โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

'กอบศักดิ์' หวั่นไทยขาดแคลนน้ำมัน เร่งรัฐวางแผนรับมือความเสี่ยงสงครามยืดเยื้อ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 04 มี.ค. เวลา 10.43 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. เวลา 10.21 น.
กอบศักดิ์ ภูตระกูล

ดร.กอบศักดิ์ ชี้โลกกำลังก้าวสู่ระเบียบโลกใหม่ ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนและตลาดทุนทั่วโลก โดยเฉพาะหุ้นไทยที่ปรับฐานแรง เตือนหากความขัดแย้งยืดเยื้อเกิน 4 สัปดาห์ ไทยอาจเผชิญความเสี่ยงขาดแคลนน้ำมัน กระทบเศรษฐกิจจริง เงินเฟ้อ และค่าครองชีพ พร้อมเสนอรัฐเร่งสร้างภูมิคุ้มกัน ลดพึ่งพาภายนอก และเตรียมรับแรงกระแทกจากการเผชิญหน้ามหาอำนาจ

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และนายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้โลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงภาวะ “ไม่ปกติ” จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการปรับฐานของตลาดทุนในหลายประเทศ ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ปรับตัวลงแรงภายในระยะเวลาอันสั้น สะท้อนความกังวลของนักลงทุน

ประเทศที่มีความเสี่ยงคล้ายคลึงกัน 3 แห่ง ได้แก่ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไทย เนื่องจากก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นปรับขึ้นแรง โดยเกาหลีใต้ปรับขึ้นกว่า 50% ตั้งแต่ต้นปี ไทยราว 25% และญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นหลายเท่าจากฐานเดิม ทำให้มีโอกาสเกิดการปรับฐานรุนแรงเมื่อเผชิญแรงกระทบด้านความเชื่อมั่น

ส่วนอีกปัจจัยร่วมสำคัญคือโครงสร้างการนำเข้าน้ำมัน โดยญี่ปุ่นพึ่งพาการนำเข้าเกือบ 90% เกาหลีใต้เกือบทั้งหมด และไทยมีสัดส่วนการนำเข้าจากตะวันออกกลางในระดับสูง ทำให้เปราะบางต่อความเสี่ยงด้านพลังงาน เมื่อความขัดแย้งยืดเยื้อ นักลงทุนจึงเร่งลดความเสี่ยง ยิ่งกดดันตลาดให้ผันผวนมากขึ้น

“ตลาดทุนมักตอบสนองล่วงหน้าก่อนเศรษฐกิจจริง โดยระลอกแรกคือแรงกระแทกต่อตลาดทุน ค่าเงิน และความเชื่อมั่น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นแล้ว ส่วนระลอกถัดไปจะเป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจจริง ผ่านต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ และการผลิต หากสถานการณ์ยืดเยื้อ” ดร.กอบศักดิ์กล่าว

เหตุการณ์โจมตีโรงกลั่นน้ำมันในประเทศซาอุดีอาระเบีย และโรงงานก๊าซธรรมชาติในกาตาร์ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดพลังงานโลกอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ราคาก๊าซในยุโรปพุ่งขึ้นถึง 40-50% ภายในเวลาอันสั้น และราคาน้ำมันดิบโลกปรับขึ้นมาอยู่ราว 76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

นอกจากนี้ ความเสี่ยงสำคัญยังอยู่ที่การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันราว 20% ของโลก โดยปัจจุบันมีเรือบรรทุกน้ำมันติดค้างกว่า 100 ลำ หรือคิดเป็นราว 10% ของเรือขนส่งน้ำมันทั่วโลก หากไม่สามารถขนส่งออกมาได้อย่างต่อเนื่อง อาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนน้ำมันในหลายประเทศ ซึ่งรวมถึงไทยด้วย

แม้ปัจจุบันผลกระทบต่อไทยในระยะสั้นยังจำกัดอยู่ในราคาสินทรัพย์ ค่าเงินบาท และความเชื่อมั่น แต่หากสงครามยืดเยื้อเกิน 4 สัปดาห์ตามที่หลายฝ่ายประเมิน ความเสี่ยงที่ไทยจะเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำมันอาจเกิดขึ้นจริง ซึ่งจะกระทบต่อภาคการผลิต โลจิสติกส์ และค่าครองชีพ โดยไทยมีสต๊อกน้ำมันสำรองไม่สูงนักเมื่อเทียบกับความต้องการใช้

ดร.กอบศักดิ์ระบุว่า รัฐบาลต้องเตรียมรับมือความเสี่ยงด้านพลังงานอย่างจริงจัง ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความเป็นไปได้ที่สงครามจะยืดเยื้อ ซึ่งอาจนำไปสู่การขาดแคลนน้ำมัน และสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ รวมถึงเศรษฐกิจไทยในอนาคต

ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งวางแผนล่วงหน้า ทั้งการกระจายแหล่งนำเข้า การสำรองน้ำมัน การส่งเสริมพลังงานทดแทน และการประหยัดพลังงานตั้งแต่วันนี้ เพราะหากเกิดภาวะช็อกด้านอุปทานขึ้นจริง การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอาจไม่ทันการณ์

