.นางหลาวยอด เรียนจบมานั้น ก็ยังแยกออกเป็นสาขาวิชาย่อยอีกถึง 22 สาขา
ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยคอนกุก มีวิทยาเขต 2 แห่ง อยู่ในกรุงโซล และที่เมืองชุงจู มีนักศึกษาซึ่งกำลังเรียนอยู่ในทุกระดับการศึกษา รวม 27,700 คน
เมียนมาและเกาหลีใต้เริ่มพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกันตั้งแต่ปี 2491 สมัยยังใช้ชื่อประเทศว่าสหภาพพม่า และเพิ่งได้รับเอกราชจากอังกฤษ ต่อมาในวันที่ 16 พฤษภาคม 2518 ทั้ง 2 ประเทศก็ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน
แม้เมียนมาเคยถูกใช้เป็นพื้นที่สำหรับความพยายามลอบสังหารอดีตประธานาธิบดี ชุน ดู-ฮวาน ของเกาหลีใต้ เมื่อครั้งที่อดีตประธานาธิบดี ชุน ดู-ฮวาน เดินทางมาเยือนเมียนมาอย่างเป็นทางการ ต้นเดือนตุลาคม 2526 ทำให้มีรัฐมนตรีบางคนของรัฐบาลเกาหลีใต้และบุคคลที่เกี่ยวข้องเสียชีวิตไปถึง 21 คน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้กับเมียนมา ก็ไม่สะดุด ยังคงเดินหน้าต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้
ล่าสุด เมื่อวันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ก่อนวันที่ ดร.นางหลาวยอดเข้ารับปริญญาเอก 2 สัปดาห์ ในกรุงย่างกุ้ง ได้มีพิธีเปิดใช้สะพานดะละ สะพานแขวนข้ามแม่น้ำย่างกุ้ง ที่ทั้งใหญ่และยาวที่สุดของกรุงย่างกุ้งและในเมียนมา เพื่อเชื่อมย่านดะละที่ยังขาดการพัฒนากับตัวเมืองทางตอนใต้ของกรุงย่างกุ้ง ซึ่งเป็นทั้งย่านเศรษฐกิจ การค้า อุตสาหกรรม และศูนย์กลางโลจิสติกส์
สะพานดะละถูกเรียกชื่ออย่างเป็นทางการว่า “สะพานมิตรภาพเกาหลี-เมียนมา” เพราะได้รับการสนับสนุนเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำจากหน่วยงานรัฐบาลเกาหลีใต้ โดยจากงบประมาณก่อสร้างสะพานรวม 168.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินกู้จาก the Republic of Korea’s Economic Development Cooperation Fund (EDCF) 137.83 ล้านดอลลาร์ ที่เหลืออีก 30.34 ล้านดอลลาร์ มาจากงบประมาณของรัฐบาลเมียนมาเอง
สะพานดะละมีความยาวทั้งสิ้น 1,872.5 เมตร เฉพาะส่วนที่เป็นตัวสะพานแขวนยาว 590 เมตร กว้าง 26.5 เมตร ถนนบนสะพานแบ่งเป็น 4 เลน รองรับน้ำหนักรถบรรทุกสินค้าสูงสุดคันละ 75 ตัน ท้องสะพานสูงจากระดับน้ำ 49 เมตร เรือเดินทะเลขนาด 15,000 ตัน สามารถแล่นลอดผ่านได้
การก่อสร้างสะพานดะละเริ่มต้นมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2562 แต่ได้หยุดชะงักไปช่วงหนึ่งเมื่อเกิดการรัฐประหารขึ้นในเมียนมาในปี 2564 จากนั้นจึงเริ่มสร้างต่อจนเสร็จและเปิดใช้งานเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569
นอกจากการสนับสนุนเงินทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแล้ว เกาหลีใต้ยังสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือเมียนมาในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการศึกษา ด้วยการให้ทุนการศึกษา การแลกเปลี่ยนนักเรียน นักศึกษา ผ่านโครงการต่างๆ เช่น
- Global Elim Foundation Scholarships(GEFS)
- Woojung Education and Culture Foundation
- KOICA/KDI Scholarships
- ASEAN-Korea Youth Summit
หนังสือพิมพ์ The Korea Time รายงานว่า ในเดือนสิงหาคม 2568 จำนวนนักศึกษาสัญชาติเมียนมา ที่กำลังเรียนอยู่ในเกาหลีใต้ มีอยู่ทั้งสิ้น 8,903 คน
……
หลายปีมาแล้วที่ชาวไทใหญ่แทบทั้งหมดในรัฐฉาน ต้องดำรงชีวิตอยู่อย่างค่อนข้างสิ้นหวัง อันเนื่องมาจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาติพันธุ์ ปัญหาเศรษฐกิจ การสูญเสียที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และการขาดโอกาสในการศึกษา
ในอดีต ชาวไทใหญ่ในรัฐฉานเคยมีอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี แต่ละเมืองเป็นประเทศราชมีเจ้าฟ้าของตนเองปกครอง มีการพัฒนาอย่างทันสมัย ทั้งด้านเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านการศึกษาที่ชาวไทใหญ่หลายคนได้รับโอกาสให้เดินทางไปเรียนต่อยังต่างประเทศ ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา
แต่ทุกสิ่งทุกอย่างได้พังทลายลงหลังการปฏิวัติของนายพลเนวินเมื่อปี 2505 ระบบเจ้าฟ้าถูกทำลายจนล่มสลาย ชาวไทใหญ่กลายเป็นพลเมืองระดับรองในดินแดนบ้านเกิดของตนเอง โอกาสในการดำรงชีวิต การทำมาหากิน การดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม และการศึกษา ถูกตัดหรือปิดกั้น
20 กว่าปีที่แล้ว แค่การเรียนภาษาไทใหญ่ที่เป็นภาษาของตนเอง ยังต้องใช้วิธีแอบไปเรียนกันตามวัดหรือในป่า โอกาสในการศึกษาภาษาไทใหญ่เพิ่งได้รับการผ่อนคลายให้คนไทใหญ่ได้เรียนอย่างเสรีก่อนหน้าการรัฐประหารเพียง 3 หรือ 4 ปี
หลังการรัฐประหารของกองทัพพม่าเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 เกียรติและศักดิ์ศรีของชาวไทใหญ่ยิ่งถูกสั่นคลอน ความขัดแย้งระหว่างกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์กับกองทัพพม่า ทำให้หลายเมืองที่เคยเป็นเมืองของคนไทใหญ่ หรือมีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวไทใหญ่ กลับถูกปกครองโดยคนชาติพันธุ์อื่น
บางตัวอย่างของเมืองเหล่านี้ ได้แก่
เมืองแสนหวี ซึ่งในอดีต เคยมีเจ้าคำก่ายน้อย เจ้าฟ้าแสนหวี เป็นพระสหายของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และเคยร่วมกับสมเด็จพระนเรศวรรบกับพม่า เมื่อ 400ปีก่อน ในเมืองแสนหวีทุกวันนี้ ยังมีต้นบุนนาคเก่าแก่อายุหลายร้อยปี ที่ชาวเมืองแสนหวีเชื่อว่าเป็นต้นไม้เสี่ยงทายซึ่งเจ้าคำก่ายน้อยกับสมเด็จพระนเรศวรร่วมกันปลูกเอาไว้ แต่ปัจจุบัน เมืองแสนหวีกลับถูกปกครองโดยกองทัพโกก้าง(MNDAA) ชนชาติพันธุ์จีน ที่มีถิ่นฐานอยู่ชายแดนรัฐฉานบริเวณที่ติดกับจังหวัดผูเอ่อร์ มณฑลยูนนาน
