โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สหรัฐฯโจมตีอิหร่านทำไม?

สยามรัฐ

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ / ทหารประชาธิปไตย

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลร่วมกันเปิดปฏิบัติการทางทหารโจมตีอิหร่าน ถือเป็นการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรงครั้งใหญ่ที่สุดระหว่างสองฝ่ายนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามปี 2522 คำถามที่ประชาคมโลกพากันตั้งขึ้นทันทีคือ สหรัฐฯ อ้างเหตุผลอะไรในการเปิดสงครามครั้งนี้ และเหตุผลเหล่านั้นยืนหยัดต่อการพิจารณาอย่างรอบด้านได้จริงหรือ

เหตุผลทางการที่ทำเนียบขาวประกาศ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แถลงต่อสาธารณะว่าปฏิบัติการนี้มีเป้าหมายเพื่อ "ปกป้องชาวอเมริกันโดยการกำจัดภัยคุกคามเร่งด่วนจากระบอบอิหร่าน" โดยเน้นย้ำประเด็นสำคัญสามข้อ ได้แก่ การป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ การทำลายเครือข่าย proxy ของอิหร่านที่หนุนหลัง Hamas, Hezbollah และกลุ่ม Houthis และการปกป้องผู้ประท้วงชาวอิหร่านที่ลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาลเตหะราน คำถามคืออิหร่านไม่เคยส่งกำลังไปคุกคามสหรัฐที่บ้านเลย มีแต่สหรัฐส่งทหารมาคุกคามอิหร่านในตะวันออกกลาง

รัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ เพิ่มมิติของการป้องกันเชิงรุก (preemptive strike) โดยอ้างว่าอิสราเอลกำลังจะโจมตีอิหร่านอยู่แล้ว และหากสหรัฐฯ ไม่เข้าร่วม ก็จะต้องสูญเสียทหารอเมริกันมากกว่าในภายหลัง คำถามคือสหรัฐทำเพื่ออิสราเอลใช่ไหม ถ้าไม่อยากก่อสงครามก็ห้ามอิสราเอลสิ ขณะที่รัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเซท ขยายคำนิยามให้กว้างยิ่งขึ้นด้วยการอ้างว่าระบบขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านคือ "โล่กำบังแบบ conventional" ที่คุ้มครองความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของกรุงเตหะราน

ความขัดแย้งในตัวเองของเหตุผลที่อ้าง

เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เหตุผลเหล่านี้กลับพบปัญหาสำคัญหลายประการ

ประการแรก ด้านอาวุธนิวเคลียร์ แม้ทรัมป์จะอ้างในปี 2568 ว่าโจมตีสถานที่นิวเคลียร์จนพังพินาศสมบูรณ์แล้ว นอกจากนี้ในช่วงก่อนโจมตี อิหร่านส่งสัญญาณพร้อมทำข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับที่ครอบคลุมกว่าที่เคยมีมาอีกด้วย

ประการที่สอง ด้านภัยคุกคามเร่งด่วน เมื่อผู้สื่อข่าวกดดันเฮกเซทว่าอิหร่านมี imminent threat จริงหรือไม่ เขาหลบเลี่ยงคำถามโดยหันไปพูดถึงการถ่วงเวลาของอิหร่านในการเจรจา ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง ยิ่งไปกว่านั้น แหล่งข่าวอาวุโสในทีมที่ปรึกษาทรัมป์เองยังยอมรับว่ามีการหารือว่าควรปล่อยให้อิสราเอลโจมตีก่อน เพื่อสร้าง "เหตุผลที่ดีกว่า" ให้สหรัฐฯ เข้าร่วมสงครามในภายหลัง

ประการที่สาม ด้านกฎหมายระหว่างประเทศ การโจมตีดังกล่าวไม่ผ่านเกณฑ์การป้องกันตนเองตามกฎบัตรสหประชาชาติ และไม่มีมติคณะมนตรีความมั่นคงรองรับ ทำให้นักกฎหมายระหว่างประเทศจำนวนมากชี้ว่านี่คือการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

โรงเรียนเด็กหญิงและการปฏิเสธความรับผิดชอบ

สิ่งที่ทำให้ภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ เสียหายหนักที่สุดในคืนแรกของสงครามคือเหตุการณ์ที่โรงเรียนประถมหญิงแห่งหนึ่งในเมือง Minab จังหวัด Hormozgan ซึ่งถูกโจมตีระหว่างปฏิบัติการ อิหร่านรายงานผู้เสียชีวิตกว่า 180 คน โดยส่วนใหญ่เป็นนักเรียนหญิง รายงานของ CNN, The New York Times และ CBC รวมถึงการประเมินของผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธโดยอ้างอิงจากภาพถ่ายดาวเทียมและวิดีโอที่ยืนยันตำแหน่งได้ ต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่ากองทัพสหรัฐฯ น่าจะเป็นผู้รับผิดชอบการโจมตีดังกล่าว