โดยปัญหาที่เห็นในวันนี้อาจไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้าระหว่างบางประเทศ แต่มีลักษณะเป็น “ซีรีส์ความขัดแย้ง” ที่อาจหมุนเวียนจากภูมิภาคหนึ่งไปสู่อีกภูมิภาค และในที่สุดอาจย้อนกลับมาที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งไทยหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ยาก ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างภูมิคุ้มกัน ลดการพึ่งพาภายนอกมากเกินไป ควบคู่กับการดูแล SMEs กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ และเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาค ทั้งด้านอาหาร ยารักษาโรค และความปลอดภัย พร้อมทั้งเร่งส่งเสริมพลังงานทางเลือก เช่น โซลาร์เซลล์ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเอง

อย่างไรก็ตาม พื้นฐานเศรษฐกิจไทยไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก หากรัฐบาลสามารถออกมาตรการสร้างความเชื่อมั่นและบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไทยยังมีศักยภาพที่จะผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้

“สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้อาจไม่ใช่เหตุการณ์ระหว่างประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นสัญญาณของความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างมหาอำนาจ ที่อาจลุกลามเป็นระลอกไปยังหลายภูมิภาค รวมถึงไทย เราต้องยอมรับความจริง เตรียมรับมือกับสถานการณ์เลวร้ายที่สุด และสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน เพื่อให้สามารถอยู่รอดท่ามกลางความผันผวนของโลกในระยะต่อไปได้” ดร.กอบศักดิ์กล่าว

นอกจากนี้ นักลงทุนควรใช้ความระมัดระวังสูง เนื่องจากโลกกำลังอยู่ในภาวะไม่ปกติ ความผันผวนจะอยู่กับตลาดไปอีกระยะ ผู้ที่ต้องการลงทุนควรใช้เงินที่สามารถรับความเสี่ยงได้ และต้องมีความแข็งแกร่งทางจิตใจ เพราะแม้แต่สินทรัพย์ที่มักถูกมองว่าเป็นหลุมหลบภัยอย่างทองคำและเงิน ก็ยังมีความผันผวนและปรับตัวลงแรงได้ในช่วงที่ผ่านมา

ดร.กอบศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในงานเสวนา “มุมมองนักเศรษฐศาสตร์ ต่อทิศทางนโยบายภาครัฐใน 4 ปีข้างหน้า” ว่า โลกกำลังเข้าสู่ระเบียบโลกใหม่ (New World Order) ที่สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2568 เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามการค้ายุคแรกที่ขับเคลื่อนด้วยภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ปี 2569 โลกเข้าสู่สงครามการค้ายุคที่สอง ซึ่งมี “Military Hotspots” เกิดขึ้นเป็นประจำ สถานการณ์ที่เห็นว่าย่ำแย่ในปัจจุบันอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น

ทั้งนี้ ผลกระทบจะมาเป็น 4 ระลอก (Waves) ตั้งแต่ตลาดทุนในระยะแรก ก่อนลุกลามสู่เศรษฐกิจจริง การย้ายฐานการผลิต และแนวโน้ม De-Dollarization ในระยะยาว โดยยอมรับว่าไทย “หมดบุญเก่า” แต่แรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ทำให้เงินทุนบางส่วนไหลจากจีนเข้าสู่ไทย เกิดโอกาสในบางเซ็กเตอร์ใหม่ ทว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวช้าช่วงหนึ่ง รัฐบาลจึงต้องทำให้ช่วงเปลี่ยนผ่านสั้นที่สุด

“รัฐบาลชุดใหม่จะเผชิญแรงกดดันมหาศาลจากมหาอำนาจ การกำหนดนโยบายที่ชัดเจน และการบริหารช่วงเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีให้รวดเร็วที่สุด คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ไทยยืนหยัดและเติบโตได้ท่ามกลางความไม่แน่นอนของระเบียบโลกใหม่” ดร.กอบศักดิ์กล่าว

ดร.กอบศักดิ์ระบุว่า ภายใต้การเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน โลกกำลังก้าวสู่สงคราม 5 มิติ ได้แก่ 1) สงครามการค้าและกำแพงภาษี 2) สงครามเทคโนโลยี 3) การแข่งขันด้านทรัพยากรและแร่ยุทธศาสตร์ 4) สงครามการเงินจากความผันผวนค่าเงินและระบบชำระเงิน และ 5) การช่วงชิงพันธมิตร ซึ่งจะทำให้ความมั่นคงและเศรษฐกิจแยกออกจากกันไม่ได้อีกต่อไป

ข้อเสนอเชิงนโยบายสำคัญคือ การลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐ โดยเสนอให้ลดสัดส่วนการส่งออกจาก 20% เหลือ 10% พร้อมกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดใหม่ เช่น อินเดีย สหภาพยุโรป ควบคู่กับการเพิ่มความเข้มแข็งในประเทศเพื่อดึงดูดการลงทุน และเตรียมรับแรงกระแทกจากความขัดแย้งของมหาอำนาจ โดยเฉพาะความมั่นคงด้านอาหารและยา

“ถึงเวลาที่ต้องยอมรับความจริงว่ามีความเสี่ยงเรื่องการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจ และวันหนึ่งประเทศไทยอาจถูกบีบให้ต้องเลือกข้าง เราต้องเตรียมการเพื่อให้ประเทศอยู่รอดให้ได้” ดร.กอบศักดิ์กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘กอบศักดิ์’ หวั่นไทยขาดแคลนน้ำมัน เร่งรัฐวางแผนรับมือความเสี่ยงสงครามยืดเยื้อ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...