เมืองสีป้อ ที่มีเรื่องราวของเจ้าจ่าแสง เจ้าฟ้าสีป้อ กับอิงเง่ ซาเจนท์(Inge Sargent) หรือเจ้านางสุจั่นตี่ มหาเทวีชาวออสเตรียที่พบรักกับเจ้าจ่าแสงสมัยยังเรียนอยู่ด้วยกันในสหรัฐอเมริกา เรื่องราวของเจ้าจ่าแสงกับอิงเง่ ซาเจนท์ เคยถูกนำมาเขียนเป็นหนังสือและสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Twilight Over Burma นำออกไปฉายทั่วโลก ในเดือนสิงหาคม 2567 เมืองสีป้อได้ถูกกองทัพของกองทัพตะอั้งเข้ายึดและปกครองอยู่นานกว่า 1 ปี กองทัพพม่าเพิ่งบุกไปยึดเมืองสีป้อกลับคืนมาได้เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว(2568)
เมืองตองจี ซึ่งเป็นเมืองหลวงอย่างเป็นทางการของรัฐฉาน ปัจจุบันประชากรส่วนใหญ่ในเมืองตองจีกลับเป็นคนชาติพันธุ์ปะโอ และในกลุ่มชาวปะโอด้วยกันเอง ยังมีกองกำลังติดอาวุธ 2 กลุ่ม ที่รบกันเอง กลุ่มหนึ่งชื่อว่า”กองทัพแห่งชาติปะโอ”(PNA) ที่ให้การสนับสนุนกองทัพพม่า อีกกลุ่มหนึ่งใช้ชื่อว่า”กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติปะโอ”(PNLA) ซึ่งเข้าร่วมกับรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ(NUG) หรือรัฐบาลเงา ที่ต่อสู้กับกองทัพพม่า
เมืองท่าขี้เหล็ก บ้านเกิดของ ดร.นางหลาวยอด และเป็นเมืองที่มีความใกล้ชิดกับประเทศไทย เพราะอยู่ติดกับอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และเป็นเมืองหน้าด่านในการส่งออกสินค้าของไทยเข้าไปยังรัฐฉาน ปัจจุบัน แม้โดยโครงสร้างการปกครอง ยังเป็นเมืองภายใต้การดูแลของรัฐบาลรัฐฉาน แต่กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีบทบาท มีอิทธิพล และมีอำนาจควบคุมเศรษฐกิจแทบทั้งหมดของเมืองท่าขี้เหล็ก กลับเป็นกองทัพสหรัฐว้า(UWSA) และเหล่าบรรดาอาชญากรชาวจีน หรือพวกจีนเทา
ชาวไทใหญ่จำนวนมาก ไม่อาจทนกับสภาพความเป็นอยู่แบบไร้โอกาส จำต้องหนีข้ามมาตายเอาดาบหน้าในประเทศไทย
……
การประสบความสำเร็จในการศึกษาของ ดร.นางหลาวยอด หญิงสาวชาวไทใหญ่คนหนึ่ง เป็นปรากฏการณ์ด้านบวกที่เกิดขึ้นท่ามกลางความรู้สึกหดหู่ ท้อแท้ สิ้นหวัง ของชาวไทใหญ่
ปรากฏการณ์ด้านบวกแบบนี้ แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยในรอบหลายปีมานี้
แม้คนไทใหญ่หลายคนไม่เคยรู้จักกับ ดร.นางหลาวยอดมาก่อน แต่ความสำเร็จของ ดร.นางหลาวยอด กลับได้รับการตอบรับจากชุมชนชาวไทใหญ่อย่างล้นหลาม
เรื่องราวของ ดร.นางหลาวยอด ช่วยจุดประกายความหวัง และสร้างกำลังใจให้กับเพื่อนร่วมชาติชาวไทใหญ่ ที่ยังต้องใช้ชีวิตอยู่ในรัฐฉานได้ไม่น้อย…