การประเมินเบื้องต้นภายในสหรัฐฯเองระบุว่าสาเหตุที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือการใช้ข่าวกรองล้าสมัยที่ยังระบุพื้นที่นั้นเป็นส่วนหนึ่งของฐานทัพ ทั้งที่โรงเรียนถูกแยกออกมาตั้งแต่ปี 2559 แล้ว

กระนั้น ทรัมป์กลับออกมากล่าวโดยไม่มีหลักฐานว่า "เราคิดว่าอิหร่านเป็นคนทำ เพราะพวกเขายิงขีปนาวุธไม่แม่น" ขณะที่กลุ่มสืบสวนอิสระ Bellingcat ออกมาระบุว่าวิดีโอที่เพิ่งเผยแพร่ "ดูเหมือนจะขัดแย้งกับ" คำกล่าวอ้างของทรัมป์อย่างชัดเจนเพราะระบุได้ว่าเป็นการโจมตีด้วยโทมาฮอค และโจมตีซ้ำถึง3ครั้ง กระนั้นทรัมป์ก็ยังออกมาตะแบงว่าใครๆก็มีโทมาฮอค ซึ่งเป็นการโกหกแบบด้านๆ

สงครามที่เริ่มต้นด้วยการเต้นรำ

ภาพที่สะท้อนบรรยากาศของคืนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ได้ดีที่สุดคือคลิปที่แพร่กระจายในโซเชียลมีเดีย ซึ่งบันทึกภาพทรัมป์กำลังเต้นเพลง God Bless the U.S.A. อยู่ที่ Mar-a-Lago ก่อนที่เขาจะหันมาบอกคนถ่ายว่า "I gotta go to work" — ขณะที่เครื่องบินทิ้งระเบิดกำลังมุ่งหน้าสู่อิหร่าน

ทรัมป์เข้าร่วมงาน charity gala และ political fundraiser ที่ Mar-a-Lago ในสองคืนติดกันช่วงประกาศสงคราม ภาพดังกล่าวไม่เพียงสร้างคำถามด้านวุฒิภาวะทางการเมือง หากยังตอกย้ำการรับรู้ที่แพร่หลายว่าสงครามครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการประเมินภัยคุกคามอย่างรอบคอบ แต่เป็นการตัดสินใจที่วางแผนไว้ล่วงหน้าและรอแค่จังหวะเวลา

บทสรุป: สงครามแห่งเหตุผลที่เลื่อนไหล

เมื่อมองภาพรวม เหตุผลที่สหรัฐฯ อ้างในการโจมตีอิหร่านครั้งนี้มีลักษณะเป็น "goalpost shifting" - ทุกครั้งที่ถูกกดด้วยคำถามแหลมคม เป้าหมายของสงครามก็ขยับออกไปอีก ไม่ว่าจะเป็นนิวเคลียร์ ป้องกันภัย สิทธิมนุษยชน หรือการเปลี่ยนระบอบ จนแทบไม่มีคำตอบที่ชัดเจนและสอดคล้องกัน

สิ่งที่ชัดเจนกว่าเหตุผลทางการทั้งหมดกลับเป็นสิ่งที่ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ นั่นคือ ความต้องการสถาปนาความเป็นเจ้าในภูมิภาคตะวันออกกลางของสหรัฐฯ-อิสราเอล การกำจัดพลังอำนาจสุดท้ายที่ยังท้าทายอำนาจครอบงำนี้ และบางทีที่สำคัญกว่า ตรรกะภายในของระบอบ Trump ที่มองสงครามเป็นเครื่องมือทางการเมืองในประเทศด้วย

ความเสียหายต่อชีวิตพลเรือน การปฏิเสธความรับผิดชอบโดยไม่มีหลักฐาน และการเริ่มสงครามท่ามกลางเสียงเพลงและการเต้นรำ จะเป็นภาพที่ประวัติศาสตร์จดจำไว้พร้อมๆ กับเหตุผลทั้งหลายที่ทำเนียบขาวพยายามร้อยเรียง

#สหรัฐอิหร่าน #สงครามตะวันออกกลาง #โดนัลด์ทรัมป์ #อิสราเอล #การเมืองโลก #วิเคราะห์การเมือง #สงคราม2569 #siamrathonline

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...